หนึ่งในรายการใช้จ่ายยอดนิยมของบริษัทจำกัดคือการใช้ทรัพย์สินผู้อื่น เช่น การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อทำสำนักงาน เช่าเครื่องจักร หรือเช่ารถยนต์ สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการและทีมจัดซื้อต้องทำความเข้าใจคือความแตกต่างของอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ระหว่าง "สัญญาเช่า (Rental/Lease)" ซึ่งมีอัตรา 5% และ "สัญญาบริการ (Service)" ซึ่งมีอัตรา 3%
1. เกณฑ์การแยกแยะ: สัญญาเช่า vs สัญญาบริการ
สรรพากรพิจารณาข้อสัญญาจากข้อเท็จจริงเรื่อง **"การครอบครองสิทธิ์การใช้สอยทรัพย์สิน"** เป็นหลัก:
- สัญญาเช่า (หัก ณ ที่จ่าย 5%): คือการที่ผู้เช่ามีสิทธิ์ครอบครองและใช้สอยทรัพย์สินนั้นแต่เพียงผู้เดียวอย่างอิสระในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น เช่าตึกเพื่อเปิดบริษัท หรือเช่ารถยนต์มาจอดขับเอง
- สัญญาบริการ (หัก ณ ที่จ่าย 3%): คือการว่าจ้างงานเพื่อให้ผู้ให้บริการทำหน้าที่ช่วยเหลือหรือคุมทรัพย์สินนั้นทำงานให้เรา โดยเราไม่ได้ครอบครองสิทธิ์โดยตรง เช่น สัญญาบริการล้างและบำรุงรักษาเครื่องพิมพ์ สัญญาจ้างเช่ารถยนต์ควบคนขับ (สรรพากรมองเป็นค่าจ้างบริการเพราะคนขับเป็นคนคุมรถ)
2. เทคนิคการแยกสัญญา "ค่าเช่าควบค่าบริการ"
ในหลายกรณี ผู้ประกอบการจะได้รับบิลรวมรายการ เช่น ค่าเช่าพื้นที่สำนักงานและบริการดูแลรักษาความสะอาดมูลค่า 50,000 บาทต่อเดือน:
ความเสี่ยงการเหมาจ่าย:
- หากสัญญาและใบแจ้งหนี้รวมยอดเป็นก้อนเดียวโดยไม่แยกประเภทราคา บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่สูงกว่า คือ 5% ของยอดทั้งหมด (เท่ากับ 2,500 บาท)
- แนวทางแก้ไข: ให้คู่สัญญาทำการ แยกสัญญาออกเป็น 2 ฉบับย่อย หรือแยกบรรทัดรายละเอียดในบิลใบเดียวกันให้ชัดเจน เช่น ใบที่ 1 ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ 30,000 บาท (หัก 5% = 1,500) และใบที่ 2 ค่าบริการส่วนกลางและดูแลความสะอาด 20,000 บาท (หัก 3% = 600) ยอดนำส่งรวมจะลดเหลือ 2,100 บาท ประหยัดเงินสำรองจ่ายไปได้ทันที
3. ภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ข้อจำกัดที่จำเป็นต้องรู้เพิ่มเติมของสองสัญญานี้มีดังนี้:
- สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์: ได้รับสิทธิ์ ยกเว้น VAT 7% ตามกฎหมาย (ผู้ให้เช่าไม่สามารถบวกแวตกับเราได้)
- สัญญาบริการ: เป็นรายการบริการทั่วไปที่ ต้องเสีย VAT 7% ตามปกติ (เราได้สิทธิ์ใบกำกับแวตมาเป็นภาษีซื้อเคลมคืนได้)
สรุป
การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสัญญาทั้งสองแบบช่วยให้บริษัท SME สามารถบริหารแผนประหยัดภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกเกณฑ์สรรพากร การแยกสัญญาระหว่างค่าพื้นที่ใช้สอยและส่วนของงานบำรุงบริการดูแลเป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐานที่สำนักงานบัญชีชั้นนำเลือกแนะนำแก่คู่ค้า
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
บทความเรื่อง ภาษีหัก ณ ที่จ่ายระหว่างสัญญาเช่า vs สัญญาบริการ: วิธีการทำสัญญาเพื่อประหยัดภาษีอย่างถูกกฎหมาย ควรอ่านคู่กับประเภทเงินได้ ผู้รับเงิน และสัญญาที่ใช้จริง เพราะอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้ขึ้นกับชื่อเอกสารอย่างเดียว แต่ขึ้นกับลักษณะการจ่ายเงิน
เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ
- แยกประเภทการจ่ายเงินว่าเป็นค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าขนส่ง เงินเดือน หรือค่าสิทธิ
- ตรวจสถานะผู้รับเงินว่าเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือผู้รับเงินต่างประเทศ
- ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายและนำส่งแบบ ภ.ง.ด. ที่ถูกต้องให้ตรงรอบการจ่ายเงินจริง
ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
- ใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามความเคยชินโดยไม่ดูประเภทเงินได้และสัญญา
- ออกหนังสือรับรองยอดไม่ตรงกับยอดจ่ายจริงหรือยอดที่บันทึกบัญชี
- ลืมนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินผ่านกรรมการหรือพนักงานสำรองจ่าย
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
- กรมสรรพากร: ระบบยื่นแบบออนไลน์ e-Filing
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้นิติบุคคล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายระหว่างสัญญาเช่า vs สัญญาบริการ: วิธีการทำสัญญาเพื่อประหยัดภาษีอย่างถูกกฎหมาย ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งหรือไม่?
ต้องดูประเภทเงินได้ ผู้รับเงิน และเงื่อนไขการจ่ายจริงของเรื่อง ภาษีหัก ณ ที่จ่ายระหว่างสัญญาเช่า vs สัญญาบริการ: วิธีการทำสัญญาเพื่อประหยัดภาษีอย่างถูกกฎหมาย ก่อน หากเป็นค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า หรือเงินได้ที่กฎหมายกำหนด บริษัทผู้จ่ายมักมีหน้าที่หักภาษีและนำส่งตามรอบเดือน
เอกสารสำคัญของ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายระหว่างสัญญาเช่า vs สัญญาบริการ: วิธีการทำสัญญาเพื่อประหยัดภาษีอย่างถูกกฎหมาย คืออะไร?
เอกสารหลักคือสัญญาหรือใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ หลักฐานโอนเงิน และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย โดยยอดในทุกเอกสารควรตรงกับบัญชีและแบบภาษีที่นำส่ง
ถ้าหักภาษีผิดในเรื่อง ภาษีหัก ณ ที่จ่ายระหว่างสัญญาเช่า vs สัญญาบริการ: วิธีการทำสัญญาเพื่อประหยัดภาษีอย่างถูกกฎหมาย แก้อย่างไร?
ให้ตรวจว่ายอดผิดเกิดจากอัตรา ประเภทเงินได้ หรือเดือนที่นำส่ง จากนั้นแก้หนังสือรับรองและแบบนำส่งให้สัมพันธ์กัน พร้อมบันทึกเหตุผลไว้เพื่อใช้ตอบคำถามผู้รับเงินหรือสรรพากร