ค่าน้ำมันรถยนต์และค่าผ่านทางพิเศษ (ค่าทางด่วน) เป็นรายจ่ายทั่วไปที่เกิดขึ้นทุกวันในนิติบุคคลไทย ทว่า รายจ่ายยอดนิยมนี้มักเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ที่กรมสรรพากรเรียกตรวจสอบ เนื่องจากผู้ประกอบการมักขาดการควบคุมและใช้บิลเงินสดที่ไม่ระบุเลขทะเบียนรถ ทำให้โดนบวกกลับเป็นรายจ่ายต้องห้าม

1. เงื่อนไขใบกำกับภาษีค่าน้ำมันที่หักภาษีได้

การเติมน้ำมันรถยนต์ของบริษัทที่ปั๊มน้ำมัน ใบกำกับภาษีต้องเป็น **ใบกำกับภาษีเต็มรูป** และต้องมีข้อมูลสำคัญเพิ่มเติมตามเกณฑ์สรรพากร:

  • ระบุเลขทะเบียนรถยนต์: ในใบกำกับภาษีต้องมีการพิมพ์หรือเขียน "เลขทะเบียนรถยนต์" คันที่เติมน้ำมันอย่างชัดเจนด้วยลายมือของพนักงานปั๊มหรือระบบพิมพ์ (แนะนำให้พิมพ์ผ่านระบบของปั๊มน้ำมัน)
  • รถต้องเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ: รถยนต์คันดังกล่าวต้องเป็นสินทรัพย์ของบริษัท หรือเป็นรถที่ทำสัญญาเช่า/สัญญาอนุญาตให้ใช้รถยนต์ของพนักงานเพื่อประโยชน์ธุรกิจ

2. ภาษีซื้อต้องห้ามในค่าน้ำมันตามประเภทรถยนต์

กรมสรรพากรแยกแยะสิทธิ์การเคลมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) บนค่าน้ำมันตามประเภทของยานพาหนะ:

การจัดสิทธิ์ภาษีซื้อค่าน้ำมัน:
- รถกระบะ, รถตู้ขนส่ง (เกิน 10 ที่นั่ง): ภาษีซื้อในบิลน้ำมันนำมาเครดิตหักภาษีขายประจำเดือนในแบบ ภ.พ.30 ได้ตามปกติ
- รถเก๋ง, รถนั่งส่วนบุคคล (ไม่เกิน 10 ที่นั่ง): ภาษีซื้อในบิลน้ำมันถือเป็น "ภาษีซื้อต้องห้าม" ห้ามนำมาหักภาษีขาย แต่สามารถนำยอดแวต 7% มารวมเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้

3. ภาษีค่าทางด่วนและเอกสารเบิกจ่ายที่เหมาะสม

ค่าผ่านทางพิเศษหรือค่าทางด่วน ส่วนใหญ่จะได้รับเป็นใบเสร็จรับเงินขนาดเล็กจากด่านทางด่วน:

  1. เนื่องจากค่าทางด่วนได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Exemption) ตามกฎหมาย จึงไม่มีประเด็นเรื่องภาษีซื้อต้องห้าม
  2. การลงบัญชี: สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ 100% โดยต้องแนบคู่กับ "ใบเบิกค่าใช้จ่ายเดินทาง (Travel Expense Form)" ที่ระบุวัตถุประสงค์ของการเดินทางปลายทางเพื่อการติดต่อธุรกิจจริง

สรุป

เพื่อป้องกันปัญหาสรรพากรบวกกลับค่าน้ำมันและค่าทางด่วน บริษัทควรทำ "ระเบียบการเบิกจ่ายค่าน้ำมันพนักงาน" ชัดเจน กำหนดให้ปั๊มระบุเลขทะเบียนในใบกำกับภาษีเต็มรูปทุกครั้ง และมีเอกสารคุมเส้นทางเดินรถของพนักงานเพื่อยืนยันความเป็นเนื้อเดียวกับกิจการ

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง ภาษีค่าน้ำมันและค่าทางด่วนของบริษัท: เงื่อนไขใบกำกับภาษีและภาษีซื้อต้องห้ามที่ SME ต้องรู้ ควรใช้ตรวจทั้งจุดเกิดภาษี เอกสารขาย เอกสารซื้อ และรายงาน ภ.พ.30 เพราะข้อผิดพลาด VAT มักกระทบหลายเดือนต่อเนื่องและแก้ยากเมื่อปิดรอบภาษีไปแล้ว

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • ตรวจว่าธุรกิจอยู่ในกิจการที่ต้องจด VAT หรือเป็นกิจการยกเว้น VAT
  • แยกใบกำกับภาษีขาย ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จ และหลักฐานรับชำระเงินให้ตรงรอบเดือน
  • กระทบยอดรายงานภาษีซื้อ-ขายกับ ภ.พ.30 รายได้ และรายการเดินบัญชีธนาคารก่อนยื่นแบบ

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • เคลมภาษีซื้อจากเอกสารที่ข้อมูลไม่ครบหรือไม่เกี่ยวกับกิจการโดยตรง
  • ออกใบกำกับภาษีผิดเดือนหรือไม่สัมพันธ์กับวันที่รับเงิน ส่งมอบสินค้า หรือให้บริการ
  • ปล่อยให้รายได้เกินเกณฑ์จด VAT โดยไม่มีแผนจดทะเบียนและปรับระบบเอกสาร

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ภาษีค่าน้ำมันและค่าทางด่วนของบริษัท: เงื่อนไขใบกำกับภาษีและภาษีซื้อต้องห้ามที่ SME ต้องรู้ ต้องดูเรื่อง VAT จุดไหนก่อน?

ให้ดูว่ารายการนั้นเป็นรายได้ที่ต้องเสีย VAT หรือได้รับยกเว้น จากนั้นตรวจจุดเกิดภาษี วันที่ออกเอกสาร และยอดที่นำไปยื่น ภ.พ.30 เพื่อให้เรื่อง ภาษีค่าน้ำมันและค่าทางด่วนของบริษัท: เงื่อนไขใบกำกับภาษีและภาษีซื้อต้องห้ามที่ SME ต้องรู้ ไม่ทำให้ยอดภาษีขายหรือภาษีซื้อคลาดเคลื่อน

เอกสารที่ควรเก็บสำหรับ ภาษีค่าน้ำมันและค่าทางด่วนของบริษัท: เงื่อนไขใบกำกับภาษีและภาษีซื้อต้องห้ามที่ SME ต้องรู้ มีอะไรบ้าง?

ควรเก็บใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ สัญญาหรือใบสั่งซื้อ หลักฐานรับชำระเงิน และรายงานภาษีซื้อ-ขายที่ผูกกับรายการนั้น เพื่อให้ตรวจย้อนหลังได้ทั้งทางบัญชีและภาษี

ถ้าพบว่า VAT ในเรื่อง ภาษีค่าน้ำมันและค่าทางด่วนของบริษัท: เงื่อนไขใบกำกับภาษีและภาษีซื้อต้องห้ามที่ SME ต้องรู้ ยื่นผิดไปแล้วควรทำอย่างไร?

ให้แยกรอบเดือนที่ผิด ตรวจผลต่างภาษีขายและภาษีซื้อ แล้วปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อพิจารณายื่นแบบเพิ่มเติมหรือยื่นปรับปรุง พร้อมจัดเก็บเอกสารอธิบายเหตุผลของการแก้ไขไว้ในแฟ้มภาษี