ในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) กรมสรรพากรร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ได้ออกสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจให้แก่ **SME** คือ มาตรการนำรายจ่ายค่าบริการระบบคลาวด์หรือซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาหักเป็นรายจ่ายเพื่อลดภาษีได้เป็น **2 เท่า (200%)** ของที่จ่ายจริง
1. เงื่อนไขคุณสมบัติของผู้ประกอบการ SME ที่มีสิทธิ์
ผู้ประกอบการนิติบุคคลที่จะใช้สิทธิ์หักรายจ่ายซอฟต์แวร์ 2 เท่า ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชีดังนี้:
- มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ไม่เกิน 5 ล้านบาท
- มีรายได้รวมจากการขายสินค้าและการบริการในรอบปี ไม่เกิน 30 ล้านบาท
2. เกณฑ์ของโปรแกรมและซอฟต์แวร์ที่สามารถนำมาใช้สิทธิ์ได้
ไม่ใช่การซื้อโปรแกรมจากทุกร้านจะนำมาเคลม 2 เท่าได้ สรรพากรระบุข้อกำหนดที่เข้มงวดด้านคู่ค้าผู้จัดจำหน่ายดังนี้:
ข้อกำหนดการซื้อซอฟต์แวร์หักภาษี 2 เท่า:
1. โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือระบบซอฟต์แวร์นั้น (รวมถึงระบบคลาวด์ SaaS) ต้องเป็นการเช่าใช้หรือซื้อมาใช้งานเพื่อกิจการจริง
2. ซอฟต์แวร์และบริษัทผู้จัดจำหน่าย **ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลและขึ้นทะเบียนซอฟต์แวร์อย่างเป็นทางการกับ DEPA** เท่านั้น
3. วงเงินการหักสิทธิ์: หักรายจ่ายตามจริงเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่า (รวมเป็น 2 เท่า) เฉพาะส่วนที่จ่ายจริง ไม่เกิน 100,000 บาทต่อรอบปีภาษี
3. ตัวอย่างการประหยัดภาษี: การซื้อระบบ ERP ราคา 80,000 บาท
เมื่อบริษัทซื้อระบบบริหารคลังสินค้า (ERP) ที่ขึ้นทะเบียนกับ DEPA จากบริษัทผู้ขายที่ผ่านเกณฑ์เป็นจำนวน 80,000 บาทในรอบบัญชีปี 2026:
- การบันทึกบัญชีปกติ: บันทึกค่าใช้จ่ายซื้อซอฟต์แวร์ 80,000 บาทตามเกณฑ์บัญชีปกติ
- สิทธิ์ปรับปรุงกำไรทางภาษี: บริษัทได้รับสิทธิ์หักลดหย่อนรายจ่ายเพิ่มได้อีก 80,000 บาทในแบบ ภ.ง.ด.50 (รวมเป็นหักได้ 160,000 บาท)
- ส่วนต่างภาษีที่ประหยัดได้: จากปกติหักภาษีฐานนิติบุคคล 15% จะประหยัดภาษีไปเพิ่มได้อีก 12,000 บาท (15% ของ 80,000) ในปีแรกที่จัดซื้อทันที
สรุป
มาตรการหักภาษี 2 เท่าสำหรับซอฟต์แวร์และคลาวด์ของ DEPA เป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับ SME ที่กำลังปรับปรุงระบบงานภายในมาใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ก่อนจะจ่ายเงินซื้อซอฟต์แวร์ระบบคลาวด์จัดเก็บสินค้าหรือระบบการทำงานร่วมกันในองค์กร เจ้าของธุรกิจจึงควรสอบถามใบรับรองการขึ้นทะเบียนจากทางผู้ขายเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางภาษีขั้นสูงสุดของกิจการ
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
บทความเรื่อง สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์: สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีสองเท่าสำหรับ SME ควรใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจเอกสารจริงของกิจการ ไม่ควรใช้แทนคำปรึกษาเฉพาะกรณี เพราะผลทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการ
เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ
- ระบุว่าหัวข้อนี้กระทบรายได้ รายจ่าย ภาษี เอกสาร หรือเงินสดของกิจการส่วนใด
- รวบรวมสัญญา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และหลักฐานชำระเงินที่เกี่ยวข้อง
- ให้ผู้ทำบัญชีตรวจผลต่อ VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และงบการเงินก่อนปิดรอบ
ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
- อ่านหลักการถูกต้องแต่ไม่มีเอกสารจริงรองรับรายการที่บันทึกบัญชี
- ใช้วิธีเดียวกันกับทุกรายการโดยไม่ดูประเภทผู้รับเงินหรือรูปแบบสัญญา
- ปล่อยให้แก้ตอนปิดงบปลายปี ทั้งที่ควรจัดการตั้งแต่รอบเดือนที่เกิดรายการ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้นิติบุคคล
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า: บริการจดทะเบียนและข้อมูลนิติบุคคล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์: สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีสองเท่าสำหรับ SME ควรใช้กับธุรกิจแบบไหน?
บทความเรื่อง สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์: สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีสองเท่าสำหรับ SME เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการ SME ที่ต้องการเข้าใจผลต่อบัญชี ภาษี และเอกสารของบริษัท แต่ควรเทียบกับข้อเท็จจริงของกิจการตนเองก่อนตัดสินใจ
ต้องเตรียมเอกสารอะไรก่อนปรึกษาเรื่อง สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์: สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีสองเท่าสำหรับ SME?
ควรเตรียมเอกสารประกอบรายการจริง เช่น สัญญา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หลักฐานโอนเงิน และรายการเดินบัญชี เพื่อให้ผู้ทำบัญชีประเมินผลภาษีได้แม่นยำ
ถ้าทำ สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์: สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีสองเท่าสำหรับ SME ผิดไปแล้วควรแก้ย้อนหลังหรือไม่?
ควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจผลกระทบก่อนว่าเกี่ยวกับ VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล หรืองบการเงินหรือไม่ จากนั้นจึงพิจารณายื่นปรับปรุงแบบหรือบันทึกปรับปรุงบัญชีตามรอบที่ถูกต้อง