SSF และ RMF เป็นสองกองทุนลดหย่อนภาษียอดนิยมที่เจ้าของกิจการไทยหลายคนใช้ประโยชน์ได้ แต่กติกาเปลี่ยนไปแล้วและมีรายละเอียดสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องก่อนตัดสินใจลงทุน

SSF และ RMF คืออะไร — ภาพรวมสำหรับเจ้าของกิจการ

กองทุน SSF (Super Savings Fund หรือ กองทุนรวมเพื่อการออม) และ RMF (Retirement Mutual Fund หรือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) เป็นกองทุนรวมที่กรมสรรพากรอนุญาตให้นำเงินลงทุนมาหักเป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) ได้ในปีที่ซื้อ ทั้งสองกองทุนมีเป้าหมายส่งเสริมการออมระยะยาว แต่มีเงื่อนไขและสถานะปัจจุบันที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

เจ้าของกิจการ SME ส่วนใหญ่มีรายได้ทั้งจากเงินเดือนที่รับจากบริษัทตัวเองและเงินปันผล การเข้าใจว่ารายได้แต่ละประเภทสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อน SSF/RMF ได้อย่างไรจะช่วยให้วางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ สิทธิลดหย่อน SSF และ RMF เป็นสิทธิของบุคคลธรรมดาเท่านั้น ไม่ใช่สิทธิของบริษัทหรือนิติบุคคล

SSF (กองทุนรวมเพื่อการออม) — สถานะปัจจุบันและสิ่งที่ต้องรู้

SSF ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2563 เพื่อทดแทน LTF (Long Term Equity Fund) ที่สิ้นอายุไป โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีแก่ผู้ซื้อหน่วยลงทุนในช่วงปี 2563–2567 อย่างไรก็ตาม สิทธิลดหย่อนภาษีของ SSF ภายใต้เงื่อนไขเดิมสิ้นสุดลงแล้วเมื่อสิ้นปี 2567 ผู้ลงทุนไม่สามารถซื้อ SSF เพื่อนำมาใช้ลดหย่อนภาษีปีภาษี 2568 เป็นต้นไปได้อีกต่อไป (ข้อมูล ณ ปี 2569)

สำหรับผู้ที่ถือหน่วยลงทุน SSF ที่ซื้อไว้ในช่วง 2563–2567 อยู่ ยังคงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการถือครองเดิม ได้แก่

  • ระยะเวลาถือครอง: ไม่น้อยกว่า 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ (นับแบบวันชนวัน)
  • ไม่มีเงื่อนไขซื้อต่อเนื่อง: SSF ไม่บังคับให้ซื้อทุกปี ต่างจาก RMF
  • วงเงินที่เคยลดหย่อนได้: สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี
  • หากขายก่อนครบกำหนด: ต้องคืนภาษีที่ได้รับสิทธิลดหย่อนไปทั้งหมด พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

หากภาครัฐมีมาตรการต่ออายุ SSF ในอนาคต จะต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาใหม่ ควรติดตามประกาศจากกรมสรรพากรโดยตรงก่อนตัดสินใจลงทุน

RMF (กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) — เงื่อนไขและวงเงินลดหย่อน

RMF ยังคงใช้งานได้และเป็นเครื่องมือวางแผนภาษีระยะยาวที่สำคัญสำหรับปีภาษี 2568–2569 โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้

  • วงเงินลดหย่อน: สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินในปีนั้น และไม่เกิน 500,000 บาท (ซึ่งเป็นเพดานรวมกับเงินออมเพื่อการเกษียณประเภทอื่น ดูหัวข้อถัดไป)
  • ระยะเวลาถือครอง: ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันที่ซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก
  • อายุขั้นต่ำในการขายคืน: ต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 55 ปีบริบูรณ์ จึงจะขายคืนได้โดยไม่ต้องคืนภาษีและไม่เสียภาษีจากกำไร
  • เงื่อนไขการซื้อต่อเนื่อง: ต้องซื้อทุกปี และจะหยุดซื้อได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน หากหยุดซื้อเกิน 1 ปี สิทธิลดหย่อนภาษีของปีก่อน ๆ ทั้งหมดอาจถูกเรียกคืน
  • ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อแต่ละครั้ง: แต่ควรซื้อให้ครบทุกปีเพื่อรักษาสิทธิ

เมื่อขายคืน RMF ตามเงื่อนไขครบถ้วน (ถือ 5 ปี + อายุ 55 ปี) กำไรที่ได้รับจากการขายคืนหน่วยลงทุน RMF ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้ RMF ต่างจากการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป

เพดานรวม 500,000 บาท — สิ่งที่เจ้าของกิจการมักเข้าใจผิด

นี่คือจุดสำคัญที่เจ้าของ SME จำนวนมากมองข้าม กรมสรรพากรกำหนดให้เงินออมเพื่อการเกษียณทุกประเภทรวมกันต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปีภาษี โดยรายการที่นับรวมในเพดานนี้ประกอบด้วย

  • เงินสะสมเข้า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund / PVD) ส่วนที่ลูกจ้างจ่าย
  • เงินลงทุนใน RMF
  • เงินลงทุนใน SSF (เฉพาะที่ซื้อในปีภาษีที่ยังมีสิทธิ คือ 2563–2567)
  • เงินสะสมเข้า กบข. (กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สำหรับข้าราชการ)
  • เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ
  • เงินสะสมเข้า กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

ตัวอย่าง: หากเจ้าของกิจการรับเงินเดือน 1,200,000 บาทต่อปี และบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยพนักงาน (คือตัวเจ้าของในฐานะกรรมการ/ลูกจ้าง) จ่ายสะสม 5% = 60,000 บาท ก็จะเหลือ "ช่องว่าง" สำหรับ RMF อีกเพียง 440,000 บาท ไม่ใช่ 500,000 บาทเต็ม ทั้งนี้ 30% ของ 1,200,000 = 360,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าเพดาน 500,000 บาท ดังนั้นในกรณีนี้ RMF ลดหย่อนได้จริงสูงสุดเพียง 300,000 บาท (360,000 - 60,000 PVD) หากคำนวณตามเพดานรวม

กฎนี้ไม่ใช้กับ Thai ESG ซึ่งมีเพดานแยกต่างหาก การวางแผนให้ถูกต้องจึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ วางแผนภาษี เพื่อคำนวณสัดส่วนที่เหมาะสมกับสถานการณ์รายได้จริงของท่าน

กลยุทธ์สำหรับเจ้าของ SME: ผสม RMF กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัท

เจ้าของ SME ที่รับบทบาทเป็นทั้ง "นายจ้าง" และ "ลูกจ้าง" ของบริษัทตัวเองมีทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) — ข้อได้เปรียบของนิติบุคคล

บริษัทที่จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับพนักงาน (รวมถึงกรรมการที่เป็นลูกจ้าง) ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสองชั้น ได้แก่

  • ฝั่งนิติบุคคล (บริษัท): เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุน PVD สามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายของบริษัทได้ ในอัตราไม่เกิน 15% ของเงินเดือนลูกจ้างแต่ละราย ทำให้ลดฐานกำไรสุทธิที่ต้องเสีย CIT
  • ฝั่งบุคคลธรรมดา (เจ้าของ/กรรมการในฐานะลูกจ้าง): เงินส่วนที่ตัวเองสะสมเข้ากองทุน PVD นำไปลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้ภายในเพดานรวม 500,000 บาท

การวางแผนร่วม PVD + RMF

หากบริษัทยังไม่ได้จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือมี PVD แต่เพดานยังไม่เต็ม การลงทุนใน RMF เพิ่มเติมเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้ในปีเดียวกัน แต่ต้องระวังว่ายอดรวมทั้งสองส่วนต้องไม่เกินเพดาน 500,000 บาท

สำหรับเจ้าของกิจการที่มีรายได้เป็นเงินปันผลจากบริษัทเป็นหลัก ต้องทราบว่าเงินปันผลซึ่งถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ไว้แล้ว และเจ้าของเลือกไม่นำมารวมคำนวณภาษีตอนสิ้นปี จะไม่นับเป็นฐานในการคำนวณ 30% สำหรับ RMF กล่าวคือ ฐานสำหรับคำนวณเพดาน RMF คือ "เงินได้พึงประเมิน" ที่นำมายื่น ภ.ง.ด.90/91 เท่านั้น

ทางเลือกเสริมหลังจาก SSF สิ้นสุด: Thai ESG

เมื่อ SSF หมดอายุ นักลงทุนที่ต้องการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนหุ้นในปีภาษี 2568 เป็นต้นไป สามารถพิจารณา กองทุน Thai ESG (Thai ESG Fund) ซึ่งมีเพดานลดหย่อนแยกออกจากกลุ่ม 500,000 บาท โดย Thai ESG ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี มีระยะเวลาถือครองขั้นต่ำ 8 ปีนับจากวันที่ซื้อ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขอาจมีการปรับเปลี่ยน ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนลงทุน

ภาษีที่เกี่ยวข้อง: RMF ลดภาษีชั้นใดได้บ้าง

เมื่อเข้าใจวงเงิน ขั้นตอนต่อไปคือประเมินว่าการลดหย่อนด้วย RMF จะ "ประหยัดภาษีจริง" เท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสุดท้าย (Marginal Tax Rate) ของท่าน ซึ่งใช้โครงสร้างอัตราก้าวหน้า ดังนี้

  • เงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาท: ยกเว้นภาษี
  • 150,001 – 300,000 บาท: 5%
  • 300,001 – 500,000 บาท: 10%
  • 500,001 – 750,000 บาท: 15%
  • 750,001 – 1,000,000 บาท: 20%
  • 1,000,001 – 2,000,000 บาท: 25%
  • 2,000,001 – 5,000,000 บาท: 30%
  • เกิน 5,000,000 บาท: 35%

ตัวอย่าง: หากเงินได้สุทธิของท่านอยู่ในช่วงที่ถูกเก็บภาษีอัตรา 30% และท่านลงทุนใน RMF จำนวน 100,000 บาท ท่านประหยัดภาษีได้ถึง 30,000 บาทในปีนั้น ขณะเดียวกันเงินที่ลงทุนใน RMF ยังได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุน ทำให้ ROI โดยรวมสูงกว่าการนำเงินไปซื้อกองทุนทั่วไป

การวางแผนภาษีบุคคลธรรมดาของเจ้าของกิจการควรทำควบคู่กับการวางแผน CIT ของบริษัท เพื่อให้ภาระภาษีรวมทั้งสองชั้นต่ำที่สุด สำนักงานบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษีสามารถช่วยคำนวณและวางแผนได้อย่างครบถ้วน ดูเพิ่มเติมได้ที่บริการ ที่ปรึกษาภาษี ของเรา

สรุปข้อควรระวัง และขั้นตอนต่อไปสำหรับเจ้าของ SME

ก่อนตัดสินใจลงทุนใน RMF หรือจัดตั้ง PVD ควรตรวจสอบและวางแผนตามขั้นตอนต่อไปนี้

  • ตรวจสอบเงินได้พึงประเมินจริงของปีนั้น — คำนวณ 30% ก่อน แล้วเปรียบเทียบกับเพดาน 500,000 บาท เพื่อหายอดที่ลดหย่อนได้จริง
  • รวมยอด PVD ที่สะสมไปแล้ว — อย่าลืมนำเงินสะสม PVD ส่วนของลูกจ้างมาหักออกจากเพดานก่อนคำนวณ RMF
  • อย่าหยุดซื้อ RMF เกิน 1 ปี — มิฉะนั้นสิทธิลดหย่อนย้อนหลังทั้งหมดอาจถูกเรียกคืน
  • วางแผนให้สอดคล้องกับอายุ — หากอายุยังห่างจาก 55 ปีมาก เงินจะถูกล็อคไว้นาน ควรพิจารณากระแสเงินสดด้วย
  • SSF ที่ซื้อไว้แล้ว: รักษาระยะเวลาถือครอง 10 ปีให้ครบ อย่าขายคืนก่อนกำหนดเพราะต้องคืนภาษีพร้อมดอกเบี้ยเพิ่ม
  • ตรวจสอบสถานะ SSF ใหม่: หากรัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาต่ออายุ SSF ในอนาคต ให้ตรวจสอบเงื่อนไขใหม่กับกรมสรรพากรโดยตรง

สำหรับบริษัทที่ยังไม่ได้จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและต้องการประเมินความเหมาะสม หรือกำลังพิจารณาปรับโครงสร้างค่าตอบแทนกรรมการเพื่อประโยชน์ด้านภาษีทั้งสองชั้น สามารถขอคำปรึกษาจากทีมงาน สำนักงานบัญชี ของเราได้ทันที

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง SSF และ RMF คืออะไร: สรุปเงื่อนไขลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่เจ้าของกิจการต้องรู้ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

RMF ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดเท่าไหร่ต่อปี และนับรวมกับอะไรบ้าง?

RMF ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท โดยเพดาน 500,000 บาทนี้เป็นยอดรวมร่วมกับเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD ส่วนลูกจ้าง), กบข., เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ และ กอช. ทุกรายการ ดังนั้นหากมี PVD อยู่แล้ว ช่องว่างสำหรับ RMF จะน้อยลงตามยอดที่สะสมไปแล้ว ควรคำนวณยอดรวมก่อนซื้อ RMF ทุกครั้ง

ซื้อ SSF ได้อีกไหมในปี 2568-2569?

ไม่ได้แล้ว สิทธิลดหย่อนภาษีของ SSF สิ้นสุดลงเมื่อสิ้นปี 2567 และปัจจุบัน (ปี 2569) ยังไม่มีการต่ออายุโครงการ SSF ออกมา ผู้ที่ถือหน่วย SSF อยู่ต้องรักษาระยะถือครอง 10 ปีไว้ให้ครบตามเงื่อนไขเดิม มิฉะนั้นต้องคืนภาษีพร้อมเบี้ยปรับ สำหรับผู้ต้องการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีในปีนี้ ทางเลือกที่ยังเปิดอยู่คือ RMF และ Thai ESG

เจ้าของกิจการ SME ที่รับเงินปันผลเป็นหลัก ใช้ RMF ลดหย่อนได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับว่าท่านเลือกนำเงินปันผลนั้นมารวมคำนวณภาษีในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือไม่ หากเงินปันผลถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% และท่านเลือกไม่นำมารวมคำนวณ เงินปันผลนั้นจะไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินสำหรับคำนวณเพดาน 30% ของ RMF ทำให้ฐานที่ใช้คำนวณลดลง แต่หากท่านมีรายได้จากเงินเดือนที่รับจากบริษัทด้วย ส่วนนั้นนับได้ปกติ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางแผนสัดส่วนรายได้ที่เหมาะสม