Smart Visa เป็นวีซ่าพิเศษของ BOI ที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ผู้บริหาร และผู้ประกอบการสตาร์ทอัพชาวต่างชาติทำงานในไทยได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจนำทีมต่างชาติเข้ามาในกิจการ

Smart Visa คืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญสำหรับธุรกิจไทย

Smart Visa เป็นวีซ่าระยะยาวที่ออกแบบโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูงจากต่างประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 ประเภทของประเทศ ต่างจากวีซ่าทำงาน (Non-B) ทั่วไปตรงที่ผู้ถือ Smart Visa ไม่ต้องขอ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) แยกต่างหาก และยังได้รับสิทธิพักอาศัยต่อเนื่องสูงสุด 4 ปี พร้อมรายงานตัวกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพียงปีละครั้ง (จากเดิม 90 วันครั้ง)

สำหรับเจ้าของกิจการ SME ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี สุขภาพ หรือดิจิทัล Smart Visa เป็นเครื่องมือสำคัญในการนำ ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เข้ามาร่วมทีมได้เร็วขึ้น ลดขั้นตอนราชการ และส่งสัญญาณความน่าเชื่อถือให้กับพาร์ทเนอร์และนักลงทุน อย่างไรก็ดี กิจการที่ต้องการสนับสนุน Smart Visa ให้กับพนักงานหรือผู้บริหารต่างชาติจะต้องผ่านการรับรองหรือส่งเสริมจากหน่วยงาน BOI หรือเครือข่าย Strategic Talent Center (STC) ก่อน

อุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 ประเภทที่ BOI รับรอง

Smart Visa ใช้ได้เฉพาะในธุรกิจที่อยู่ใน อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ BOI กำหนด ซึ่งปัจจุบันครอบคลุม 12 สาขาหลัก ดังนี้

  • ยานยนต์แห่งอนาคต (Next-Generation Automotive)
  • อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics)
  • การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ (Medical Tourism & Wellness)
  • เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture & Biotechnology)
  • การแปรรูปอาหาร (Food for the Future)
  • หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robotics & Automation)
  • การบินและโลจิสติกส์ (Aviation & Logistics)
  • เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels & Biochemicals)
  • ดิจิทัล (Digital)
  • การแพทย์ครบวงจร (Medical Hub)
  • การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Education & HR Development)
  • อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense)

หากธุรกิจของท่านอยู่นอกอุตสาหกรรมเหล่านี้ ผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญต่างชาติจะไม่สามารถขอ Smart Visa ได้ และต้องใช้เส้นทาง Non-B + Work Permit ตามปกติ หรือพิจารณา LTR Visa (Long-Term Resident) ซึ่งเป็นอีกโปรแกรมหนึ่งของ BOI ที่มีเงื่อนไขต่างออกไป

Smart Visa 4 ประเภท: เกณฑ์และเงื่อนไขเงินเดือนขั้นต่ำ

โปรแกรม Smart Visa แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก (ไม่นับ Smart O สำหรับผู้ติดตาม) แต่ละประเภทมีเกณฑ์คุณสมบัติแตกต่างกันชัดเจน

Smart T — ผู้มีทักษะสูง (Talent)

สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่

  • รายได้ขั้นต่ำ 100,000 บาท/เดือน (หรือ 50,000 บาท/เดือน สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานกับสตาร์ทอัพที่ได้รับการรับรอง หรือผู้เชี่ยวชาญอาวุโสที่เกษียณแล้วและมีหน่วยงานรับรอง)
  • มีสัญญาจ้างกับนิติบุคคลไทยที่ได้รับการรับรองจาก BOI/NIA/DEPA หรือหน่วยงานในเครือ STC โดยสัญญาต้องเหลืออายุไม่น้อยกว่า 1 ปี
  • ได้รับการรับรองความเชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • มีประกันสุขภาพคลุมตลอดระยะเวลาพักอาศัย

ระยะเวลาวีซ่า: สูงสุด 4 ปี ต่ออายุได้ (2 ปีสำหรับผู้ทำงานกับสตาร์ทอัพ) แต่ไม่เกินระยะเวลาสัญญาจ้าง

Smart I — นักลงทุน (Investor)

สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่นำเงินเข้ามาลงทุนจริงในธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

  • เงินลงทุนขั้นต่ำ 20 ล้านบาท ในธุรกิจที่ BOI รับรอง
  • การลงทุนต้องเป็นในรูปแบบที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์หรือกองทุนทั่วไป
  • มีประกันสุขภาพคลุมตลอดระยะเวลาพักอาศัย

ระยะเวลาวีซ่า: สูงสุด 4 ปี ต่ออายุได้ตราบเท่าที่ยังคงมีเงินลงทุนตามเกณฑ์

Smart E — ผู้บริหารระดับสูง (Executive)

สำหรับผู้บริหารระดับสูง (C-Level, กรรมการ หรือเทียบเท่า) ในบริษัทที่ BOI รับรอง

  • รายได้ขั้นต่ำ 200,000 บาท/เดือน
  • มีประสบการณ์ทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 10 ปี
  • ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมหรือรับรองจาก BOI
  • มีประกันสุขภาพคลุมตลอดระยะเวลาพักอาศัย

ระยะเวลาวีซ่า: สูงสุด 4 ปี ต่ออายุได้ตราบเท่าที่ยังดำรงตำแหน่งและรายได้ตามเกณฑ์

Smart S — ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ (Startup)

สำหรับผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพที่ต้องการทดสอบและพัฒนาโมเดลธุรกิจในประเทศไทย

  • ต้องได้รับการรับรองหรืออยู่ในโปรแกรม Incubator/Accelerator ที่ BOI หรือหน่วยงานพาร์ทเนอร์รับรอง
  • เงินฝากในบัญชีธนาคารไทยขั้นต่ำ 600,000 บาท และต้องดำรงยอดนี้ไว้ไม่น้อยกว่า 3 เดือนก่อนสมัคร
  • มีประกันสุขภาพคลุมตลอดระยะเวลาพักอาศัย

ระยะเวลาวีซ่า: 1 ปี ต่ออายุได้ภายใต้เงื่อนไขความคืบหน้าของธุรกิจ ซึ่งสั้นกว่าประเภทอื่น

สิทธิประโยชน์ทั่วไปของ Smart Visa ทุกประเภท

ไม่ว่าจะเป็นประเภทใด ผู้ถือ Smart Visa จะได้รับสิทธิประโยชน์ร่วมกัน ดังนี้

  • ไม่ต้องขอ Work Permit แยกต่างหากสำหรับงานที่ทำในบริษัทที่ได้รับการรับรอง
  • รายงานตัวกับ ตม. ปีละ 1 ครั้ง แทนที่จะเป็น 90 วันครั้ง ลดภาระเอกสารและเวลาที่ต้องเสียไปกับขั้นตอนราชการ
  • ไม่ต้องขอ Re-entry Permit สำหรับการเดินทางออกนอกประเทศ
  • คู่สมรสและบุตร ได้รับ Smart O (วีซ่าผู้ติดตาม) มีสิทธิพักอาศัยในระยะเวลาเดียวกัน และคู่สมรสมีสิทธิทำงานได้โดยไม่ต้องมี Work Permit
  • บริการ Fast Track ณ ท่าอากาศยานนานาชาติที่เข้าร่วมโครงการ

สำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องการจดทะเบียนบริษัทหรือปรับโครงสร้างเพื่อรองรับ Smart Visa ทีมงานของเราพร้อมช่วยวางแผนตั้งแต่ต้น ดูรายละเอียดได้ที่ บริการจดทะเบียนบริษัท

ภาษีเงินได้สำหรับผู้ถือ Smart Visa: อัตราพิเศษ 17% และหลักเกณฑ์ที่ต้องรู้

ประเด็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ถือ Smart Visa เป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการและฝ่าย HR มักเข้าใจคลาดเคลื่อน จึงขอแยกอธิบายให้ชัดเจน (ข้อมูล ณ ปี 2569)

Smart T (Talent) ที่ทำงานในบริษัท BOI: อัตราภาษีเงินได้ 17% แบบอัตราคงที่

ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติระดับสูง (Smart T) ที่ทำงานในบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย มีสิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 17% แบบอัตราคงที่ (Flat Rate) แทนการคำนวณตามอัตราก้าวหน้าปกติ (5%-35%) นี่เป็นสิทธิประโยชน์ที่มีมูลค่าสูงมากสำหรับผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไป เนื่องจากอัตราสูงสุดตามปกติสามารถสูงถึง 35%

ข้อควรระวัง: อัตรา 17% นี้ผูกกับเงื่อนไขการทำงานในบริษัทที่ BOI ส่งเสริม และมีรายละเอียดปลีกย่อยในทางปฏิบัติที่ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือที่ปรึกษาภาษีที่เชี่ยวชาญ BOI โดยตรง เนื่องจากเงื่อนไขอาจปรับเปลี่ยนได้

Smart I, E, S: หลักการคำนวณภาษีเงินได้ตามปกติ

สำหรับผู้ถือ Smart Visa ประเภท I (นักลงทุน), E (ผู้บริหาร), และ S (สตาร์ทอัพ) โดยทั่วไปจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้าปกติ เว้นแต่ตำแหน่งของตนเข้าเงื่อนไขเฉพาะที่ BOI กำหนดสำหรับอัตรา 17% ซึ่งพิจารณาจากลักษณะงานและการรับรองจาก BOI เป็นรายกรณี

รายได้จากต่างประเทศ: กฎ 180 วันและข้อพิจารณาสำคัญ

ผู้ถือ Smart Visa ที่พักอาศัยในไทยเกิน 180 วันในปีภาษีใดๆ มีสถานะเป็น ผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Tax Resident) ในไทย รายได้จากต่างประเทศที่นำเข้ามาในประเทศไทยในปีเดียวกันกับที่ได้รับอาจต้องเสียภาษีเงินได้ในไทยด้วย (กฎการนำเงินเข้า) ทั้งนี้ Smart Visa ไม่ได้ให้การยกเว้นภาษีสำหรับรายได้จากต่างประเทศโดยอัตโนมัติ (ต่างจาก LTR Visa ที่มีสิทธิประโยชน์เฉพาะในเรื่องนี้)

หากผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญต่างชาติของท่านมีรายได้จากหลายแหล่ง ทั้งในและนอกประเทศ ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีเพื่อวางแผนโครงสร้างให้ถูกต้อง ดูบริการวางแผนภาษีและที่ปรึกษาภาษีของเราได้เลย

ภาระภาษีของบริษัทที่สนับสนุน Smart Visa

บริษัทในฐานะนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) จากเงินเดือนของผู้ถือ Smart Visa และนำส่งกรมสรรพากรตามแบบ ภ.ง.ด.1 รายเดือน เช่นเดียวกับพนักงานทั่วไป โดยคำนวณจากรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่ผู้มีเงินได้แจ้งไว้ หากผู้ถือวีซ่าใช้สิทธิอัตรา 17% บริษัทต้องใช้อัตรานั้นในการคำนวณ ภ.ง.ด.1 ให้ถูกต้องด้วย

Smart Visa กับ LTR Visa: ต่างกันอย่างไร และควรเลือกอะไร

ผู้ประกอบการหลายท่านสับสนระหว่าง Smart Visa กับ LTR Visa (Long-Term Resident Visa) ซึ่งเป็นอีกโปรแกรมหนึ่งของ BOI ตารางเปรียบเทียบเบื้องต้นมีดังนี้

  • Smart Visa: เน้นผู้ที่ทำงานหรือลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายเฉพาะ 12 สาขา เหมาะกับผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี ผู้บริหาร และสตาร์ทอัพที่มีสัญญาจ้างหรือแผนธุรกิจชัดเจน อายุวีซ่าสูงสุด 4 ปี
  • LTR Visa: เน้นกลุ่มคนมั่งคั่ง ผู้เกษียณอายุ ผู้ทำงานจากระยะไกล (Digital Nomad) และผู้เชี่ยวชาญระดับสูง ข้อกำหนดเน้นมูลค่าทรัพย์สินหรือรายได้พาสซีฟมากกว่า มีสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีสำหรับรายได้จากต่างประเทศโดยเฉพาะ อายุวีซ่า 10 ปี

กล่าวโดยสรุป: ถ้าต้องการนำ ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหารต่างชาติมาทำงานในบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย Smart Visa เหมาะกว่า แต่ถ้าเป็น นักลงทุนต่างชาติที่มีทรัพย์สินมาก หรือต้องการประโยชน์ยกเว้นภาษีรายได้ต่างประเทศโดยเฉพาะ ควรพิจารณา LTR Visa แทน

ขั้นตอนที่บริษัทต้องเตรียมก่อนสนับสนุน Smart Visa ให้พนักงาน

การที่บริษัทจะสนับสนุน Smart Visa ให้กับพนักงานหรือผู้บริหารต่างชาติได้นั้น ตัวบริษัทเองต้องผ่านเกณฑ์และเตรียมเอกสารหลายอย่าง

  • ขอการรับรองจาก BOI หรือหน่วยงานพาร์ทเนอร์: บริษัทต้องได้รับการส่งเสริมจาก BOI หรือได้รับการรับรองจากหน่วยงานในเครือ STC เช่น NIA (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ), DEPA (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล) หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนั้นๆ
  • เตรียมสัญญาจ้างที่ถูกต้อง: ระบุตำแหน่ง หน้าที่ เงินเดือน และระยะเวลาสัญญาให้ชัดเจน โดยต้องเหลืออายุสัญญาไม่น้อยกว่า 1 ปีนับจากวันสมัคร (สำหรับ Smart T)
  • ตรวจสอบเรื่องประกันสุขภาพ: ผู้สมัครต้องมีประกันสุขภาพที่คลุมการรักษาพยาบาลในไทยตลอดระยะเวลาที่พักอาศัย ซึ่งบางบริษัทจัดให้ผ่านสวัสดิการพนักงาน
  • จัดทำบัญชีและเอกสารการเงินให้พร้อม: หน่วยงานที่รับรองอาจขอดูงบการเงินของบริษัทเพื่อยืนยันสถานะทางการเงิน ดังนั้นการมีบัญชีที่เป็นระบบและทันสมัยจึงสำคัญมาก บริการรับทำบัญชีรายเดือนของเราช่วยให้เอกสารทางการเงินพร้อมตรวจสอบได้ตลอดเวลา
  • ยื่นคำขอผ่านระบบ BOI One Start One Stop (OSOS): ทั้งบริษัทและผู้สมัครต้องยื่นเอกสารผ่านระบบออนไลน์ของ BOI พร้อมเอกสารรับรองความเชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุสำคัญ: เกณฑ์และขั้นตอน Smart Visa อาจมีการปรับปรุงได้เป็นระยะ ควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดกับ BOI ที่ smart-visa.boi.go.th โดยตรงหรือผ่านที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ก่อนเริ่มดำเนินการ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง Smart Visa คืออะไร: เกณฑ์คุณสมบัติ สิทธิประโยชน์ภาษี และธุรกิจประเภทใดได้รับ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Smart Visa ต่างจาก Work Permit ปกติอย่างไร และประหยัดกว่าจริงไหม?

Smart Visa ไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) แยกต่างหาก ซึ่งช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการต่อใบอนุญาตรายปี รวมถึงลดภาระเอกสารที่บริษัทต้องจัดเตรียมให้กรมการจัดหางาน อย่างไรก็ดี ข้อกำหนดด้านเงินเดือนขั้นต่ำ (เช่น 100,000-200,000 บาท/เดือน) และการที่บริษัทต้องได้รับการรับรองจาก BOI ถือเป็นเงื่อนไขที่ค่อนข้างเข้มงวด จึงไม่ใช่ทุกกิจการที่จะใช้เส้นทางนี้ได้ ควรประเมินต้นทุนรวมและความพร้อมของบริษัทก่อนตัดสินใจ

ผู้บริหารต่างชาติที่ถือ Smart Visa E เสียภาษีเงินได้ในไทยอย่างไร?

ผู้บริหาร Smart E โดยทั่วไปจะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้าปกติตั้งแต่ 5% ถึง 35% ตามรายได้สุทธิ เว้นแต่ตำแหน่งและลักษณะงานเข้าเงื่อนไขอัตรา 17% แบบคงที่ที่ BOI กำหนดเป็นรายกรณี บริษัทในฐานะนายจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.1 และนำส่งกรมสรรพากรทุกเดือน หากไม่แน่ใจว่าผู้บริหารคนนั้นมีสิทธิใช้อัตรา 17% หรือไม่ ควรขอความเห็นจากที่ปรึกษาภาษีหรือสอบถาม BOI โดยตรง

บริษัท SME ที่ยังไม่มีบัตรส่งเสริม BOI จะสนับสนุน Smart Visa ให้พนักงานต่างชาติได้ไหม?

บริษัทที่ไม่มีบัตรส่งเสริม BOI อาจยังสนับสนุน Smart Visa ได้ หากได้รับการรับรองจากหน่วยงานพาร์ทเนอร์ในเครือ STC เช่น NIA, DEPA หรือสถาบันอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง ขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรมและลักษณะงาน อย่างไรก็ตาม กิจการที่อยู่นอกอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 สาขาของ BOI จะไม่สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้ไม่ว่าในกรณีใด ขั้นตอนแรกคือตรวจสอบกับ BOI ว่าธุรกิจของท่านเข้าเกณฑ์อุตสาหกรรมเป้าหมายหรือไม่