สัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกัน (Secured Loan Agreement) เป็นเอกสารทางกฎหมายที่เจ้าของธุรกิจ SME มักมองข้ามจนกระทั่งถูกกรมสรรพากรตรวจสอบ บทความนี้อธิบายครบ 3 มิติ ได้แก่ การบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง ภาระอากรแสตมป์ที่ต้องปฏิบัติ และประเด็นภาษีที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยและหลักประกัน เพื่อให้ SME ป้องกันความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้น (ข้อมูล ณ ปี 2569)

สัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกันคืออะไร และแตกต่างจากสัญญาไม่มีหลักประกันอย่างไร

สัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกัน (Secured Loan) คือสัญญากู้ยืมที่ผู้กู้นำทรัพย์สินมาค้ำประกันการชำระหนี้ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ (จำนอง) สังหาริมทรัพย์ (จำนำ) หุ้น หรือสิทธิ์ในสัญญา เป็นต้น เมื่อผู้กู้ผิดนัด เจ้าหนี้มีสิทธิ์บังคับหลักประกันตามกฎหมายได้ ขณะที่สัญญาไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) เช่น เงินกู้ยืมกรรมการทั่วไปที่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำ เจ้าหนี้ต้องฟ้องร้องตามกระบวนการศาลเท่านั้น

ในบริบทของ SME ไทย สัญญากู้ยืมแบบมีหลักประกันมักพบในกรณีดังนี้

  • บริษัทกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ โดยนำที่ดิน อาคาร หรือเครื่องจักรเป็นหลักประกัน
  • กรรมการให้บริษัทกู้เงินส่วนตัว และบริษัทนำสินทรัพย์ค้ำประกันตอบแทน
  • การกู้ยืมระหว่างบริษัทในเครือ โดยใช้หุ้นหรือสัญญาอื่นเป็นหลักประกัน
  • เจ้าของกิจการกู้ยืมจากบุคคลภายนอกโดยนำสินทรัพย์ธุรกิจค้ำประกัน

อากรแสตมป์สัญญากู้ยืมเงิน: อัตรา วิธีชำระ และโทษหากละเลย

สัญญากู้ยืมเงินทุกฉบับ ไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ เข้าข่าย ลักษณะแห่งตราสาร 5 ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดอัตราดังนี้

  • อัตราอากร: 1 บาทต่อยอดเงินกู้ทุก 2,000 บาท (หรือเศษของ 2,000 บาท)
  • เพดานสูงสุด: ไม่เกิน 10,000 บาทต่อสัญญา 1 ฉบับ
  • ตัวอย่างการคำนวณ: กู้ยืม 5,000,000 บาท — อากรแสตมป์ = 5,000,000 ÷ 2,000 × 1 = 2,500 บาท; กู้ยืม 30,000,000 บาท — ติดอากรสูงสุด 10,000 บาท

สัญญากู้ยืมที่มีหลักประกัน เช่น การจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากกรมที่ดิน ซึ่งเป็นคนละรายการกับอากรแสตมป์สรรพากร ควรตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินในพื้นที่ก่อนดำเนินการ

วิธีชำระอากรแสตมป์

  • ติดแสตมป์ปิดทับ: ซื้อแสตมป์อากรจากที่ทำการไปรษณีย์หรือสรรพากรพื้นที่ แล้วนำมาติดบนสัญญาพร้อมขีดฆ่า
  • ชำระเป็นตัวเงิน: ยื่นชำระที่สรรพากรพื้นที่ (ออกใบเสร็จ) หรือผ่านระบบ e-Stamp Duty ของกรมสรรพากร
  • กำหนดเวลา: ต้องชำระก่อนหรือในขณะทำสัญญา หรือภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากชำระภายหลังจะมีเงินเพิ่ม

โทษหากไม่ชำระอากรแสตมป์: สัญญาที่ไม่ติดอากรแสตมป์ยังคงมีผลบังคับทางแพ่ง แต่ไม่สามารถอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ จนกว่าจะชำระอากรแสตมป์พร้อมเงินเพิ่มอีก 2 เท่าของอากรที่ค้างอยู่ นอกจากนี้กรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม

การบันทึกบัญชีสัญญากู้ยืมแบบมีหลักประกัน

การบันทึกบัญชีต้องสะท้อนทั้งตัวเงินกู้ ดอกเบี้ย และหลักประกันอย่างครบถ้วนตามมาตรฐานรายงานทางการเงินที่ใช้บังคับกับกิจการ SME (TFRS for NPAEs) โดยแนวปฏิบัติหลักมีดังนี้

บริษัทเป็นผู้กู้ (Borrower)

  • เงินต้น: บันทึกเป็นหนี้สิน — หากครบกำหนดชำระภายใน 12 เดือน ให้จัดเป็น "เงินกู้ยืมระยะสั้น" (หนี้สินหมุนเวียน) หากเกิน 12 เดือน ให้จัดเป็น "เงินกู้ยืมระยะยาว" (หนี้สินไม่หมุนเวียน)
  • ดอกเบี้ยค้างจ่าย: บันทึกเป็น "ดอกเบี้ยค้างจ่าย" (หนี้สินหมุนเวียน) ณ วันสิ้นงวดบัญชี แม้ยังไม่ได้จ่ายจริง
  • ค่าธรรมเนียมเริ่มต้นเงินกู้: เช่น ค่าจำนอง ค่าประเมินทรัพย์ สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายรอตัดบัญชีและทยอยตัดตามอายุเงินกู้ได้
  • หลักประกัน: หากนำสินทรัพย์ของบริษัทไปจำนอง สินทรัพย์นั้นยังคงแสดงในงบดุลเป็นของบริษัท แต่ต้องเปิดเผยภาระผูกพันในหมายเหตุประกอบงบการเงิน

กรรมการหรือผู้ถือหุ้นเป็นผู้ให้กู้แก่บริษัท

  • บัญชีฝั่งบริษัท: บันทึกเป็น "เงินกู้ยืมจากกรรมการ" หรือ "เงินกู้ยืมจากผู้ถือหุ้น" แยกบัญชีชัดเจน ไม่รวมกับบัญชีเจ้าหนี้การค้า
  • ดอกเบี้ยที่บริษัทจ่ายให้กรรมการ: บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นทาง Internet)
  • หากไม่คิดดอกเบี้ย: สรรพากรอาจประเมินว่าบริษัทได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ไม่ต้องจ่าย และอาจถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี หรือในทางกลับกัน ถ้ากรรมการกู้จากบริษัทโดยไม่เสียดอกเบี้ย สรรพากรอาจถือว่ากรรมการได้รับประโยชน์ต้องรวมเป็นรายได้

ดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างกรรมการกับบริษัท: ราคาตลาดและความเสี่ยงสรรพากร

ประเด็นที่กรมสรรพากรตรวจสอบมากที่สุดในสัญญากู้ยืมระหว่างบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน คือ อัตราดอกเบี้ย — ต้องสอดคล้องกับหลักราคาตลาด (Arm's Length Principle) ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.113/2545 ซึ่งกำหนดแนวทางการวิเคราะห์ราคาโอนรวมถึงธุรกรรมกู้ยืมเงิน

แนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัยสำหรับ SME ได้แก่

  • กำหนดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในขณะนั้น เช่น MLR, MOR, หรือ MRR
  • บันทึกมติที่ประชุมคณะกรรมการที่อนุมัติสัญญากู้ยืมและอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจน
  • จัดทำตารางคำนวณดอกเบี้ยแนบท้ายสัญญาหรือเป็นเอกสารประกอบ เพื่อให้ตรวจสอบได้ทุกงวดบัญชี
  • ชำระดอกเบี้ยตามกำหนดจริง และหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งสรรพากรให้ครบถ้วน

หากกรรมการให้กู้โดยไม่มีดอกเบี้ยเลย สรรพากรมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยในอัตราที่ถือว่าสมเหตุสมผลตามราคาตลาด และอาจเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้

องค์ประกอบสำคัญของสัญญากู้ยืมแบบมีหลักประกันที่ถูกต้องตามกฎหมาย

สัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกันที่สมบูรณ์ควรมีองค์ประกอบหลักดังนี้

  • รายละเอียดคู่สัญญา: ชื่อ ที่อยู่ เลขนิติบุคคล/บัตรประชาชน ของทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้
  • จำนวนเงินกู้และสกุลเงิน: ระบุตัวเลขทั้งตัวอักษรและตัวเลขอารบิก
  • วัตถุประสงค์ของการกู้: ระบุให้ชัดเจน เช่น เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน เพื่อซื้อเครื่องจักร ฯลฯ
  • อัตราดอกเบี้ยและวิธีคำนวณ: ระบุอัตราต่อปี และวิธีคิดดอกเบี้ย (เช่น คงที่ หรืออ้างอิง MLR ของธนาคารใด)
  • กำหนดชำระคืน: ระบุวันครบกำหนดหรือตารางผ่อนชำระรายงวด
  • ประเภทและรายละเอียดหลักประกัน: เช่น โฉนดที่ดินเลขที่ ตั้งอยู่ที่ไหน หรือรายละเอียดสินทรัพย์ที่จำนำ
  • เงื่อนไขการผิดนัด: นิยามและสิทธิ์ของผู้ให้กู้เมื่อเกิดการผิดนัด
  • วันที่ลงนามและลายมือชื่อ: ทั้งสองฝ่าย พร้อมพยานตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับกิจการที่กู้จากสถาบันการเงิน สัญญามักถูกกำหนดโดยธนาคาร แต่หากเป็นสัญญาระหว่างเอกชนด้วยกัน ควรให้ทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบสัญญาก่อนลงนาม

ประเด็นความเสี่ยงทางภาษีที่ SME มักพบ

ความเสี่ยงที่ 1: ไม่ติดอากรแสตมป์หรือติดไม่ครบ

สัญญากู้ยืมหลายฉบับที่ตรวจพบในการสอบบัญชีไม่มีอากรแสตมป์ติด หรือคำนวณยอดอากรผิด ผลคือสัญญาไม่สามารถใช้เป็นพยานในศาลจนกว่าจะชำระพร้อมเงินเพิ่มอีก 2 เท่า

ความเสี่ยงที่ 2: ไม่มีมติที่ประชุมรองรับ

สัญญากู้ยืมระหว่างบริษัทกับกรรมการหรือผู้ถือหุ้น ต้องมีมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทอนุมัติธุรกรรมดังกล่าวก่อน หากไม่มีเอกสารนี้ สรรพากรอาจไม่ยอมรับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเป็นรายจ่ายของบริษัท

ความเสี่ยงที่ 3: อัตราดอกเบี้ยไม่เป็นราคาตลาด

หากตั้งดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาดมาก สรรพากรอาจประเมินดอกเบี้ยส่วนต่างเป็นรายได้เพิ่มของฝ่ายผู้รับประโยชน์ หรือปฏิเสธการนำดอกเบี้ยมาหักเป็นรายจ่าย

ความเสี่ยงที่ 4: ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายบนดอกเบี้ย

เมื่อบริษัทจ่ายดอกเบี้ยให้กรรมการที่เป็นบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 หากละเลย บริษัทต้องรับผิดชอบส่วนต่างภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

ความเสี่ยงที่ 5: บันทึกบัญชีผิดประเภท

หากบันทึกเงินกู้ยืมกรรมการระยะยาวเป็นหนี้สินหมุนเวียน หรือไม่แสดงภาระผูกพันของหลักประกันในหมายเหตุงบการเงิน อาจทำให้งบการเงินสะท้อนฐานะที่ผิดพลาดและผ่านการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีได้ยาก

สรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับ SME เมื่อต้องทำสัญญากู้ยืมแบบมีหลักประกัน

  • ขั้นที่ 1 — จัดเตรียมมติที่ประชุม: ประชุมคณะกรรมการและบันทึกมติอนุมัติวงเงิน อัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขสัญญา
  • ขั้นที่ 2 — จัดทำสัญญาให้ครบถ้วน: ระบุองค์ประกอบทุกข้อตามที่กล่าวข้างต้น ให้ทนายหรือนักบัญชีตรวจทาน
  • ขั้นที่ 3 — ชำระอากรแสตมป์: คำนวณอากร 1 บาทต่อ 2,000 บาท (ไม่เกิน 10,000 บาท) และชำระก่อนหรือพร้อมกับการทำสัญญา
  • ขั้นที่ 4 — บันทึกบัญชีในระบบ: บันทึกเงินกู้เป็นหนี้สินระยะสั้นหรือยาว ตามกำหนดชำระจริง และบันทึกค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยตามงวดบัญชี
  • ขั้นที่ 5 — หักภาษี ณ ที่จ่ายดอกเบี้ยและนำส่งแบบ ภ.ง.ด.2: ทำทุกครั้งที่มีการจ่ายดอกเบี้ยจริง ภายในกำหนดเวลา
  • ขั้นที่ 6 — เปิดเผยในหมายเหตุงบการเงิน: ระบุรายละเอียดหลักประกัน วงเงินคงค้าง และเงื่อนไขสัญญาที่มีนัยสำคัญ

หากต้องการตรวจสอบระบบบัญชีและภาษีของธุรกิจท่านอย่างครอบคลุม A Plus Me มีบริการ ประเมินความเสี่ยงทางภาษี และ ที่ปรึกษาจดทะเบียนและวางโครงสร้างธุรกิจ ที่ช่วยให้มั่นใจว่าสัญญาและเอกสารทางบัญชีของท่านถูกต้องตามกฎหมายสรรพากรตั้งแต่วันแรก

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง การทำสัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกัน ควรนำมาเปรียบเทียบและปรับปรุงกับระบบเอกสารและการดำเนินการจริงภายในองค์กรของคุณอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้จุดเช็กลิสต์และแนวทางหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดดังนี้:

เช็กลิสต์ตรวจสอบระบบงานในบริษัท

  • สแกนงบการเงินเพื่อตรวจสอบโอกาสลดหย่อนภาษีประจำงวดบัญชีปี
  • คำนวณและประมาณการภาษีนิติบุคคลครึ่งปีเพื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.51

ข้อผิดพลาดสำคัญที่ควรระวัง

  • บันทึกค่าใช้จ่ายส่วนตัวกรรมการเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทเพื่อลดกำไรสุทธิ
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ล่าช้าหรือคำนวณกำไรคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเกิน 25%

แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ การทำสัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกัน

เงินกู้ยืมกรรมการจำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นรายรับบริษัทหรือไม่?

ไม่ต้องจดทะเบียนเป็นรายรับแต่ต้องบันทึกบัญชีเป็นหนี้สินหมุนเวียนในงบดุล และคิดดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์

อากรแสตมป์สัญญากู้ยืมเงินระหว่างกรรมการคิดในอัตราเท่าไหร่?

คิดในอัตรา 1 บาทต่อมูลค่าเงินกู้ยืมทุก 2,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อฉบับ