ThaiESG คือกองทุนรวมที่ช่วยให้เจ้าของกิจการที่มีเงินได้ส่วนบุคคลลดหย่อนภาษีได้เพิ่มอีกสูงสุด 300,000 บาทต่อปี แยกต่างหากจากเพดาน SSF และ RMF ที่ใช้อยู่แล้ว
ThaiESG คืออะไร และเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร
ThaiESG ย่อมาจาก Thailand ESG Fund ซึ่งแปลตรงตัวว่า "กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน" กองทุนประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในหุ้นและตราสารของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงหลัก ESG ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance)
กรมสรรพากรและกระทรวงการคลังสนับสนุนให้ประชาชนลงทุนในกองทุน ThaiESG โดยให้สิทธิ์นำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพสำหรับบุคคลที่มีรายได้สูง รวมถึงเจ้าของกิจการที่รับเงินเดือนหรือมีเงินปันผลจากบริษัทของตนเอง
กองทุน ThaiESG ถูกจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปลายปี 2566 โดยสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 และกำหนดให้สามารถลงทุนเพื่อรับสิทธิ์ได้จนถึง 31 ธันวาคม 2575
เงื่อนไขสำคัญที่ปรับเปลี่ยนในปี 2567
ก่อนที่จะวางแผนลงทุน เจ้าของกิจการต้องเข้าใจว่าเงื่อนไขของ ThaiESG มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี 2567 ดังนี้
- วงเงินลดหย่อนสูงสุด: เพิ่มจากเดิม 100,000 บาท เป็น 300,000 บาทต่อปี สำหรับหน่วยลงทุนที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป
- เพดานร้อยละของเงินได้: ยังคงจำกัดไว้ที่ ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน แม้วงเงินสูงสุดจะเป็น 300,000 บาทก็ตาม กล่าวคือหากเงินได้รวมทั้งปีต่ำกว่า 1,000,000 บาท วงเงินที่ใช้ได้จริงจะไม่ถึง 300,000 บาท
- ระยะเวลาถือครอง: ลดลงจาก 8 ปี เหลือ 5 ปีนับจากวันที่ซื้อ (นับแบบครบรอบปีต่อปี ไม่ใช่นับแค่ปีปฏิทิน)
- ไม่มีข้อกำหนดให้ซื้อต่อเนื่องทุกปี: แตกต่างจาก RMF ตรงที่ ThaiESG ไม่บังคับให้ลงทุนทุกปี สามารถซื้อในปีที่ต้องการลดหย่อน แล้วหยุดซื้อในปีถัดไปก็ได้
สำหรับหน่วยลงทุนที่ซื้อก่อน 1 มกราคม 2567 กฎเดิมยังคงบังคับใช้คือ ถือครอง 8 ปีและวงเงินลดหย่อนสูงสุด 100,000 บาท ไม่มีผลย้อนหลังให้ใช้กฎใหม่กับหน่วยลงทุนชุดเก่า
ThaiESG แยกจากเพดาน SSF/RMF อย่างไร
นี่คือจุดที่สำคัญที่สุดสำหรับการวางแผนภาษี และมักเข้าใจผิดกันบ่อย
สำหรับกองทุนเพื่อการเกษียณอายุกลุ่มหลัก ได้แก่ SSF, RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และประกันชีวิตแบบบำนาญ — กรมสรรพากรกำหนดเพดานรวมของกลุ่มนี้ไว้ที่ 500,000 บาทต่อปี
ThaiESG ไม่ถูกนับรวมในเพดาน 500,000 บาทดังกล่าว หมายความว่าผู้ที่ใช้สิทธิ์ SSF และ RMF เต็มเพดาน 500,000 บาทแล้ว ยังสามารถนำเงินลงทุน ThaiESG มาหักลดหย่อนเพิ่มได้อีกสูงสุด 300,000 บาท ทำให้เพดานลดหย่อนรวมในกลุ่มกองทุนรวมทุกประเภทอาจสูงถึง 800,000 บาทต่อปี
ตัวอย่างเปรียบเทียบ: เจ้าของกิจการที่มีเงินได้พึงประเมินรวม 3,000,000 บาทต่อปี
- SSF สูงสุด: 30% x 3,000,000 = 900,000 บาท แต่ถูกจำกัดไว้ที่ 200,000 บาท (เพดาน SSF)
- RMF สูงสุด: 30% x 3,000,000 = 900,000 บาท แต่เมื่อรวมกับ SSF 200,000 แล้ว RMF ใช้ได้อีก 300,000 บาท (รวมไม่เกิน 500,000)
- ThaiESG: 30% x 3,000,000 = 900,000 บาท แต่ถูกจำกัดไว้ที่ 300,000 บาท (เพดาน ThaiESG แยกต่างหาก)
- รวมลดหย่อนจากกองทุน: 200,000 + 300,000 + 300,000 = 800,000 บาท
หากต้องการประเมินว่าการลงทุน ThaiESG จะช่วยประหยัดภาษีได้เท่าไรในกรณีของคุณ บริการวางแผนภาษีสำหรับเจ้าของกิจการสามารถช่วยคำนวณและจัดโครงสร้างได้อย่างเหมาะสม
ThaiESG เหมาะกับเจ้าของกิจการแบบไหน
ThaiESG เป็นสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น ไม่สามารถนำไปหักจากภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ของบริษัทได้ ดังนั้นการวิเคราะห์ว่า "คุ้มหรือไม่" ต้องมองที่โครงสร้างเงินได้ส่วนบุคคลของเจ้าของเป็นหลัก
เหมาะอย่างมากสำหรับ:
- เจ้าของบริษัทที่รับเงินเดือนสูงจากบริษัทตนเอง และมีฐานภาษีบุคคลธรรมดาในอัตราสูง (25–35%)
- ผู้ที่ได้รับเงินปันผลจากบริษัทในประเทศ และเลือกนำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา
- ผู้ที่มีรายได้จากหลายทาง เช่น ค่าเช่า ค่านายหน้า หรือรายได้จากธุรกิจที่ดำเนินในนามบุคคล
- ผู้ที่ใช้สิทธิ์ SSF/RMF เต็มเพดาน 500,000 บาทแล้ว และต้องการลดหย่อนเพิ่มเติม
อาจไม่คุ้มค่าสำหรับ:
- เจ้าของที่ถอนเงินออกจากบริษัทน้อย หรือมีเงินได้บุคคลธรรมดาต่ำกว่า 500,000 บาทต่อปี เนื่องจากอัตราภาษีที่ประหยัดได้จริงจะน้อย
- ผู้ที่ยังไม่ใช้สิทธิ์ SSF/RMF เลย ควรพิจารณากลุ่มนั้นก่อน เพราะมีเพดานรวมสูงกว่า
- เจ้าของกิจการเจ้าของคนเดียว (บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจ) ที่รายได้ธุรกิจอยู่ในช่วงฐานภาษี 5–10% สิทธิประโยชน์จริงจะจำกัด
หากโครงสร้างบริษัทของคุณยังไม่ได้รับการวางแผน บริการสำนักงานบัญชีครบวงจรสามารถช่วยประเมินว่าควรโอนเงินออกจากบริษัทในรูปแบบใด ระหว่างเงินเดือน เงินปันผล หรือค่าที่ปรึกษา เพื่อให้ใช้สิทธิ์ ThaiESG ได้เต็มประสิทธิภาพ
ขั้นตอนลงทุน ThaiESG อย่างถูกต้อง
การลงทุนใน ThaiESG มีขั้นตอนที่ต้องระวัง เพราะหากทำผิดเงื่อนไขจะสูญเสียสิทธิ์ลดหย่อนและอาจต้องชำระภาษีย้อนหลัง
- เลือกกองทุนที่จดทะเบียนถูกต้อง: กองทุนต้องเป็น "กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน" ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และผ่านเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC)
- แจ้งความประสงค์ใช้สิทธิ์: ต้องแจ้งต่อบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) ว่าต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี หากไม่แจ้งในปีที่ซื้อ จะต้องแจ้งในปีต่อไป และสิทธิ์จะนับจากปีที่แจ้ง
- ถือครองครบ 5 ปี: หน่วยลงทุนที่ซื้อตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันที่ซื้อแต่ละครั้ง หากขายก่อนครบกำหนด จะต้องคืนสิทธิ์ลดหย่อนทั้งหมดพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
- กรอกในแบบ ภ.ง.ด.90/91: ระบุจำนวนเงินลงทุน ThaiESG ในส่วนลดหย่อนกองทุนเพื่อความยั่งยืน (แยกจาก SSF/RMF) ในแบบฟอร์มภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี
- เก็บหลักฐาน: สำเนาใบยืนยันการซื้อ (หนังสือยืนยันจาก บลจ.) ต้องเก็บไว้เพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีและตรวจสอบย้อนหลัง
Thai ESGX คืออะไร และแตกต่างจาก ThaiESG อย่างไร
ในปี 2568 กระทรวงการคลังได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ชื่อ Thai ESGX ซึ่งเป็นกลไกพิเศษสำหรับผู้ที่เคยลงทุนในกองทุน LTF (Long-Term Equity Fund) อยู่แล้ว โดยอนุญาตให้โอนหน่วยลงทุน LTF ที่ถือครองอยู่เข้าสู่ Thai ESGX เพื่อรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม
เงื่อนไขของ Thai ESGX มีความซับซ้อนกว่า ThaiESG ปกติ เช่น มีข้อกำหนดว่าต้องโอน LTF ทั้งหมดก่อนจึงจะได้รับสิทธิ์เต็มจำนวน และมีข้อจำกัดเกี่ยวกับช่วงเวลาการโอน หากเจ้าของกิจการท่านใดมีพอร์ต LTF เดิมอยู่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจโอน เนื่องจากการขายหรือโอนหน่วยลงทุน LTF หลังวันที่ 12 มีนาคม 2568 อาจทำให้สูญเสียสิทธิ์ประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับเจ้าของกิจการที่ไม่มีพอร์ต LTF เดิม ThaiESG ปกติคือตัวเลือกที่ตรงไปตรงมาและเหมาะสมกว่า โดยไม่ต้องกังวลกับเงื่อนไขการโอนที่ซับซ้อน
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ThaiESG คืออะไร: วงเงินลดหย่อนภาษีปี 2567 เงื่อนไขลงทุน และเหมาะกับเจ้าของกิจการแบบไหน ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ThaiESG ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดเท่าไร และนับรวมกับ SSF/RMF หรือไม่
สำหรับหน่วยลงทุนที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ThaiESG ลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาทต่อปี โดยไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และที่สำคัญคือวงเงิน 300,000 บาทนี้ไม่ถูกนับรวมกับเพดาน 500,000 บาทของ SSF/RMF ดังนั้นผู้ที่ใช้สิทธิ์ SSF และ RMF เต็มเพดานแล้วยังสามารถใช้สิทธิ์ ThaiESG เพิ่มได้อีก
เจ้าของบริษัทที่รับเงินเดือนตัวเองสามารถใช้สิทธิ์ ThaiESG ได้ไหม
ได้ เพราะ ThaiESG เป็นสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เจ้าของบริษัทที่รับเงินเดือนจากบริษัทของตนเองถือว่ามีเงินได้ประเภทที่ 1 (มาตรา 40(1)) ซึ่งนำมายื่นแบบ ภ.ง.ด.91 และใช้สิทธิ์ลดหย่อน ThaiESG ได้เต็มที่ ยิ่งเงินเดือนสูงและฐานภาษีอยู่ในอัตราสูง ยิ่งได้ประโยชน์มาก อย่างไรก็ตาม ThaiESG ไม่สามารถนำไปหักจากภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทได้
ถ้าขาย ThaiESG ก่อนครบ 5 ปีจะเกิดอะไรขึ้น
หากขายหรือโอนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนดถือครอง 5 ปี ผู้ลงทุนจะต้องคืนสิทธิ์ลดหย่อนภาษีทั้งหมดที่เคยใช้ไปแล้ว พร้อมชำระภาษีที่ค้างจ่ายย้อนหลังและเบี้ยปรับ/เงินเพิ่มตามที่กรมสรรพากรกำหนด จึงควรมั่นใจว่าไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนนั้นในช่วง 5 ปีก่อนตัดสินใจลงทุน