สมาคมและมูลนิธิในประเทศไทยเป็น "นิติบุคคล" ตามกฎหมาย มีหน้าที่ด้านภาษีและบัญชีที่ต่างจากบริษัทจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ การเข้าใจสถานะทางภาษีที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นช่วยป้องกันการยื่นผิดแบบ การถูกประเมินภาษีย้อนหลัง และความเสี่ยงจากการนำรายได้ที่ควรยกเว้นมาคำนวณรวมหรือในทางกลับกัน บทความนี้รวบรวมแนวปฏิบัติตาม กรมสรรพากร และ พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 เพื่อให้คณะกรรมการและผู้บริหารสมาคม/มูลนิธินำไปใช้ได้ทันที (ข้อมูล ณ ปี 2569)

สมาคมและมูลนิธิเป็น "นิติบุคคล" ที่มีหน้าที่ภาษีอย่างไร?

แม้สมาคมและมูลนิธิจะไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อแสวงหากำไร แต่ประมวลรัษฎากรถือว่าทั้งสองเป็นนิติบุคคลที่มีหน้าที่ภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยมีข้อแตกต่างสำคัญ 2 ประการจากบริษัทจำกัดทั่วไป ได้แก่

  • คำนวณภาษีจากรายได้รวมก่อนหักรายจ่าย — สมาคม/มูลนิธิไม่มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายใดๆ ออกจากฐานภาษี ต่างจากบริษัทที่คำนวณจากกำไรสุทธิ
  • รายได้บางประเภทได้รับยกเว้น — ค่าบำรุงสมาชิก เงินบริจาค และทรัพย์สินที่ได้รับโดยเสน่หา ไม่ต้องนำมารวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษี

องค์กรที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศให้เป็น องค์การหรือสถานสาธารณกุศล ตามมาตรา 47(7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีในวงกว้างกว่า และผู้บริจาคเงินให้กับองค์กรเหล่านี้ยังนำไปหักลดหย่อนภาษีส่วนบุคคลหรือนิติบุคคลได้ด้วย รายชื่อองค์กรที่ได้รับสถานะนี้ตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th)

อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของสมาคมและมูลนิธิ

สมาคมและมูลนิธิที่มีรายได้จากกิจกรรมทางธุรกิจต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.55 ภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี อัตราภาษีแบ่งตามประเภทรายได้ดังนี้

ตารางอัตราภาษีสำหรับสมาคมและมูลนิธิ (ข้อมูล ณ ปี 2569)

  • รายได้ตามมาตรา 40(1)–(7) เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า ค่าสิทธิ ค่านายหน้า — อัตรา 10% ของรายได้รวมก่อนหักรายจ่าย
  • รายได้ตามมาตรา 40(8) ได้แก่ รายได้จากธุรกิจพาณิชย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการขายอสังหาริมทรัพย์ — อัตรา 2% ของรายได้รวมก่อนหักรายจ่าย
  • รายได้ที่ยกเว้น (ไม่นำมาคำนวณ) ได้แก่ ค่าลงทะเบียนหรือค่าบำรุงสมาชิก เงินบริจาค ทรัพย์สินที่ได้รับโดยเสน่หา

หมายเหตุ: เนื่องจากภาษีคำนวณจากรายได้ ก่อน หักค่าใช้จ่าย ผลกระทบภาษีจึงเกิดขึ้นทันทีที่มีรายรับ แม้องค์กรจะขาดทุนจากการดำเนินงานก็ตาม

ในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.55 ต้องแนบ บัญชีแสดงรายได้ก่อนหักรายจ่ายที่ผู้สอบบัญชีรับรอง แต่ไม่จำเป็นต้องแนบงบดุล ที่มา: กรมสรรพากร rd.go.th

ขั้นตอนการได้มาซึ่งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและการขึ้นทะเบียน

สมาคมหรือมูลนิธิที่จดทะเบียนแล้วต้องดำเนินการดังต่อไปนี้เป็นลำดับแรก

  • ยื่นแบบ ล.ป.10 เพื่อขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรภายใน 60 วันนับแต่วันจดทะเบียนหรือวันที่เริ่มมีรายได้ที่ต้องเสียภาษี ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ตั้งองค์กร หรือยื่นผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร
  • พิจารณาสถานะองค์กรสาธารณกุศล หากต้องการสิทธิยกเว้นภาษีในวงกว้างและให้ผู้บริจาคนำไปหักลดหย่อนได้ ต้องยื่นขอรับการพิจารณาและรอประกาศจากกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องดำเนินการก่อนจะมีรายได้ที่ต้องการยกเว้น
  • ตรวจสอบ VAT หากสมาคมหรือมูลนิธิประกอบกิจกรรมที่อยู่ในระบบ VAT (เช่น ขายสินค้า ให้บริการเชิงพาณิชย์) และมีรายได้จากกิจกรรมดังกล่าวเกิน 1,800,000 บาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียน VAT และเรียกเก็บในอัตราปัจจุบัน 7% (ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร เนื่องจากอัตรา 7% ต้องต่ออายุทุกปีโดยพระราชกฤษฎีกา)

หน้าที่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในฐานะผู้จ่ายเงิน

สมาคมและมูลนิธิมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนนิติบุคคลทั่วไปทุกประการ เมื่อจ่ายเงินได้ให้กับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล โดยใช้แบบและกำหนดเวลายื่นดังนี้

แบบหัก ณ ที่จ่ายที่สมาคม/มูลนิธิต้องรู้

  • ภ.ง.ด.1 — หักจากเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าวิชาชีพที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา (ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป)
  • ภ.ง.ด.3 — หักจากค่าเช่า ค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าที่ปรึกษาที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา (ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป)
  • ภ.ง.ด.53 — หักจากการจ่ายเงินให้นิติบุคคล เช่น บริษัทรับจ้างทำบัญชี บริษัทรักษาความปลอดภัย (เกณฑ์ขั้นต่ำ 500 บาทต่อครั้ง; ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป)

ต้องจัดทำ บัญชีพิเศษแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย เก็บรักษาไว้อย่างน้อย 5 ปี พร้อมสำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ออกให้ผู้รับเงินทุกราย

ระบบบัญชีและเอกสารที่สมาคม/มูลนิธิต้องจัดทำ

พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 บังคับใช้กับนิติบุคคลทุกประเภท รวมถึงสมาคมและมูลนิธิ องค์ประกอบหลักที่ต้องมีได้แก่

  • สมุดรายวันรับ-จ่าย บันทึกรายการรับเงินและจ่ายเงินทุกรายการตามเหตุการณ์จริง พร้อมหลักฐานอ้างอิงครบถ้วน
  • ทะเบียนทรัพย์สิน บันทึกสินทรัพย์ถาวรที่องค์กรครอบครอง วันที่ได้มา ราคาทุน และนโยบายการตัดจำหน่าย
  • บัญชีแยกประเภท (General Ledger) สรุปยอดรายการทุกบัญชีเพื่อจัดทำงบรายได้-รายจ่ายประจำปี
  • เอกสารประกอบการบัญชี เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย สัญญา บันทึกการประชุมคณะกรรมการ ต้องเก็บรักษาอย่างน้อย 5 ปี
  • งบการเงินประจำปีที่ผู้สอบบัญชีรับรอง สำหรับใช้ยื่นประกอบ ภ.ง.ด.55 โดยเฉพาะบัญชีแสดงรายได้ก่อนหักรายจ่าย

ความแตกต่างที่สำคัญจากบริษัทจำกัดคือ สมาคม/มูลนิธิจัดทำ งบรายได้-รายจ่าย (Income and Expenditure Statement) แทนงบกำไรขาดทุน และไม่มีผู้ถือหุ้น จึงไม่มีส่วนของผู้ถือหุ้นในงบดุล แต่จะแสดง "ทุน" หรือ "กองทุนสะสม" แทน

ประเด็นความเสี่ยงที่พบบ่อยในการบัญชีสมาคมและมูลนิธิ

จากประสบการณ์ในการให้บริการองค์กรไม่แสวงหากำไร พบข้อผิดพลาดที่เกิดซ้ำหลายประการ

ข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง

  • บันทึกรายได้ทุกประเภทรวมกัน โดยไม่แยกระหว่างรายได้ที่ต้องเสียภาษีและรายได้ที่ยกเว้น เช่น นำค่าบำรุงสมาชิกมารวมกับรายได้ค่าเช่าสถานที่ ทำให้คำนวณฐานภาษีผิดพลาด
  • ไม่ยื่น ภ.ง.ด.55 เพราะเข้าใจผิดว่าไม่มีกำไร — เนื่องจากภาษีคำนวณจากรายได้รวม ไม่ใช่กำไร องค์กรที่ขาดทุนแต่มีรายได้จากดอกเบี้ยหรือค่าเช่าก็ยังมีภาระภาษีอยู่
  • ไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อจ่ายค่าจ้างนักบัญชี บริษัทรักษาความปลอดภัย หรือค่าเช่าสถานที่ เป็นต้น ทำให้มีความเสี่ยงถูกประเมินภาษีและเบี้ยปรับ
  • ใช้บัญชีพักชั่วคราว (Suspense Account) ค้างนาน โดยไม่ล้างยอดหรือจัดประเภทรายการให้ถูกต้อง ทำให้งบการเงินแสดงยอดไม่ตรงกับความเป็นจริงและผู้สอบบัญชีตรวจสอบยาก
  • ลืมขอสถานะสาธารณกุศล ก่อนรับบริจาคจำนวนมาก ทำให้ผู้บริจาคไม่สามารถนำไปหักลดหย่อนได้ ซึ่งกระทบต่อแรงจูงใจในการบริจาค
  • เก็บเอกสารไม่ครบ 5 ปี โดยเฉพาะใบเสร็จรับบริจาค รายงานการประชุม และหลักฐานการจ่ายค่าใช้จ่ายขนาดใหญ่ที่สรรพากรอาจขอตรวจสอบ

แนวทางการวางระบบควบคุมภายในที่เหมาะสม

สมาคมและมูลนิธิมักมีทรัพยากรด้านบุคลากรบัญชีจำกัด การวางระบบควบคุมภายในเบื้องต้นที่ใช้งานได้จริงควรครอบคลุมจุดสำคัญดังนี้

  • แยกหน้าที่ผู้รับเงินกับผู้ลงบัญชี อย่างให้บุคคลเดียวทำทั้งสองหน้าที่ เพื่อป้องกันการทุจริตและความผิดพลาดที่ตรวจสอบยาก
  • กระทบยอดธนาคารทุกสิ้นเดือน เปรียบเทียบรายการในสมุดบัญชีกับ Bank Statement เพื่อจับผิดรายการที่ตกหล่นหรือบันทึกผิด
  • ให้คณะกรรมการอนุมัติรายจ่ายเกินวงเงิน กำหนดวงเงินที่ผู้บริหารอนุมัติได้เองโดยไม่ต้องผ่านที่ประชุมคณะกรรมการ และบันทึกมติการอนุมัติในรายงานประชุม
  • รายงานการเงินรายไตรมาสต่อคณะกรรมการ นำเสนองบรายได้-รายจ่ายเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ตั้งไว้ เพื่อให้คณะกรรมการกำกับดูแลได้ทันท่วงที
  • แยกบัญชีกองทุน หากองค์กรได้รับเงินบริจาคมีวัตถุประสงค์เฉพาะ (Restricted Funds) ต้องแยกบัญชีให้ชัดเจนเพื่อป้องกันการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

ปฏิทินหน้าที่ภาษีสำหรับสมาคมและมูลนิธิ (รอบบัญชีสิ้นปี 31 ธันวาคม)

  • ทุกเดือน ภายในวันที่ 7 — ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1, 3, 53) พร้อมนำส่งภาษีที่หักไว้ และยื่น VAT (ภ.พ.30) หากจดทะเบียน VAT
  • ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 — สำหรับการยื่นและชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ในกรณีที่กรมสรรพากรขยายกำหนดเวลา
  • ภายใน 150 วัน หลังสิ้นรอบบัญชี — ยื่นแบบ ภ.ง.ด.55 พร้อมบัญชีแสดงรายได้ก่อนหักรายจ่ายที่ผู้สอบบัญชีรับรอง (สำหรับรอบบัญชีสิ้น 31 ธันวาคม หมายถึงภายในประมาณปลายเดือนพฤษภาคมของปีถัดไป)

หมายเหตุ: กำหนดเวลาข้างต้นอาจมีการปรับหรือขยายเวลาเป็นกรณีพิเศษโดยกรมสรรพากร ควรติดตามประกาศที่ rd.go.th เป็นระยะ

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง การจัดการระบบบัญชีสมาคมและมูลนิธิ ควรนำมาเปรียบเทียบและปรับปรุงกับระบบเอกสารและการดำเนินการจริงภายในองค์กรของคุณอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้จุดเช็กลิสต์และแนวทางหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดดังนี้:

เช็กลิสต์ตรวจสอบระบบงานในบริษัท

  • จัดเก็บชุดเอกสารสมุดรายวันแยกประเภทและหลักฐานอ้างอิงบัญชี 5 ปี
  • สอบทานงบทดลองตัวล่าสุดเพื่อยืนยันยอดเดบิตเครดิตให้สมดุลตรงกัน

ข้อผิดพลาดสำคัญที่ควรระวัง

  • ลงบันทึกเงินปันผลหรือเงินกู้ยืมโดยไม่มีมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นรับรอง
  • ลืมคำนวณและตั้งค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวรบางตัวในระบบทะเบียนคุม

แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ การจัดการระบบบัญชีสมาคมและมูลนิธิ

สมาคมและมูลนิธิต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่?

ต้องยื่น หากมีรายได้จากธุรกิจ เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย ค่าบริการ โดยใช้แบบ ภ.ง.ด.55 ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบบัญชี อย่างไรก็ดีรายได้ที่ยกเว้นภาษีได้แก่ ค่าบำรุงสมาชิก เงินบริจาค และทรัพย์สินที่ได้รับโดยเสน่หา ส่วนองค์กรที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศให้เป็นองค์การสาธารณกุศลตามมาตรา 47(7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากรจะได้รับยกเว้นภาษีในวงกว้างกว่า (ข้อมูล ณ ปี 2569 — ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนยื่นจริง)

อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของสมาคมและมูลนิธิคิดอย่างไร?

คำนวณจากรายได้ก่อนหักรายจ่าย (gross income) โดยไม่อนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายใดๆ อัตราแบ่งตามประเภทรายได้ ได้แก่ รายได้ตามมาตรา 40(1)-(7) เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า ค่าสิทธิ เสียภาษีในอัตรา 10% ส่วนรายได้จากธุรกิจการพาณิชย์ เกษตร อุตสาหกรรม ขนส่ง หรือขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 40(8) เสียภาษีในอัตรา 2% (ข้อมูล ณ ปี 2569 — ที่มา: กรมสรรพากร rd.go.th)

สมาคมและมูลนิธิต้องจดทะเบียน VAT ไหม?

หากสมาคมหรือมูลนิธิประกอบกิจกรรมที่ขายสินค้าหรือให้บริการอยู่ในระบบ VAT และมีรายได้จากกิจกรรมนั้นเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ก็มีหน้าที่จดทะเบียน VAT ในอัตราปัจจุบัน 7% (ตามพระราชกฤษฎีกาที่บังคับใช้ ณ ปี 2569 — ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร เนื่องจากอัตรา 7% ต้องต่ออายุทุกปี)