ธุรกิจไทยในยุคดิจิทัลแทบทุกขนาดล้วนจ่ายเงินให้ซอฟต์แวร์หรือบริการคลาวด์จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft 365, Google Workspace, AWS, Salesforce หรือเครื่องมือ SaaS อื่น ๆ สิ่งที่หลายบริษัทมองข้ามคือภาระภาษีที่เกิดขึ้นในฝั่งไทยทันทีที่กดปุ่มชำระเงิน บทความนี้อธิบายภาษีที่เกี่ยวข้องทุกประเภท วิธีคำนวณ กำหนดยื่น และเอกสารที่ต้องจัดเก็บ เพื่อให้ SME สามารถปฏิบัติได้ถูกต้องและไม่เสียค่าปรับโดยไม่จำเป็น (ข้อมูล ณ ปี 2569)
ภาษีที่เกิดขึ้นเมื่อจ่ายเงินค่าซอฟต์แวร์หรือคลาวด์ให้ต่างประเทศ
เมื่อบริษัทไทยจ่ายค่าบริการให้ผู้ให้บริการต่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียนในไทย มีภาระภาษีสองประเภทหลักที่เกิดพร้อมกัน ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินออกนอกประเทศ โดยแต่ละประเภทมีแบบแยกกัน กำหนดเวลาต่างกัน และใช้อัตราที่ขึ้นอยู่กับลักษณะของค่าใช้จ่ายนั้น
ภาษีมูลค่าเพิ่ม — แบบ ภ.พ.36
เมื่อบริษัทไทย (ไม่ว่าจะจดทะเบียน VAT หรือไม่ก็ตาม) จ่ายค่าบริการให้ผู้ให้บริการต่างประเทศที่ ไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย และบริการนั้น "ให้บริการในต่างประเทศแต่ใช้ในราชอาณาจักร" กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินทำหน้าที่นำส่ง VAT แทนผู้ให้บริการ ด้วยแบบ ภ.พ.36 ในอัตรา 7% ของมูลค่าบริการ (ปัจจุบัน 7% ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 ก.ย. 2569 — ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร)
- กำหนดยื่น: ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน (หากยื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ถึงวันที่ 15)
- ผู้จดทะเบียน VAT: สามารถใช้ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีที่กรมสรรพากรออกให้หลังรับแบบ ภ.พ.36 เป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายในเดือนนั้นได้ ทำให้ต้นทุน VAT เป็นศูนย์จริง ๆ
- ผู้ไม่จดทะเบียน VAT: VAT 7% ที่นำส่งถือเป็นต้นทุนจริง ไม่สามารถขอคืนได้
- ฐานภาษี: คำนวณจากมูลค่าบริการก่อนหักภาษีใด ๆ ซึ่งโดยทั่วไปคือจำนวนเงินที่ตกลงจ่าย ณ อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ชำระเงิน
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย — แบบ ภ.ง.ด.54
เมื่อบริษัทไทยจ่ายเงินรายได้ให้แก่บริษัทต่างประเทศที่ไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย กฎหมายกำหนดให้ หักภาษี ณ ที่จ่าย จากยอดที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 ภายในกำหนดเดียวกันกับ ภ.พ.36 (วันที่ 7 หรือ 15 ของเดือนถัดไป)
อัตราภาษีขึ้นอยู่กับการจำแนกประเภทรายได้ ซึ่งเป็นจุดที่สร้างความสับสนมากที่สุดในทางปฏิบัติ ดังนี้
- ค่าสิทธิ (Royalty) — มาตรา 40(3): ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ที่จ่ายเพื่อ "สิทธิในการใช้" โปรแกรมโดยที่ลิขสิทธิ์ยังคงเป็นของผู้ให้บริการต่างประเทศ จัดเป็น "ค่าสิทธิ" อัตราภาษีตามกฎหมายภายในอยู่ที่ 15% แต่หากประเทศของผู้รับเงินมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทย อัตราอาจลดลงตามที่ระบุในอนุสัญญานั้น (เช่น บางอนุสัญญากำหนด 5% หรือ 10%) ควรตรวจสอบอนุสัญญาของแต่ละประเทศก่อนยื่นแบบ
- ค่าบริการ — มาตรา 40(8): ค่าจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่ลิขสิทธิ์ผลงานตกเป็นของผู้ว่าจ้างไทย หรือค่าบริการ SaaS บางประเภท อาจจัดเป็นค่าบริการ (ไม่ใช่ค่าสิทธิ) โดยอัตราและการจัดเก็บจะต่างออกไป
การจำแนกที่ผิดพลาดระหว่างค่าสิทธิกับค่าบริการอาจนำไปสู่การยื่นภาษีผิดประเภทและถูกประเมินเพิ่มเติมได้ ขอแนะนำให้ปรึกษาที่ปรึกษาภาษีก่อนทำสัญญากับผู้ให้บริการต่างประเทศ
กฎหมาย e-Service กับผู้ให้บริการดิจิทัลรายใหญ่
ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 พ.ร.บ. แก้ไขประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 53 พ.ศ. 2564 กำหนดให้ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศที่มีรายได้จากผู้ใช้บริการในไทยเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนเข้าระบบ VES (VAT for Electronic Service) และนำส่ง VAT ให้กรมสรรพากรเอง
ผลที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ คือแพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่อย่าง Google, Meta, Netflix, Zoom และอีกหลายร้อยราย ที่จดทะเบียน e-Service แล้ว จะคิด VAT 7% มาในใบแจ้งหนี้/ใบเสร็จโดยอัตโนมัติ ซึ่งมีผลสำคัญต่อ SME ดังนี้
- ผู้บริโภคทั่วไปและบุคคลธรรมดา: ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 อีกต่อไปสำหรับแพลตฟอร์มที่จดทะเบียน e-Service แล้ว เนื่องจากผู้ให้บริการนำส่งเอง
- บริษัทที่จดทะเบียน VAT (B2B): ใบเสร็จที่แพลตฟอร์ม e-Service ออกให้ ไม่ใช่ใบกำกับภาษีตามกฎหมายไทย จึงไม่สามารถนำไปหักเป็นภาษีซื้อได้ หากต้องการใช้สิทธิ์ภาษีซื้อ บริษัทยังต้องยื่น ภ.พ.36 เองด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่นักบัญชีหลายท่านยังสับสน
- ผู้ให้บริการต่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียน e-Service: บริษัทไทยยังคงมีหน้าที่ยื่น ภ.พ.36 ตามเดิม
วิธีคำนวณภาษีและตัวอย่างจริง
สมมติบริษัทไทยแห่งหนึ่งจ่ายค่า Software License รายปีให้บริษัทในสิงคโปร์จำนวน 100,000 บาท (และสิงคโปร์มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทยที่กำหนดอัตราค่าสิทธิ) ภาระภาษีที่ต้องดำเนินการมีดังนี้
- VAT (ภ.พ.36): 100,000 × 7% = 7,000 บาท ต้องนำส่งภายในวันที่ 7 (หรือ 15 หากยื่นออนไลน์) ของเดือนถัดไป หากบริษัทจดทะเบียน VAT สามารถใช้เป็นภาษีซื้อหักออกได้ในเดือนเดียวกัน
- WHT (ภ.ง.ด.54): อัตราขึ้นอยู่กับอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สิงคโปร์ที่บังคับใช้ และการจำแนกรายได้ ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับที่ปรึกษาภาษีก่อนยื่น
- รายได้ที่โอนจริง: 100,000 บาท ลบด้วยภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราที่ใช้ (ผู้รับจึงได้รับน้อยกว่า 100,000 บาท เว้นแต่สัญญาระบุว่าเป็น "gross up")
ข้อสังเกต: หากสัญญาระบุให้ผู้จ่ายรับภาระภาษีแทน (gross up) มูลค่าฐานภาษีจะสูงขึ้น ควรระบุเงื่อนไขนี้ให้ชัดเจนในสัญญาตั้งแต่ต้น
การบันทึกบัญชีที่ถูกต้องสำหรับค่าซอฟต์แวร์และคลาวด์ต่างประเทศ
นอกจากภาระภาษีแล้ว การบันทึกบัญชีที่ถูกต้องมีผลต่อการรับรู้รายจ่ายเพื่อการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย โดยแนวทางทั่วไปมีดังนี้
- ค่าบริการรายเดือน/รายปี (Subscription): บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่ใช้บริการ หากชำระล่วงหน้าเป็นปี ให้ตั้งสินทรัพย์ "ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า" และทยอยรับรู้เป็นรายเดือน
- ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ถาวร (Perpetual License): หากมีมูลค่านัยสำคัญและมีอายุการใช้งานเกินหนึ่งรอบบัญชี ควรพิจารณาบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนและตัดจำหน่ายตามอายุการใช้งาน ตามมาตรฐานการบัญชี TFRS for NPAEs
- ค่า VAT ที่นำส่ง (ภ.พ.36): ผู้จดทะเบียน VAT บันทึกเป็นภาษีซื้อ ผู้ไม่จดทะเบียน VAT บันทึกรวมในต้นทุนบริการ
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.54): บันทึกเป็นเจ้าหนี้ภาษีจนกว่าจะนำส่ง จากนั้นตัดออกเมื่อนำส่งแล้ว
- สกุลเงินต่างประเทศ: แปลงเป็นบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ทำรายการ ผลต่างอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นเมื่อชำระจริงบันทึกเป็นกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
เอกสารที่ต้องจัดเก็บสำหรับแต่ละรายการ
กรมสรรพากรอาจขอตรวจเอกสารย้อนหลังได้ถึง 5 ปี การจัดเก็บเอกสารให้ครบถ้วนจึงสำคัญมาก เอกสารที่ควรมีในแต่ละรายการจ่ายเงินต่างประเทศ ได้แก่
- ใบแจ้งหนี้ (Invoice) จากผู้ให้บริการต่างประเทศ ระบุประเภทบริการ มูลค่า และวันที่ชัดเจน
- หลักฐานการชำระเงิน เช่น Bank Transfer Advice หรือใบแจ้งยอดบัตรเครดิตธุรกิจ
- สำเนาสัญญาหรือข้อตกลงการใช้บริการ (Terms of Service / License Agreement) ที่แสดงว่าเป็นค่าสิทธิหรือค่าบริการ
- ใบเสร็จ/ใบกำกับจาก ภ.พ.36 ที่กรมสรรพากรออกให้ (สำหรับผู้จดทะเบียน VAT เพื่อใช้เป็นใบกำกับภาษีซื้อ)
- สำเนาแบบ ภ.ง.ด.54 พร้อมหลักฐานการนำส่ง
- กรณีใช้อัตราลดตามอนุสัญญาภาษีซ้อน: หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ (Certificate of Residence / Tax Residency Certificate) ที่ออกโดยหน่วยงานภาษีของประเทศผู้รับเงิน
เช็กลิสต์ภาษีซอฟต์แวร์และคลาวด์ต่างประเทศสำหรับ SME
ใช้รายการต่อไปนี้ตรวจสอบทุกครั้งที่บริษัทจ่ายค่าซอฟต์แวร์หรือบริการคลาวด์ให้ผู้ให้บริการต่างประเทศ
ก่อนทำสัญญาและชำระเงิน
- ระบุประเภทรายได้ให้ชัด: ค่าสิทธิ (royalty) หรือค่าบริการ (service fee) เพราะส่งผลต่ออัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย
- ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการต่างประเทศจดทะเบียน e-Service กับกรมสรรพากรไทยแล้วหรือยัง
- ตรวจสอบอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศของผู้รับเงิน เพื่อใช้อัตราที่ถูกต้อง
- หากใช้อัตราลดตามอนุสัญญา ขอ Tax Residency Certificate จากผู้รับเงินล่วงหน้า
- ระบุในสัญญาว่าใครรับผิดชอบภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ผู้จ่ายหักออกหรือ gross up)
หลังชำระเงินทุกครั้ง
- ยื่นแบบ ภ.พ.36 (VAT 7%) ภายในวันที่ 7 หรือ 15 ของเดือนถัดไป
- ยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 (WHT) ภายในกำหนดเดียวกัน หากค่าบริการนั้นต้องหัก ณ ที่จ่าย
- จัดเก็บ Invoice + หลักฐานโอนเงิน + สำเนาแบบที่ยื่น + ใบกำกับภาษีซื้อ (ถ้าจดทะเบียน VAT)
- บันทึกบัญชีให้ตรงกับประเภทรายจ่ายและสกุลเงิน ณ วันที่ทำรายการ
- ตรวจสอบว่ารายจ่ายนั้นเข้าเงื่อนไข "รายจ่ายเพื่อกิจการ" ตามประมวลรัษฎากรเพื่อใช้หักภาษีนิติบุคคลได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและควรระวัง
- ลืมยื่น ภ.พ.36 หรือ ภ.ง.ด.54 เพราะคิดว่า "ผู้ให้บริการต่างประเทศจัดการภาษีเอง" — ผู้จ่ายเงินในไทยคือผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย
- จำแนกค่าสิทธิเป็นค่าบริการโดยผิดพลาด ทำให้หักภาษีผิดอัตราหรือไม่หักเลย
- ไม่มี Tax Residency Certificate แต่ใช้อัตราอนุสัญญา ทำให้ถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ
- บริษัทจดทะเบียน VAT ไม่ยื่น ภ.พ.36 เพราะคิดว่าแพลตฟอร์มที่จดทะเบียน e-Service จัดการให้แล้ว — ยังต้องยื่นเองหากต้องการใช้สิทธิ์ภาษีซื้อ
- แปลงอัตราแลกเปลี่ยนผิดวัน ทำให้ฐานภาษีคลาดเคลื่อน
แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน
- กรมสรรพากร: ข้อมูลแบบ ภ.พ.36 และ ภ.ง.ด.54 รวมถึงระบบ VES สำหรับ e-Service
- สภาวิชาชีพบัญชี: มาตรฐานการบัญชีสินทรัพย์ไม่มีตัวตนและค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ การเสียภาษีนำเข้าซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์
การนำเข้าซอฟต์แวร์หรือบริการคลาวด์ต่างประเทศต้องยื่นภาษีอย่างไร?
ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 เพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แทนผู้ให้บริการต่างประเทศ ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปนับจากเดือนที่จ่ายเงิน และหากค่าบริการนั้นจัดเป็นค่าสิทธิ (royalty) ตามมาตรา 40(3) ยังต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 หัก ณ ที่จ่ายแทนบริษัทต่างประเทศภายในกำหนดเวลาเดียวกันด้วย (ข้อมูล ณ ปี 2569)
ค่า Software License กับค่าจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างกันทางภาษีอย่างไร?
ค่า Software License ที่จ่ายเพื่อได้สิทธิใช้งานโปรแกรม ถือเป็นค่าสิทธิ (royalty) ตามมาตรา 40(3) ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราตามกฎหมายหรืออนุสัญญาภาษีซ้อน ส่วนค่าจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทำให้ลิขสิทธิ์ตกเป็นของผู้ว่าจ้างไทย อาจจัดเป็นค่าบริการ (มาตรา 40(8)) ซึ่งอัตราและภาระภาษีต่างออกไป กรณีที่ไม่แน่ใจควรปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนจ่ายเงิน
กฎหมาย e-Service ทำให้ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 อีกต่อไปหรือไม่?
กฎหมาย e-Service (พ.ร.บ. แก้ไขประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 53 พ.ศ. 2564 บังคับใช้ 1 ก.ย. 2564) กำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลต่างประเทศที่มีรายได้จากผู้บริโภคไทยเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จดทะเบียนและนำส่ง VAT เองผ่านระบบ VES ดังนั้นผู้ใช้บริการที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT จะไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 สำหรับแพลตฟอร์มที่จดทะเบียน e-Service แล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียน VAT และจ่ายค่าบริการ B2B ให้บริษัทต่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียน e-Service หน้าที่ยื่น ภ.พ.36 ยังคงอยู่ ควรตรวจสอบสถานะของผู้ให้บริการแต่ละรายกับกรมสรรพากร