บริษัทที่อยากทำสิ่งดีให้สังคมผ่านการบริจาคหรือการให้โดยเสน่หา มักตั้งคำถามว่า "บริจาคแล้วหักภาษีได้เท่าไหร่?" และ "กรรมการให้ทรัพย์สินกันเองหรือรับเงินจากผู้ถือหุ้นต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?" บทความนี้อธิบายทั้งสองมุมอย่างชัดเจน ทั้งสิทธิ์หักรายจ่าย 2 เท่าสำหรับนิติบุคคล และภาษีการให้โดยเสน่หา (Gift Tax) ที่กระทบบุคคลธรรมดา — เพื่อให้ SME วางแผนอย่างถูกต้องและไม่พลาดสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่ (ข้อมูล ณ ปี 2569)

ภาษีการให้โดยเสน่หา (Gift Tax) คืออะไร และใครต้องเสีย?

ภาษีการให้โดยเสน่หาในประเทศไทยเกิดขึ้นจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ. 2558 ซึ่งบัญญัติให้เงินหรือทรัพย์สินที่บุคคลธรรมดาได้รับโดยไม่มีค่าตอบแทน (ให้โดยเสน่หา) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร โดยมีเกณฑ์ดังนี้

  • ผู้รับจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส: ได้รับยกเว้นภาษีสำหรับส่วนที่ไม่เกิน 20,000,000 บาทต่อปีภาษี ส่วนที่เกินเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 5%
  • ผู้รับจากบุคคลอื่น (ที่มิใช่บุพการีหรือคู่สมรส) ในโอกาสพิธีหรือตามประเพณี: ได้รับยกเว้นภาษีสำหรับส่วนที่ไม่เกิน 10,000,000 บาทต่อปีภาษี ส่วนที่เกินเสียภาษีในอัตรา 5%
  • การให้เพื่อการกุศลสาธารณะหรือสาธารณประโยชน์อย่างแท้จริง: กฎหมายมีข้อยกเว้นเฉพาะ เช่น เงินที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาที่ผู้ให้แสดงเจตนาให้ใช้เพื่อกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ที่กฎกระทรวงกำหนด (มาตรา 42 (29)) อาจได้รับยกเว้นภาษี — ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนยื่นแบบ

สำคัญ: ภาษีการให้โดยเสน่หาเป็นภาษีของ ผู้รับ ไม่ใช่ผู้ให้ และใช้กับบุคคลธรรมดาเท่านั้น ไม่ใช่นิติบุคคล บริษัทที่รับเงินบริจาคจากบุคคลภายนอกจะบันทึกเป็นรายได้อื่นและเสียภาษีนิติบุคคลตามปกติ

บริษัทบริจาคเพื่อการกุศล: หักรายจ่ายได้เท่าไหร่?

สำหรับ นิติบุคคล ที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินเพื่อการกุศล กฎหมายแยกประเภทรายจ่ายออกเป็น 3 ระดับ ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างกัน

ระดับที่ 1 — บริจาคทั่วไป (หัก 1 เท่า ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ)

รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด สามารถหักได้สูงสุด 2% ของกำไรสุทธิ อ้างอิง มาตรา 65 ตรี (3)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร ตัวอย่างองค์กรที่ผ่านเกณฑ์ ได้แก่ วัด มูลนิธิสาธารณกุศลที่ขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพากร และหน่วยงานของรัฐ

ข้อระวัง: รายจ่ายค่าการกุศลที่ไม่เป็นสาธารณกุศล เช่น ช่วยงานศพ งานบวช บริจาคให้บุคคลโดยตรง ถือเป็น รายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี (3) ไม่สามารถนำมาหักได้เลย

ระดับที่ 2 — บริจาคเพื่อการศึกษา กีฬา และสังคม (หัก 2 เท่า ไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ)

นิติบุคคลที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินเพื่อสนับสนุน การศึกษา (สถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชนตามกฎหมาย และสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมาย) หรือ การกีฬา ที่ได้รับอนุมัติ สามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของเงินที่จ่ายจริง แต่ทั้งหมดรวมกันต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล

  • สถานศึกษาของรัฐและสถาบันวิจัยของรัฐ
  • โรงเรียนเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
  • สถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
  • สมาคม สหพันธ์ หรือมูลนิธิด้านกีฬาที่ได้รับการรับรอง

ระดับที่ 3 — บริจาคผ่าน e-Donation (หัก 2 เท่า และบันทึกง่ายกว่า)

กรมสรรพากรเปิดระบบ e-Donation ซึ่งเป็นช่องทางออนไลน์สำหรับนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาบริจาคให้มูลนิธิและองค์กรที่ผ่านเกณฑ์สรรพากร ข้อดีของการบริจาคผ่านระบบนี้คือ

  • กรมสรรพากรรับรองข้อมูลอัตโนมัติ ไม่ต้องแนบใบอนุโมทนาบัตรในการยื่นแบบ
  • ลดความเสี่ยงที่กรมสรรพากรจะตรวจสอบความถูกต้องขององค์กรที่รับบริจาค
  • สิทธิหักรายจ่าย 2 เท่า ยังคงเงื่อนไขเพดาน 10% ของกำไรสุทธิเช่นเดิม

ควรตรวจสอบว่าองค์กรที่จะบริจาคขึ้นทะเบียนอยู่ในระบบ e-Donation ของกรมสรรพากรก่อนโอนเงิน

ตัวอย่างการคำนวณ: บริษัท SME บริจาคเพื่อการศึกษา

สมมติบริษัท A มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 5,000,000 บาท และบริจาคเงินให้โรงเรียนรัฐบาลจำนวน 200,000 บาทในปีภาษีเดียวกัน

  • สิทธิหักรายจ่าย 2 เท่า = 200,000 × 2 = 400,000 บาท
  • เพดาน 10% ของกำไรสุทธิ = 5,000,000 × 10% = 500,000 บาท
  • ใช้สิทธิได้จริง = 400,000 บาท (เนื่องจากไม่เกินเพดาน)
  • กำไรสุทธิหลังหักรายจ่ายบริจาค = 5,000,000 − 400,000 = 4,600,000 บาท

บริษัทนี้เป็น SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5,000,000 บาท และรายได้ไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อปี จะใช้อัตราภาษี CIT แบบขั้นบันได ได้แก่ 0% สำหรับกำไร 300,000 บาทแรก, 15% สำหรับ 300,001–3,000,000 บาท และ 20% สำหรับส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท ซึ่งหักรายจ่ายบริจาคก่อนคำนวณภาษีได้ตามปกติ (ข้อมูล ณ ปี 2569 อ้างอิง PwC Thailand)

ความแตกต่างระหว่างการบริจาคของบริษัทและการให้โดยเสน่หาของบุคคล

SME จำนวนมากสับสนระหว่างสองกรณีนี้ โดยเฉพาะเมื่อกรรมการนำเงินส่วนตัวบริจาคแทนบริษัท หรือเมื่อผู้ถือหุ้นให้เงินแก่บริษัท

จุดที่ควรระวังสำหรับ SME

  • กรรมการบริจาคเงินส่วนตัวในนามบริษัท: ต้องมีหลักฐานชัดเจนว่าเงินออกจากบัญชีบริษัท ไม่ใช่บัญชีส่วนตัว มิฉะนั้นบริษัทอาจถูกปฏิเสธสิทธิ์หักรายจ่าย
  • ผู้ถือหุ้นให้เงินบริษัทโดยเสน่หา: บริษัทต้องบันทึกเป็นรายได้อื่น ส่วนผู้ถือหุ้นอาจมีประเด็นทางภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขึ้นอยู่กับสถานการณ์
  • องค์กรที่รับบริจาคต้องผ่านเกณฑ์: การบริจาคให้มูลนิธิที่ไม่อยู่ในบัญชีที่กรมสรรพากรรับรอง จะหักได้เพียงตามเกณฑ์ 2% ของกำไรสุทธิ (รายจ่ายเพื่อสาธารณกุศล) ไม่ใช่ 2 เท่า
  • เอกสารหลักฐาน: ต้องมีใบอนุโมทนาบัตรหรือใบเสร็จรับเงินจากองค์กรผู้รับบริจาค ระบุชื่อบริษัทผู้บริจาค วันที่ และจำนวนเงินอย่างครบถ้วน หรือใช้ระบบ e-Donation ที่บันทึกอัตโนมัติ

วิธีตรวจสอบองค์กรที่มีสิทธิ์รับบริจาคแบบ 2 เท่า

ก่อนบริจาค ควรยืนยันสถานะขององค์กรผู้รับผ่านช่องทางต่อไปนี้

  • ค้นหารายชื่อมูลนิธิและองค์กรที่อยู่ในบัญชีกรมสรรพากรได้ที่ www.rd.go.th ในหมวด "ลดหย่อนภาษี" หรือ "e-Donation"
  • สำหรับสถานศึกษา ตรวจสอบว่าเป็นสถานศึกษาที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายและมีเลขทะเบียน ไม่ใช่โรงเรียนนอกระบบหรือสถาบันฝึกอบรมเอกชนทั่วไป
  • หากใช้ระบบ e-Donation สามารถเลือกองค์กรจากรายการในระบบได้เลย โดยมั่นใจได้ว่าผ่านการตรวจสอบแล้ว

หากต้องการประเมินว่ารายจ่ายบริจาคของบริษัทถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ ลองใช้ เครื่องมือประเมินความเสี่ยงภาษีฟรี ของ A Plus Me เพื่อตรวจสอบจุดเสี่ยงเบื้องต้น

การวางแผนภาษีด้วยการบริจาค: ทำได้แต่ต้องระวัง

การใช้รายจ่ายบริจาคเป็นเครื่องมือลดภาระภาษีนิติบุคคลเป็นสิ่งที่กฎหมายอนุญาต แต่ต้องเป็นการบริจาคที่เกิดขึ้นจริงและเป็นไปตามเงื่อนไขครบถ้วน กรมสรรพากรมีสิทธิ์ขอตรวจสอบในการตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ หากพบว่าการบริจาคไม่เป็นไปตามเกณฑ์ บริษัทอาจถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

แนวทางที่ปลอดภัย ได้แก่

  • วางแผนการบริจาคล่วงหน้าพร้อมกับการประมาณกำไรสุทธิ เพื่อไม่ให้บริจาคเกินเพดานที่หักได้
  • จัดเก็บเอกสารให้ครบ ทั้งใบอนุโมทนาบัตร หลักฐานการโอนเงิน และหนังสือรับรองขององค์กรผู้รับ
  • ปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนยืนยันการบริจาครายการขนาดใหญ่ เพื่อยืนยันว่าองค์กรผู้รับผ่านเกณฑ์สรรพากร

หากกิจการของคุณต้องการวางแผนภาษีอย่างครอบคลุมรวมถึงการใช้สิทธิ์บริจาค ทีมงาน A Plus Me พร้อมช่วยตรวจสอบและวางระบบให้ถูกต้อง ดูรายละเอียดบริการได้ที่ หน้าบริการวางแผนภาษี

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง ภาษีการให้เพื่อการกุศลและสิทธิ์หักรายจ่าย 2 เท่า ควรนำมาเปรียบเทียบและปรับปรุงกับระบบเอกสารและการดำเนินการจริงภายในองค์กรของคุณอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้จุดเช็กลิสต์และแนวทางหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดดังนี้:

เช็กลิสต์ตรวจสอบระบบงานในบริษัท

  • คัดแยกค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการออกจากการบันทึกบัญชีบริษัท
  • ตรวจสอบสิทธิ์สิทธิประโยชน์พิเศษในการยกเว้นภาษีหักรายจ่าย R&D

ข้อผิดพลาดสำคัญที่ควรระวัง

  • ใช้รายจ่าย R&D หรือสัมมนาอบรมโดยไม่มีรายงานประเมินความรู้รองรับ
  • สับสนเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ผลขาดทุนสะสมย้อนหลังเกินกว่าเกณฑ์ 5 ปี

แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ ภาษีการให้เพื่อการกุศลและสิทธิ์หักรายจ่าย 2 เท่า

บริษัทบริจาคเงินให้โรงเรียนรัฐบาลหักรายจ่ายได้กี่เท่า?

บริษัทที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้สถานศึกษาของรัฐหรือโรงเรียนเอกชนตามกฎหมาย สามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของเงินที่จ่ายจริง แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล ทั้งนี้การบริจาคต้องมีใบอนุโมทนาบัตรหรือหลักฐานการโอนเงินที่ระบุชื่อบริษัทและจำนวนเงินชัดเจน

ภาษีการให้โดยเสน่หา (Gift Tax) ในไทยมีอัตราเท่าไหร่และใครต้องเสีย?

ภาษีการให้โดยเสน่หาเป็นภาษีของผู้รับ ไม่ใช่ผู้ให้ และใช้กับบุคคลธรรมดาเท่านั้น อัตราภาษีคือ 5% ของมูลค่าที่รับเกินเกณฑ์ยกเว้น โดยผู้รับจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรสได้รับยกเว้นสำหรับส่วนที่ไม่เกิน 20,000,000 บาทต่อปีภาษี ส่วนผู้รับจากบุคคลอื่นในโอกาสพิธีหรือตามประเพณีได้รับยกเว้นสำหรับส่วนที่ไม่เกิน 10,000,000 บาทต่อปีภาษี

บริจาคเงินให้วัดหรือมูลนิธิทั่วไป บริษัทหักภาษีได้เท่าไหร่?

บริจาคให้วัดหรือมูลนิธิสาธารณกุศลที่กรมสรรพากรรับรอง หักได้สูงสุด 2% ของกำไรสุทธิ (ไม่ใช่ 2 เท่า) ตามมาตรา 65 ตรี (3)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนการบริจาคให้บุคคลโดยตรง ช่วยงานศพ หรืองานบวช ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษี นำมาหักไม่ได้เลย