เมื่อธุรกิจเริ่มมีสินค้าหลายรุ่น หลาย lot หรือมีของที่เสื่อมสภาพได้ การหยิบของจากชั้นให้ถูกลำดับกลายเป็นเรื่องสำคัญทันที คำว่า FIFO FEFO และ LIFO จึงเป็นวิธีคิดพื้นฐานที่เจ้าของควรเข้าใจ แม้จะไม่ได้เป็นคนลงคลังเองทุกวันก็ตาม
FIFO FEFO และ LIFO ต่างกันอย่างไร
FIFO
First In First Out คือของที่เข้าก่อน ออกก่อน เหมาะกับสินค้าทั่วไปที่ต้องการลดของค้างและทำให้การหมุนสินค้าเป็นธรรมชาติ
FEFO
First Expired First Out คือของที่ใกล้หมดอายุออกก่อน เหมาะกับอาหาร เครื่องสำอาง ยา หรือสินค้าที่มีวันหมดอายุชัดเจน
LIFO
Last In First Out คือของที่เข้าหลังออกก่อน เป็นแนวคิดที่อาจใช้ในบางกรณีเฉพาะทาง แต่ไม่ใช่วิธีที่ธุรกิจค้าสินค้าทั่วไปนิยมใช้ในการจัดการหน้าคลัง
ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับวิธีไหน
ถ้าสินค้าของคุณไม่มีวันหมดอายุชัดและล็อตสินค้ามีลักษณะใกล้เคียงกัน FIFO มักเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะใช้งานง่ายและช่วยไม่ให้ของเก่าค้างมากเกินไป
แต่ถ้าธุรกิจมีสินค้าที่อายุการเก็บรักษาสั้น เช่น อาหารเสริม เครื่องดื่ม หรือเวชภัณฑ์ FEFO จะสำคัญกว่า เพราะการหยิบตามวันเข้าคลังอย่างเดียวอาจยังไม่พอหากล็อตหลังมีวันหมดอายุใกล้กว่าล็อตแรก
ผลของวิธีหมุนสินค้าต่อการควบคุมและต้นทุน
วิธีหมุนสินค้าไม่ใช่แค่เรื่องปฏิบัติการหน้าคลัง แต่มีผลต่อการรับรู้ของเสีย การเคลมสินค้า และคุณภาพข้อมูลสต๊อก หากคลังหยิบของไม่ตรงกับวิธีที่ประกาศไว้ ต้นทุนต่อ lot และอายุสินค้าคงเหลือจะเริ่มไม่น่าเชื่อถือ
ธุรกิจที่มีระบบสต๊อกและรหัส lot ชัด จะตรวจย้อนกลับได้ง่ายกว่ามากเมื่อเกิดของเสียหรือมีการเรียกคืนสินค้า
เช็กลิสต์ก่อนเลือกวิธีหมุนสินค้า
- สินค้ามีวันหมดอายุหรือไม่
- พื้นที่จัดเก็บเอื้อให้หยิบตามลำดับได้จริงหรือเปล่า
- ทีมคลังและทีมขายเข้าใจวิธีเดียวกันหรือยัง
- ระบบสต๊อกรองรับการแยก lot หรือ batch หรือไม่
- มีการนับและตรวจสินค้าช้าเสี่ยงเสื่อมหรือหมดอายุบ่อยไหม
สรุป
ไม่มีวิธีหมุนสินค้าวิธีไหนดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ แต่การเลือกให้เหมาะกับธรรมชาติของสินค้าและทำให้ทีมปฏิบัติตามได้จริง คือสิ่งที่สำคัญที่สุด หากธุรกิจมีวันหมดอายุ FEFO มักเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
บทความเรื่อง FIFO FEFO LIFO คืออะไร และธุรกิจควรเลือกใช้แบบไหน ควรตรวจคู่กับรายงานสินค้า รายการรับ-จ่ายจริง และต้นทุนที่บันทึกบัญชี เพราะสต๊อกที่ไม่ตรงมักทำให้กำไร ภาษีซื้อ และภาษีขายคลาดเคลื่อนพร้อมกัน
เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ
- จัดทำรหัสสินค้า หน่วยนับ และรายงานรับ-จ่ายให้ตรงกับเอกสารซื้อขายจริง
- กระทบยอดสต๊อกปลายงวดกับยอดบัญชี ต้นทุนขาย และรายงานสินค้าคงเหลือ
- เก็บเอกสารนำเข้า ค่าขนส่ง ค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินค้าให้ครบในต้นทุน
ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
- บันทึกต้นทุนสินค้าไม่รวมค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
- ไม่แยกสินค้าชำรุด สูญหาย หรือหมดอายุออกจากสินค้าพร้อมขาย
- ใช้วิธีตีราคาสต๊อกไม่สม่ำเสมอ ทำให้กำไรแต่ละงวดเปรียบเทียบกันยาก
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมศุลกากร: ข้อมูลภาษีและพิธีการนำเข้า-ส่งออก
- กรมสรรพากร: ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้นิติบุคคล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
FIFO FEFO LIFO คืออะไร และธุรกิจควรเลือกใช้แบบไหน สำคัญกับภาษีของบริษัทอย่างไร?
เรื่อง FIFO FEFO LIFO คืออะไร และธุรกิจควรเลือกใช้แบบไหน ส่งผลต่อมูลค่าสินค้าคงเหลือ ต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีซื้อที่เกี่ยวข้อง หากรายงานสินค้าไม่ตรงกับเอกสารซื้อขาย อาจทำให้งบการเงินและแบบภาษีคลาดเคลื่อน
ควรตรวจเอกสารอะไรเมื่อทำ FIFO FEFO LIFO คืออะไร และธุรกิจควรเลือกใช้แบบไหน?
ควรตรวจใบสั่งซื้อ ใบรับสินค้า ใบกำกับภาษีซื้อ รายงานสินค้าและวัตถุดิบ เอกสารนำเข้า ใบขนสินค้า และหลักฐานค่าขนส่งหรือค่าอากร เพื่อให้ต้นทุนและจำนวนสินค้าอ้างอิงได้
ถ้าสต๊อกในเรื่อง FIFO FEFO LIFO คืออะไร และธุรกิจควรเลือกใช้แบบไหน ไม่ตรงกับของจริงควรทำอย่างไร?
ให้ตรวจนับจริง แยกสาเหตุว่าเกิดจากขายตกหล่น ซื้อยังไม่บันทึก สินค้าชำรุด หรือสูญหาย จากนั้นทำเอกสารอนุมัติปรับปรุงและให้บัญชีบันทึกให้ตรงรอบภาษี