กรรมการต่างชาติที่เข้ามาบริหารบริษัทในไทยต้องผ่านกระบวนการสองขั้นตอนหลักคือการขอวีซ่าประเภทธุรกิจ (Non-Immigrant B) และการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) จากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน หากดำเนินการไม่ครบถ้วนหรือล่าช้า บริษัทและกรรมการมีความเสี่ยงต่อบทลงโทษทางอาญาและผลกระทบทางภาษีที่ตามมา บทความนี้อธิบายหลักเกณฑ์ ขั้นตอน เอกสาร และประเด็นภาษีที่เจ้าของกิจการ SME ต้องรู้ (ข้อมูล ณ ปี 2569)

ทำไมกรรมการต่างชาติต้องมี Work Permit ก่อนลงนามเอกสาร

ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 "การทำงาน" หมายความรวมถึงการใช้แรงกายหรือความรู้ทุกประเภท ดังนั้นกรรมการต่างชาติที่มีอำนาจลงนามในนามบริษัท เข้าร่วมประชุมเพื่อตัดสินใจทางธุรกิจ หรือดำเนินกิจกรรมบริหารใด ๆ ในดินแดนไทย ล้วนจัดเป็น "การทำงาน" ตามกฎหมาย แม้จะไม่ได้รับค่าจ้างก็ตาม

ข้อยกเว้นมีเพียงกรณีที่กรรมการเดินทางเข้าไทยเพื่อประชุมคณะกรรมการเป็นครั้งคราวโดยไม่ได้พำนักหรือปฏิบัติงานประจำ ซึ่งควรขอคำยืนยันจากที่ปรึกษากฎหมายก่อนตัดสินใจว่าไม่ต้องขอ Work Permit เนื่องจากหลักเกณฑ์อาจตีความได้หลายทาง

ลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง: วีซ่าก่อน แล้วค่อยขอ Work Permit

ลำดับขั้นตอนมีความสำคัญมากเพราะไม่สามารถสลับขั้นตอนได้ ต้องดำเนินการตามลำดับดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: ขอวีซ่า Non-Immigrant B ก่อนเดินทางเข้าไทย

  • ยื่นขอที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในประเทศของกรรมการ
  • วีซ่า Non-B เริ่มต้นให้สิทธิ์พำนัก 90 วัน ต่อครั้ง
  • เอกสารที่ต้องใช้ ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัทจาก DBD (ไม่เกิน 3 เดือน) หนังสือเชิญจากบริษัทในไทย และแบบฟอร์มของสถานทูต
  • บางสัญชาติอาจขอ Non-B Visa on Arrival ไม่ได้ ต้องยื่นล่วงหน้าเสมอ

ขั้นตอนที่ 2: ยื่นขอ Work Permit ที่กรมการจัดหางาน

  • ยื่นภายในระยะเวลาที่วีซ่าอนุญาต โดยปัจจุบันมีระบบ e-WorkPermit ทำให้สามารถนัดหมายและยื่นเอกสารออนไลน์ได้
  • ใบอนุญาตทำงานโดยทั่วไปมีอายุไม่เกิน 1 ปีต่อครั้ง และต้องระบุตำแหน่งและสถานที่ทำงานชัดเจน
  • กรรมการไม่สามารถทำงานนอกเหนือจากที่ระบุใน Work Permit โดยไม่แจ้งแก้ไขก่อน

ขั้นตอนที่ 3: ต่ออายุ Non-B Visa เป็น 1 ปี ที่กองตรวจคนเข้าเมือง

  • หลังได้รับ Work Permit แล้ว ยื่นต่ออายุวีซ่าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ก่อนวีซ่า 90 วันหมดอายุ
  • เมื่อได้รับการต่ออายุแล้วจะได้สิทธิ์พำนักรายปีตามอายุ Work Permit
  • ต้องรายงานตัว 90 วันต่อครั้ง (90-day report) แม้มีวีซ่า 1 ปีแล้วก็ตาม

เงื่อนไขของบริษัทที่ต้องเตรียมให้ครบก่อนยื่นขอ Work Permit

กรมการจัดหางานกำหนดให้บริษัทนายจ้างต้องผ่านเกณฑ์ดังต่อไปนี้ก่อนจึงจะสามารถสนับสนุนการขอ Work Permit ให้กรรมการต่างชาติได้

  • ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว: โดยทั่วไปบริษัทต้องมีทุนชำระแล้วอย่างน้อย 2,000,000 บาท ต่อ Work Permit 1 ใบ (สำหรับผู้ถือสัญชาติในกลุ่มประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาพาณิชย์กับไทย อาจต้องใช้ทุน 3,000,000 บาท) ควรตรวจสอบกับกรมการจัดหางานเนื่องจากอาจมีการปรับเกณฑ์
  • อัตราส่วนพนักงานไทยต่อต่างชาติ: บริษัทต้องจ้างพนักงานสัญชาติไทยที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมอย่างน้อย 4 คนต่อ Work Permit ต่างชาติ 1 ใบ กล่าวคือถ้าต้องการ Work Permit 2 ใบ ต้องมีพนักงานไทยในระบบประกันสังคม 8 คน
  • หนังสือรับรองบริษัทและงบการเงิน: ต้องไม่เกิน 3 เดือน สำหรับบริษัทที่ดำเนินการมาแล้วอาจต้องแสดงงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ
  • การจดทะเบียนภาษีและประกันสังคม: บริษัทต้องมีเลขผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากรายได้ถึงเกณฑ์ 1,800,000 บาทต่อปี และต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคม

บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI (Board of Investment) อาจได้รับการยกเว้นหรือผ่อนผันเงื่อนไขบางข้อ เช่น อัตราส่วนพนักงาน และสามารถสมัคร Work Permit ได้ที่ศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน (One Stop Service Center)

เอกสารที่บริษัทและกรรมการต้องเตรียม

เอกสารฝ่ายบริษัท (นายจ้าง)

  • หนังสือรับรองบริษัทจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ฉบับไม่เกิน 3 เดือน
  • บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับไม่เกิน 3 เดือน
  • บัญชีรายชื่อกรรมการ (บอจ.6)
  • หลักฐานการชำระทุนจดทะเบียน (Statement ธนาคาร)
  • หลักฐานการขึ้นทะเบียนนายจ้างและรายชื่อพนักงานไทยที่ส่งประกันสังคม
  • แผนที่และรูปถ่ายสถานที่ทำงาน
  • ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ถ้ามี

เอกสารของกรรมการต่างชาติ (ลูกจ้าง/ผู้ขอ)

  • หนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ พร้อมสำเนาหน้าวีซ่า Non-Immigrant B และหน้าตราประทับเข้าเมืองล่าสุด
  • รูปถ่าย 1 นิ้วพื้นหลังขาว (ตามกรมการจัดหางานกำหนดจำนวน)
  • วุฒิการศึกษาหรือใบรับรองประสบการณ์ในตำแหน่งที่จะปฏิบัติงาน (แปลเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษ และรับรองโดยสถานทูต/กงสุลของประเทศที่ออกเอกสาร)
  • ตรวจสุขภาพ 6 โรค (สำหรับการขอครั้งแรก) จากโรงพยาบาลที่รับรองโดยกรมการจัดหางาน

ผลทางภาษีที่กรรมการต่างชาติต้องทราบ

การมี Work Permit และพำนักในไทยส่งผลต่อภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยตรง

  • หลักเกณฑ์ผู้มีถิ่นพำนัก (Tax Resident): หากกรรมการพำนักอยู่ในไทยรวมกันมากกว่า 180 วันในปีปฏิทิน ถือเป็น "ผู้อยู่ในประเทศไทย" ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) จากรายได้ที่เกิดในไทย และอาจต้องยื่นภาษีจากรายได้ต่างประเทศที่นำเข้ามาในไทยด้วย ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร
  • ค่าตอบแทนกรรมการ (Directors' Fees): เงินค่าตอบแทนกรรมการ เงินเดือน โบนัส และสิทธิประโยชน์ใด ๆ ที่บริษัทจ่ายให้กรรมการต่างชาติเป็นรายได้ตามมาตรา 40(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) ก่อนจ่ายทุกเดือน
  • กรรมการที่ไม่มีถิ่นพำนัก (Non-Resident): หากพำนักในไทยไม่เกิน 180 วัน บริษัทยังคงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินค่าตอบแทนที่จ่ายในไทย แต่ภาระภาษีจำกัดเฉพาะรายได้ที่มีแหล่งในไทย
  • อนุสัญญาภาษีซ้อน: ไทยมีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับหลายประเทศ หากกรรมการเป็นผู้มีถิ่นพำนักในประเทศที่ทำสนธิสัญญากับไทย อาจได้รับการยกเว้นหรือลดอัตราภาษีได้ ควรให้ที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องก่อนวางโครงสร้างเงินเดือน

บทลงโทษเมื่อไม่มี Work Permit หรือทำงานผิดเงื่อนไข

กฎหมายไทยกำหนดบทลงโทษสำหรับทั้งกรรมการต่างชาติและบริษัทนายจ้าง ดังนี้

โทษของกรรมการต่างชาติที่ทำงานโดยไม่มี Work Permit

  • โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ถูกส่งตัวออกนอกราชอาณาจักร (Deportation)
  • ถูกห้ามยื่นขอ Work Permit เป็นระยะเวลา 2 ปี

โทษของบริษัทที่จ้างต่างชาติโดยไม่มี Work Permit

  • ปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท ต่อต่างชาติ 1 คน
  • กรณีกระทำซ้ำ: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 ถึง 200,000 บาทต่อต่างชาติ 1 คน หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมห้ามจ้างต่างชาติเป็นเวลา 3 ปี
  • ในปี 2567-2568 หน่วยงานตรวจแรงงาน "ไตรเทพพิทักษ์" ตรวจสอบสถานประกอบการกว่า 38,000 แห่ง และดำเนินคดีนายจ้างและลูกจ้างต่างชาติหลายพันราย ซึ่งสะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายมีความเข้มข้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและแนวทางป้องกัน

  • กรรมการเข้ามาก่อนได้ Work Permit: บางบริษัทให้กรรมการต่างชาติเริ่มลงนามเอกสารทันทีที่เดินทางมาถึง แม้ยังไม่ได้รับ Work Permit ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา ควรวางแผนให้ Work Permit อนุมัติแล้วก่อนกรรมการเริ่มปฏิบัติหน้าที่
  • Work Permit หมดอายุโดยไม่รู้ตัว: Work Permit มีอายุ 1 ปีและต้องต่ออายุก่อนหมดอายุ หากหมดอายุแล้วยังทำงานต่อถือว่าผิดกฎหมายทันที ควรตั้งระบบเตือน 60-90 วันก่อนวันหมดอายุ
  • เปลี่ยนตำแหน่งหรือสถานที่ทำงานโดยไม่แก้ไข Work Permit: หากบริษัทขยายสาขาหรือกรรมการเปลี่ยนตำแหน่ง ต้องแจ้งแก้ไข Work Permit ก่อน ไม่เช่นนั้นถือว่าทำงานนอกขอบเขตที่อนุญาต
  • พนักงานไทยในระบบประกันสังคมไม่ครบ 4 คน: หากพนักงานไทยลาออกจนเหลือไม่ถึง 4 คนต่อ Work Permit 1 ใบ บริษัทอาจถูกเพิกถอน Work Permit เมื่อถึงรอบต่ออายุ ควรรักษาอัตราส่วนให้ครบเสมอ
  • กรรมการไม่รายงานตัว 90 วัน: การลืมรายงานตัวต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทุก 90 วัน มีโทษปรับ และหากหมดอายุ Non-B Visa จะทำให้ Work Permit ใช้ไม่ได้ด้วย

ความเชื่อมโยงกับการจดทะเบียนบริษัทและโครงสร้างผู้ถือหุ้น

บริษัทที่ผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นเกิน 49% ถือว่าเป็น "บริษัทต่างด้าว" ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act) และอาจต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBA License) สำหรับธุรกิจบางประเภท ก่อนที่กรมการจัดหางานจะอนุมัติ Work Permit ได้

หากบริษัทมีผู้ถือหุ้นไทยเกิน 51% และกรรมการต่างชาติเพียง 1 คน กระบวนการมักตรงไปตรงมากว่า แต่ก็ต้องผ่านเกณฑ์ทุนและพนักงานไทยตามที่กล่าวข้างต้น สามารถอ่านรายละเอียดการจดทะเบียนบริษัทได้ที่ บริการจดทะเบียนบริษัทและที่ปรึกษา A Plus Me

ขั้นตอนการต่ออายุ Work Permit และวีซ่า: เช็กลิสต์ประจำปี

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการต่ออายุ ควรเตรียมให้ครบดังนี้

  • ยืนยันจำนวนพนักงานไทยในระบบประกันสังคมยังครบอัตราส่วน 4:1
  • ตรวจสอบว่าทุนจดทะเบียนชำระแล้วยังเป็นไปตามเกณฑ์
  • เตรียมงบการเงินปีล่าสุดที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)
  • ยื่นต่ออายุ Work Permit ก่อนวันหมดอายุอย่างน้อย 30 วัน
  • หลังได้รับ Work Permit ใหม่ ให้ยื่นต่ออายุวีซ่าที่กองตรวจคนเข้าเมืองทันที
  • ตั้งปฏิทินรายงานตัว 90 วันล่วงหน้าในระบบปฏิทินที่ใช้งานจริง

หากบริษัทใช้สำนักงานบัญชีดูแลอยู่แล้ว สามารถให้สำนักงานบัญชีเตรียมงบการเงินและหนังสือรับรองที่จำเป็นสำหรับการต่ออายุได้เลย ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการเตรียมเอกสาร

สรุปเช็กลิสต์สำหรับบริษัทที่มีกรรมการต่างชาติ

ใช้รายการนี้ตรวจสอบสถานะของบริษัทก่อนกรรมการต่างชาติเริ่มปฏิบัติงาน และทุกครั้งที่ถึงรอบต่ออายุประจำปี

เช็กลิสต์ก่อนกรรมการต่างชาติเริ่มงาน

  • บริษัทจดทะเบียนกับ DBD เรียบร้อยแล้ว และหนังสือรับรองไม่เกิน 3 เดือน
  • ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท ต่อ Work Permit 1 ใบ
  • จ้างพนักงานไทยที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมครบ 4 คน ต่อ Work Permit 1 ใบ
  • กรรมการถือวีซ่า Non-Immigrant B ที่ยังไม่หมดอายุก่อนเดินทางเข้าไทย
  • ยื่นขอ Work Permit และรอผลการอนุมัติก่อนกรรมการลงนามเอกสารใด ๆ ในไทย
  • ต่ออายุ Non-B Visa เป็น 1 ปีที่สำนักงาน ตม. ก่อนวีซ่า 90 วันหมดอายุ

เช็กลิสต์ประจำปีสำหรับการต่ออายุ Work Permit

  • ยืนยันพนักงานไทยในระบบประกันสังคมยังครบ 4:1 (ไม่ใช่แค่จำนวนพนักงาน แต่ต้องส่งเงินสมทบด้วย)
  • เตรียมงบการเงินปีล่าสุดที่ผ่านการตรวจสอบจาก CPA พร้อมรายงานของผู้สอบบัญชี
  • ยื่นต่ออายุก่อนวันหมดอายุอย่างน้อย 30 วัน ผ่านระบบ e-WorkPermit หรือที่ทำการกรมการจัดหางาน
  • ตั้งปฏิทินเตือนรายงานตัว 90 วัน (90-day report) ล่วงหน้าในปฏิทินดิจิทัลที่ใช้งานจริง
  • หากกรรมการเปลี่ยนตำแหน่งหรือบริษัทย้ายที่อยู่ แจ้งแก้ไข Work Permit ทันทีก่อนมีผล

แหล่งข้อมูลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ การขอใบอนุญาตทำงานและวีซ่าของกรรมการต่างชาติ

กรรมการต่างชาติต้องขอวีซ่าประเภทใดก่อนยื่นขอ Work Permit?

กรรมการต่างชาติต้องเข้าไทยด้วยวีซ่าประเภท Non-Immigrant B (วีซ่าธุรกิจ) ก่อน จึงจะมีสิทธิ์ยื่นขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ได้ถูกต้องตามกฎหมาย

Work Permit กรรมการต่างชาติมีอายุกี่ปีและต้องต่ออายุอย่างไร?

ใบอนุญาตทำงานโดยทั่วไปมีอายุไม่เกิน 1 ปีต่อครั้ง และต้องต่ออายุก่อนหมดอายุ โดยยื่นต่อกรมการจัดหางานพร้อมเอกสารบริษัทและหลักฐานการจ้างงานพนักงานไทยตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ควรตรวจสอบเงื่อนไขปัจจุบันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนยื่น