การทำธุรกิจยุคใหม่มักเกี่ยวข้องกับการซื้อลิขสิทธิ์ระบบ หรือการลงทุนขยายสาขาด้วยการซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ รายจ่ายที่เกิดขึ้น เช่น **ค่าสิทธิแรกเข้า (Franchise Fee)** หรือ **ส่วนปันรายได้รายเดือน (Royalty Fee)** จัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 (ค่าสิทธิ) ตามมาตรา 40(3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีอัตราการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ต้องเฝ้าระวัง
1. อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายของค่าสิทธิ (Royalty Fees)
เมื่อผู้ซื้อแฟรนไชส์ (นิติบุคคล) จ่ายค่าสิทธิหรือค่าธรรมเนียมลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้ขายสิทธิ์ มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายดังนี้:
- จ่ายให้บริษัทหรือบุคคลธรรมดาในประเทศ: บริษัทผู้ซื้อแฟรนไชส์มีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของยอดค่าสิทธินั้นๆ และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 (นิติบุคคล) หรือ ภ.ง.ด.3 (บุคคล)
- จ่ายให้บริษัทต่างประเทศ (ผู้ขายลิขสิทธิ์แบรนด์นอก): ผู้จ่ายเงินในไทยมีหน้าที่ต้อง หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% (หรือเสียในอัตราลดหย่อนตามข้อสัญญาป้องกันภาษีซ้ำซ้อน DTA ของประเทศต้นทาง) และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) จากการบริการค่าสิทธิ
ค่าสิทธิและลิขสิทธิ์การใช้นามทางการค้า จัดเป็น **"บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม"**:
ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าสิทธิ:
- ผู้ให้บริการในไทย: ผู้ขายแฟรนไชส์ไทยจะคิดแวต 7% ในใบแจ้งหนี้ เรานำมาลงเป็นภาษีซื้อปกติ
- ผู้ให้บริการต่างประเทศ: เมื่อโอนค่าสิทธิไปต่างประเทศ เราต้องเป็นผู้ยื่นนำส่งแวต 7% แทนด้วยแบบ ภ.พ.36 ประจำเดือน และนำใบเสร็จมาใช้เคลมแวตซื้อเช่นเดียวกับแอดโฆษณา
3. ความเสี่ยงของการรวมสัญญา "ค่าสิทธิควบคู่ค่าสินค้าวัตถุดิบ"
แบรนด์แฟรนไชส์มักมีการส่งมอบวัตถุดิบควบคุมคุณภาพ (เช่น ซอสปรุงรส แก้วโลโก้) คู่ไปกับการใช้แบรนด์:
- ต้องแยกรายการออกจากกัน: มูลค่าสินค้าส่งซื้อวัตถุดิบ ไม่มีการหัก ณ ที่จ่าย (ถือเป็นการซื้อสินค้าทั่วไป)
- หากใบแจ้งหนี้เหมายอดวัตถุดิบและค่าสิทธิรวมเป็นรายการเดียวกัน สรรพากรจะประเมินให้บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากยอดราคาทั้งหมดทันที
สรุป
การลงทุนในระบบแฟรนไชส์และสิทธิ์ใช้เครื่องหมายการค้าจำเป็นต้องทำสัญญาที่รัดกุม การจัดทำสัญญาที่แยกขอบเขตค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าปันส่วน Royalty รายเดือน และค่าจัดซื้อวัตถุดิบอย่างชัดเจน จะช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ยื่นนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% และ 15% ได้อย่างถูกต้อง ตรงขอบเขตประมวลรัษฎากร
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
บทความเรื่อง ภาษีและค่าสิทธิ (Royalty Fee) ในธุรกิจแฟรนไชส์: แนวทางการหักภาษี ณ ที่จ่ายและแวตของ SME ควรใช้เพื่อจับประเด็นเฉพาะธุรกิจ แล้วนำไปเทียบกับรูปแบบรายได้ สัญญา ช่องทางรับเงิน และเอกสารจริงของกิจการ เพราะธุรกิจชื่อคล้ายกันอาจมีภาระภาษีต่างกันมาก
เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ
- แยกช่องทางรายได้หลัก รายได้เสริม เงินมัดจำ และรายรับล่วงหน้าให้ชัดเจน
- ตรวจสัญญา ใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี และเงื่อนไขหัก ณ ที่จ่ายของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
- จัดรายงานต้นทุน สต๊อก ค่าจ้าง outsource และค่าใช้จ่ายเฉพาะธุรกิจให้ตรวจย้อนกลับได้
ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
- รวมรายได้หลายประเภทไว้ก้อนเดียวจนแยก VAT หรือหัก ณ ที่จ่ายไม่ถูก
- ไม่มีสัญญาหรือเอกสารงานย่อยรองรับการจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างภายนอก
- ดูเฉพาะยอดขาย แต่ไม่คุมต้นทุนเฉพาะงาน ทำให้กำไรจริงและภาษีคลาดเคลื่อน
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมสรรพากร: ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า: บริการจดทะเบียนและข้อมูลนิติบุคคล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ภาษีและค่าสิทธิ (Royalty Fee) ในธุรกิจแฟรนไชส์: แนวทางการหักภาษี ณ ที่จ่ายและแวตของ SME ต้องเริ่มวางระบบบัญชีจากอะไร?
ให้เริ่มจากแยกประเภทรายได้ของเรื่อง ภาษีและค่าสิทธิ (Royalty Fee) ในธุรกิจแฟรนไชส์: แนวทางการหักภาษี ณ ที่จ่ายและแวตของ SME ว่าเป็นขายสินค้า บริการ ค่าสมาชิก เงินมัดจำ หรือรายได้ล่วงหน้า จากนั้นออกแบบเอกสารขายและการบันทึกต้นทุนให้ตรงกับรูปแบบรายได้นั้น
ภาษีที่ต้องระวังใน ภาษีและค่าสิทธิ (Royalty Fee) ในธุรกิจแฟรนไชส์: แนวทางการหักภาษี ณ ที่จ่ายและแวตของ SME มีอะไรบ้าง?
โดยทั่วไปควรตรวจ VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และเอกสารค่าใช้จ่ายเฉพาะธุรกิจ โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับสัญญา ลูกค้าจ่ายเป็นงวด หรือการจ้างผู้รับเหมาช่วง
ถ้าธุรกิจทำ ภาษีและค่าสิทธิ (Royalty Fee) ในธุรกิจแฟรนไชส์: แนวทางการหักภาษี ณ ที่จ่ายและแวตของ SME มาหลายเดือนแล้วยังไม่มีระบบเอกสารควรทำอย่างไร?
ให้เริ่มจากดึงรายการขาย รายการรับเงิน รายจ่ายหลัก และสัญญาย้อนหลังอย่างน้อย 3-6 เดือน แล้วให้ผู้ทำบัญชีจัดหมวดเพื่อวางระบบเอกสารเดือนถัดไปและประเมินความเสี่ยงภาษีย้อนหลัง