ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่ถือ LTR Visa ประเภท Highly-Skilled Professional อาจเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 17% แบบ Flat Rate แทนที่จะต้องใช้อัตราก้าวหน้าสูงสุดถึง 35% ตามระบบปกติ

LTR Visa คืออะไร และมีกี่ประเภท

LTR Visa หรือ Long-Term Resident Visa เป็นวีซ่าพำนักระยะยาว 10 ปี ที่รัฐบาลไทยออกแบบมาเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติคุณภาพสูงให้เข้ามาอาศัยและทำงานในประเทศไทย โดยบริหารจัดการผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ณ ltr.boi.go.th

LTR Visa แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

  • Wealthy Global Citizens — ผู้มีความมั่งคั่งสูง ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับรายได้จากต่างประเทศที่นำเข้าไทย
  • Wealthy Pensioners — ผู้เกษียณอายุที่มีรายได้สูง ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับรายได้จากต่างประเทศที่นำเข้าไทย
  • Work-from-Thailand Professionals — ผู้ทำงานทางไกลให้นายจ้างต่างประเทศ ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับรายได้จากต่างประเทศ
  • Highly-Skilled Professionals — ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้รับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบ Flat Rate 17% สำหรับรายได้จากการทำงานในไทย

บทความนี้เน้นที่ประเภทที่ 4 คือ Highly-Skilled Professionals ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่ทำงานให้บริษัทในไทยมักให้ความสนใจมากที่สุด เนื่องจากสิทธิ 17% ช่วยลดภาระภาษีได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับอัตราก้าวหน้าปกติที่สูงสุดถึง 35%

เงื่อนไขหลักสำหรับสิทธิ Flat Rate 17%

การจะใช้สิทธิภาษี 17% ได้นั้น ต้องผ่านเงื่อนไขทั้งในระดับตัวผู้สมัครและในระดับนายจ้างควบคู่กัน หากขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง สิทธิในปีภาษีนั้นจะหมดทันที

เงื่อนไขด้านรายได้และคุณสมบัติผู้สมัคร

  • มีรายได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ย้อนหลัง 2 ปีก่อนสมัคร (หรือเป็นไปตามเกณฑ์ที่ BOI กำหนดสำหรับผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในสาขาเฉพาะ)
  • ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเป้าหมายของ BOI โดยสามารถพิสูจน์ได้ด้วยวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน หรือใบรับรองวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
  • รายได้ที่จะได้รับสิทธิ 17% ต้องเป็น รายได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร คือรายได้จากการจ้างแรงงาน (เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ฯลฯ) เท่านั้น

เงื่อนไขด้านนายจ้าง

  • นายจ้างต้องเป็นบริษัทหรือหน่วยงานที่ดำเนินธุรกิจใน อุตสาหกรรมเป้าหมายของ BOI หรือเป็นสถาบันอุดมศึกษา ศูนย์วิจัย หรือสถาบันฝึกอบรมเฉพาะทางที่ได้รับการรับรอง
  • นายจ้างต้องยื่นเรื่องขอรับรองและ ได้รับการรับรองจาก BOI ก่อน จึงจะสามารถใช้อัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 17% ได้
  • นายจ้างต้องทำข้อตกลงกับลูกจ้างในเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรานี้ และต้องยื่นข้อมูลพนักงานต่อกรมสรรพากรตามแบบที่กำหนด

อุตสาหกรรมเป้าหมายของ BOI

BOI กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายไว้ 14 กลุ่มหลัก บวกกลุ่มพิเศษอีก 1 กลุ่ม ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้าน AI วิจัยและพัฒนา และการจัดการสิ่งแวดล้อม ควรตรวจสอบรายการอุตสาหกรรมล่าสุดกับ BOI โดยตรง เนื่องจากรายการนี้มีการปรับปรุงเป็นระยะ

สิทธิ 17% มีฐานทางกฎหมายอยู่ที่ พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 743 ออกตามความในประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดกรอบสิทธิประโยชน์นี้ไว้อย่างชัดเจน (ข้อมูล ณ ปี 2569)

การเปรียบเทียบภาษี: 17% เทียบกับอัตราก้าวหน้าปกติ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองเปรียบเทียบภาระภาษีของผู้บริหารต่างชาติที่มีรายได้จากการจ้างงานในไทย 5,000,000 บาทต่อปี

  • ระบบปกติ (อัตราก้าวหน้า): หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนพื้นฐาน เงินได้สุทธิที่อยู่ในช่วงสูงสุดจะถูกเก็บภาษีที่อัตรา 30-35% ทำให้ภาระภาษีรวมสูงมาก
  • ระบบ LTR Visa (17% Flat Rate): คำนวณภาษีจากรายได้จากการจ้างงานทั้งก้อนในอัตรา 17% คงที่ ไม่ว่าระดับรายได้จะสูงเพียงใด อัตราก็ไม่เพิ่มขึ้น

ข้อสังเกตสำคัญ: สิทธิ 17% ใช้ได้กับ รายได้จากการจ้างงานในไทย เท่านั้น รายได้ประเภทอื่น เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย หรือรายได้จากการลงทุน ยังคงต้องเสียภาษีตามระบบปกติ ไม่ได้รับสิทธิ Flat Rate นี้

หากท่านต้องการประเมินว่าตนเองจะประหยัดภาษีได้เท่าใดเมื่อเทียบกับระบบปกติ ทีมงาน วางแผนภาษีของ A Plus Me พร้อมคำนวณและให้คำปรึกษาเฉพาะกรณีของท่าน

ขั้นตอนการยื่นภาษีด้วยแบบ ภ.ง.ด.95

ผู้ถือ LTR Visa ประเภท Highly-Skilled Professional ที่ใช้สิทธิ 17% ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.95 (P.N.D.95) ซึ่งเป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับสิทธิลดหย่อนพิเศษ แตกต่างจากแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ที่คนทั่วไปใช้

ขั้นตอนโดยสรุป

  • ขั้นที่ 1 — BOI รับรองนายจ้าง: นายจ้างยื่นขอให้ BOI รับรองว่าบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และแจ้งรายชื่อพนักงานที่จะใช้สิทธิ
  • ขั้นที่ 2 — ทำข้อตกลงหักภาษี: นายจ้างและลูกจ้างทำข้อตกลงร่วมกันให้หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 17%
  • ขั้นที่ 3 — หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือน: นายจ้างหักภาษีจากเงินเดือนในอัตรา 17% และนำส่งกรมสรรพากรตามกำหนด
  • ขั้นที่ 4 — ยื่น ภ.ง.ด.95 ประจำปี: ลูกจ้างยื่นแบบ ภ.ง.ด.95 ภายในกำหนด (โดยทั่วไปภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป หรือภายในเมษายนสำหรับการยื่นออนไลน์) แสดงรายได้จากการจ้างงานที่ถูกหักภาษีที่ 17%
  • ขั้นที่ 5 — ไม่ขอคืนภาษี: หากไม่ขอเครดิตหรือขอคืนภาษีที่ถูกหักไว้ รายได้นี้จะได้รับการยกเว้นจากการรวมคำนวณภาษีตามระบบปกติ ทำให้ภาระภาษีสุดท้ายอยู่ที่ 17% เท่านั้น

จุดที่พลาดกันบ่อย: หากในปีใดพนักงานหรือนายจ้างไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น นายจ้างยังไม่ได้รับการรับรองจาก BOI หรือไม่มีการทำข้อตกลงเรื่องการหักภาษีไว้ล่วงหน้า สิทธิ 17% สำหรับปีภาษีนั้นทั้งปีจะสูญเสียไปทันที และรายได้จะต้องนำไปคำนวณตามอัตราก้าวหน้าปกติแทน

ด้วยความซับซ้อนของกระบวนการนี้ การมีสำนักงานบัญชีที่เชี่ยวชาญคอยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนแรกจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทีม สำนักงานบัญชี A Plus Me มีประสบการณ์ดูแลภาษีสำหรับผู้บริหารชาวต่างชาติโดยเฉพาะ

สิทธิประโยชน์อื่น ๆ ของ LTR Visa ที่เกี่ยวข้องกับภาษี

นอกจากอัตราภาษี 17% แล้ว LTR Visa ยังมาพร้อมสิทธิประโยชน์อื่นที่ช่วยลดภาระทางการเงินและการบริหาร ซึ่งผู้บริหารต่างชาติควรทราบ

การยกเว้นภาษีสำหรับรายได้จากต่างประเทศ (3 ประเภทแรก)

สำหรับ LTR Visa ประเภท Wealthy Global Citizens, Wealthy Pensioners และ Work-from-Thailand Professionals นั้น รายได้ที่มาจากนอกประเทศไทย (เช่น เงินเดือนจากบริษัทต่างประเทศ รายได้จากการลงทุนในต่างประเทศ) ที่นำเข้ามาในประเทศไทยจะได้รับ การยกเว้นภาษีเงินได้ ซึ่งแตกต่างจากหลักเกณฑ์ทั่วไปของผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทยที่ต้องนำรายได้ต่างประเทศที่นำเข้ามาในปีเดียวกับที่ได้รับมายื่นเสียภาษีด้วย

อย่างไรก็ตาม สิทธินี้ใช้ไม่ได้กับ Highly-Skilled Professionals ซึ่งได้รับสิทธิ 17% แทน ดังนั้นการเลือกประเภท LTR Visa ที่เหมาะสมกับโครงสร้างรายได้ของตนเองจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)

LTR Visa ประเภท Highly-Skilled Professional ออกแบบมาให้รองรับการทำงานในไทยอย่างถูกกฎหมาย โดยกระบวนการขอใบอนุญาตทำงานผูกโยงกับระบบ BOI ซึ่งมีขั้นตอนที่ง่ายและรวดเร็วกว่าช่องทางปกติ ผู้ถือวีซ่าสามารถทำงานได้กับนายจ้างที่ได้รับการรับรองจาก BOI เท่านั้น

ข้อควรระวัง: รายได้ประเภทอื่นในไทย

สิทธิ 17% ครอบคลุมเฉพาะรายได้ตามมาตรา 40(1) จากการจ้างแรงงานเท่านั้น หากท่านมีรายได้ประเภทอื่นในไทย เช่น รายได้จากธุรกิจส่วนตัว (มาตรา 40(8)) เงินปันผล (มาตรา 40(4)) หรือค่าเช่า รายได้เหล่านั้นต้องยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90 ตามระบบปกติ และไม่ได้รับสิทธิ Flat Rate นี้

ข้อควรพิจารณาก่อนสมัคร LTR Visa

LTR Visa เป็นเครื่องมือวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ก็มาพร้อมกับเงื่อนไขที่ต้องรักษาตลอดอายุวีซ่า ซึ่งผู้สมัครควรพิจารณาให้รอบคอบ

  • ความต่อเนื่องของนายจ้าง: หากเปลี่ยนนายจ้างไปยังบริษัทที่ไม่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือนายจ้างสูญเสียการรับรองจาก BOI สิทธิ 17% จะหมดทันที และต้องดำเนินการขอสิทธิใหม่
  • การปฏิบัติตามกฎระเบียบทุกปี: สิทธิ 17% ไม่ใช่สิทธิตลอดชีพ — ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกปีภาษี หากปีใดไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ปีนั้นจะสูญเสียสิทธิ
  • ภาษีในประเทศต้นทาง: อัตราภาษี 17% เป็นภาษีของไทย แต่ประเทศต้นทางของท่านอาจยังมีสิทธิเรียกเก็บภาษีจากรายได้ทั่วโลกของท่านด้วย ควรตรวจสอบอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement) ระหว่างไทยกับประเทศบ้านเกิดของท่านก่อนตัดสินใจ
  • การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย: กฎระเบียบ LTR Visa และสิทธิภาษีที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการเสนอปรับเงื่อนไขหลายรายการในปี 2568 ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ ควรติดตามประกาศจาก BOI และกรมสรรพากรอย่างสม่ำเสมอ
  • ต้นทุนการยื่นขอ: การสมัคร LTR Visa มีค่าธรรมเนียมและต้องเตรียมเอกสารจำนวนมาก การวางแผนล่วงหน้าและใช้ผู้ช่วยที่เชี่ยวชาญจะช่วยลดเวลาและความผิดพลาดได้มาก

หากท่านกำลังพิจารณาโครงสร้างการจ้างงานและภาษีสำหรับผู้บริหารต่างชาติในบริษัทของท่าน บริการ ที่ปรึกษาภาษี ของเราสามารถช่วยประเมินความเหมาะสมและออกแบบโครงสร้างที่ถูกต้องตามกฎหมายให้ท่านได้

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง LTR Visa และสิทธิภาษี 17% สำหรับผู้บริหารต่างชาติรายได้สูง: เงื่อนไขและวิธียื่นภาษีเงินได้ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

LTR Visa ภาษี 17% ต่างจากภาษีปกติอย่างไร และใครได้สิทธินี้บ้าง

ภาษีปกติของไทยใช้ระบบอัตราก้าวหน้าตั้งแต่ 5% ถึง 35% ขึ้นอยู่กับระดับเงินได้สุทธิ แต่ผู้ถือ LTR Visa ประเภท Highly-Skilled Professional ที่ทำงานให้บริษัทในอุตสาหกรรมเป้าหมายของ BOI จะเสียภาษีรายได้จากการจ้างงานในไทยในอัตราคงที่ 17% ไม่ว่ารายได้จะสูงเพียงใด สิทธินี้ใช้ได้เฉพาะรายได้จากการจ้างแรงงาน (มาตรา 40(1)) เท่านั้น และต้องผ่านกระบวนการรับรองจาก BOI ก่อน

ยื่นภาษีแบบไหนถ้าถือ LTR Visa ประเภท Highly-Skilled Professional

ผู้ถือ LTR Visa ประเภทนี้ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.95 (P.N.D.95) ซึ่งเป็นแบบพิเศษสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี แตกต่างจากแบบ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 ที่บุคคลทั่วไปใช้ หากไม่ขอเครดิตหรือขอคืนภาษี รายได้ที่ถูกหักภาษีไว้แล้วที่ 17% จะได้รับการยกเว้นจากการคำนวณภาษีตามระบบปกติ ทำให้ภาระภาษีสุดท้ายคงอยู่ที่ 17% เท่านั้น

ถ้าเปลี่ยนนายจ้างระหว่างถือ LTR Visa สิทธิภาษี 17% จะยังอยู่ไหม

สิทธิ 17% ผูกกับทั้งตัวผู้ถือวีซ่าและนายจ้างที่ได้รับการรับรองจาก BOI ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย หากเปลี่ยนไปทำงานกับนายจ้างที่ไม่ได้รับการรับรอง หรือนายจ้างสูญเสียสถานะ BOI สิทธิ 17% สำหรับปีภาษีนั้นจะหมดทันที และรายได้จะถูกคำนวณตามอัตราก้าวหน้าปกติแทน ดังนั้นก่อนเปลี่ยนงานควรตรวจสอบสถานะ BOI ของนายจ้างใหม่ก่อนเสมอ