การนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศมาขายในไทยถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมสำหรับ SME อย่างไรก็ตาม หน้าที่หลักของผู้ประกอบการจดทะเบียนบริษัทคือการจ่าย **"ภาษีอากรขาเข้า (Customs Duty)"** และ **"ภาษีมูลค่าเพิ่มนำเข้า (Import VAT)"** ซึ่งหากทำบัญชีต้นทุนสินค้านำเข้าไม่ถูกต้องตามใบขนสินค้า สรรพากรสามารถประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับได้มหาศาล
1. ขั้นตอนภาษีนำเข้าทางศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับ SME
เมื่อนำเข้าสินค้าเข้าประเทศ กระบวนการทางภาษีจะเริ่มต้นที่ด่านศุลกากร โดยมีค่าใช้จ่ายทางภาษี 2 ตัวหลักที่เราต้องทำความเข้าใจ:
- อากรขาเข้า (Customs Duty): คำนวณจากราคา CIF (ราคาของ + ค่าประกันภัย + ค่าขนส่งระหว่างประเทศ) คูณด้วยอัตราอากรของพิกัดอัตราศุลกากรสินค้านั้นๆ (เช่น 5%, 10% หรือ 30%) ซึ่งอากรขาเข้านี้ถือเป็น "ต้นทุนราคาสินค้า" ทางบัญชี
- ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า (Import VAT): กรมศุลกากรจะเรียกเก็บ VAT 7% โดยคำนวณจากฐาน (ราคา CIF + อากรขาเข้า + ภาษีสรรพสามิตอื่นๆ ถ้ามี) โดยยอดแวตนำเข้านี้จัดเป็น "ภาษีซื้อ" ที่เราสามารถนำมาหักหักกับภาษีขายในเดือนนั้นๆ ได้
2. เอกสารสำคัญที่ต้องได้จากชิปปิ้ง (Shipping) และกรมศุลกากร
หาก SME ทำการนำเข้าผ่านบริษัทตัวแทนออกของหรือชิปปิ้ง ฝ่ายบัญชีต้องมั่นใจว่าได้รับเอกสารหลักฐานครบชุดดังนี้ เพื่อใช้บันทึกบัญชีอย่างถูกต้อง:
เอกสารนำส่งให้สำนักงานบัญชี:
1. ใบขนสินค้าขาเข้า (Import Declaration): แสดงรายการสินค้า ราคาประเมิน พิกัด และยอดภาษีที่จ่ายจริง
2. ใบเสร็จรับเงินกรมศุลกากร (Customs Receipt): หลักฐานการจ่ายค่าอากรและแวตนำเข้า (ใช้เคลมภาษีซื้อ)
3. บิลแจ้งหนี้ชิปปิ้ง (Shipping Invoices): ใบเสร็จค่าบริการเดินพิธีการและค่าขนส่งในไทย (ต้องถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% และ 1% ตามกฎหมาย)
3. ตารางสรุปการบันทึกรายการต้นทุนนำเข้าทางบัญชี
| รายการค่าใช้จ่ายนำเข้า | การจัดประเภทบัญชี | ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) |
|---|---|---|
| ค่าสินค้าต่างประเทศ (Invoice Value) | ต้นทุนสินค้าคงเหลือ (Inventory) | ไม่มี VAT ในต่างประเทศ |
| ค่าอากรขาเข้า (Customs Duty) | ต้นทุนสินค้าคงเหลือ (Inventory) | ไม่มี VAT |
| ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% (Import VAT) | ภาษีซื้อค้างรับ (Input VAT) | เคลมภาษีซื้อได้ 100% ตามใบเสร็จศุลกากร |
| ค่าบริการเดินพิธีการของชิปปิ้ง | ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน / ต้นทุนสินค้า | มี VAT 7% และต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% |
สรุป
การจัดทำบัญชีนำเข้าต้องการเอกสารที่ครอบคลุมและการแปลงมูลค่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตามเกณฑ์ประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนแวตต้องมั่นใจว่าใบเสร็จศุลกากรสะท้อนชื่อบริษัทและเลขที่ผู้เสียภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อสิทธิ์การเครดิตภาษีซื้อและหลีกเลี่ยงข้อพิพาทภาษีซื้อต้องห้ามในอนาคต
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
บทความเรื่อง ภาษีธุรกิจนำเข้าสินค้า: คู่มือเสียภาษีอากรขาเข้าและแวตใบขนสินค้าสำหรับ SME ควรใช้เพื่อจับประเด็นเฉพาะธุรกิจ แล้วนำไปเทียบกับรูปแบบรายได้ สัญญา ช่องทางรับเงิน และเอกสารจริงของกิจการ เพราะธุรกิจชื่อคล้ายกันอาจมีภาระภาษีต่างกันมาก
เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ
- แยกช่องทางรายได้หลัก รายได้เสริม เงินมัดจำ และรายรับล่วงหน้าให้ชัดเจน
- ตรวจสัญญา ใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี และเงื่อนไขหัก ณ ที่จ่ายของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
- จัดรายงานต้นทุน สต๊อก ค่าจ้าง outsource และค่าใช้จ่ายเฉพาะธุรกิจให้ตรวจย้อนกลับได้
ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
- รวมรายได้หลายประเภทไว้ก้อนเดียวจนแยก VAT หรือหัก ณ ที่จ่ายไม่ถูก
- ไม่มีสัญญาหรือเอกสารงานย่อยรองรับการจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างภายนอก
- ดูเฉพาะยอดขาย แต่ไม่คุมต้นทุนเฉพาะงาน ทำให้กำไรจริงและภาษีคลาดเคลื่อน
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมสรรพากร: ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า: บริการจดทะเบียนและข้อมูลนิติบุคคล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ภาษีธุรกิจนำเข้าสินค้า: คู่มือเสียภาษีอากรขาเข้าและแวตใบขนสินค้าสำหรับ SME ต้องเริ่มวางระบบบัญชีจากอะไร?
ให้เริ่มจากแยกประเภทรายได้ของเรื่อง ภาษีธุรกิจนำเข้าสินค้า: คู่มือเสียภาษีอากรขาเข้าและแวตใบขนสินค้าสำหรับ SME ว่าเป็นขายสินค้า บริการ ค่าสมาชิก เงินมัดจำ หรือรายได้ล่วงหน้า จากนั้นออกแบบเอกสารขายและการบันทึกต้นทุนให้ตรงกับรูปแบบรายได้นั้น
ภาษีที่ต้องระวังใน ภาษีธุรกิจนำเข้าสินค้า: คู่มือเสียภาษีอากรขาเข้าและแวตใบขนสินค้าสำหรับ SME มีอะไรบ้าง?
โดยทั่วไปควรตรวจ VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และเอกสารค่าใช้จ่ายเฉพาะธุรกิจ โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับสัญญา ลูกค้าจ่ายเป็นงวด หรือการจ้างผู้รับเหมาช่วง
ถ้าธุรกิจทำ ภาษีธุรกิจนำเข้าสินค้า: คู่มือเสียภาษีอากรขาเข้าและแวตใบขนสินค้าสำหรับ SME มาหลายเดือนแล้วยังไม่มีระบบเอกสารควรทำอย่างไร?
ให้เริ่มจากดึงรายการขาย รายการรับเงิน รายจ่ายหลัก และสัญญาย้อนหลังอย่างน้อย 3-6 เดือน แล้วให้ผู้ทำบัญชีจัดหมวดเพื่อวางระบบเอกสารเดือนถัดไปและประเมินความเสี่ยงภาษีย้อนหลัง