ระบบ e-Withholding Tax ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถหักและนำส่งภาษี ณ ที่จ่ายผ่านธนาคารในครั้งเดียว โดยไม่ต้องยื่นแบบกับกรมสรรพากรด้วยตนเองอีกต่อไป

e-Withholding Tax คืออะไร และทำงานอย่างไร

e-Withholding Tax (e-WHT) หรือ "ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์" คือบริการที่กรมสรรพากรพัฒนาขึ้นร่วมกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย (ผู้จ่ายเงิน) สามารถโอนเงินและนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กรมสรรพากรได้ในขั้นตอนเดียวผ่านช่องทางออนไลน์ของธนาคาร โดยธนาคารทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการส่งข้อมูลและเงินภาษีให้กรมสรรพากรแทนผู้ประกอบการ

ในระบบปกติ เมื่อบริษัทจ่ายค่าจ้าง ค่าบริการ ค่าเช่า หรือค่าสิทธิให้ผู้รับเงิน ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อน แล้วนำส่งเป็นแบบภ.ง.ด. ให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 (กรณียื่นกระดาษ) หรือวันที่ 15 (กรณี e-Filing) ของเดือนถัดไป รวมทั้งต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ให้ผู้รับเงินด้วย กระบวนการเหล่านี้ใช้เวลาและแรงงานมาก โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจ SME ที่มีรายการจ่ายหลายรายการต่อเดือน

ระบบ e-Withholding Tax ตัดขั้นตอนเหล่านี้ออก เมื่อบริษัทโอนเงินชำระค่าบริการผ่านระบบธนาคารออนไลน์ที่รองรับ ธนาคารจะคำนวณและหักอัตราภาษีที่กำหนด แล้วนำส่งเงินภาษีให้กรมสรรพากรพร้อมข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยอัตโนมัติ ผู้จ่ายเงินจึงไม่ต้องยื่นแบบภ.ง.ด. เพิ่มเติม และผู้รับเงินสามารถตรวจสอบข้อมูลการถูกหักภาษีได้ผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร โดยไม่ต้องรอใบ 50 ทวิ

ข้อแตกต่างระหว่าง e-WHT กับการยื่นแบบภ.ง.ด. แบบปกติ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองเปรียบเทียบกระบวนการทั้งสองแบบ

  • การยื่นแบบปกติ: ผู้จ่ายเงินหักภาษี → โอนเงินให้ผู้รับ → ออกใบ 50 ทวิ → สะสมรายการ → ยื่นแบบภ.ง.ด. ภายในวันที่ 7 หรือ 15 ของเดือนถัดไป → ชำระภาษีที่กรมสรรพากรหรือ e-Filing
  • การใช้ e-Withholding Tax: ผู้จ่ายเงินระบุข้อมูลภาษีในระบบธนาคารออนไลน์ → ธนาคารหักเงินภาษีพร้อมโอน → ธนาคารนำส่งเงินและข้อมูลให้กรมสรรพากรอัตโนมัติ → ผู้รับเงินตรวจสอบได้ทางออนไลน์ ไม่ต้องมีใบ 50 ทวิ

ประโยชน์ที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการ ได้แก่ ไม่ต้องจัดทำและยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (กรณีจ่ายเงินเดือนผ่านระบบ), ภ.ง.ด.3 (จ่ายให้บุคคลธรรมดา) และ ภ.ง.ด.53 (จ่ายให้นิติบุคคล) ด้วยตนเองอีกต่อไป รวมถึงไม่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นกระดาษ ลดงานธุรการและความเสี่ยงจากการยื่นแบบล่าช้า

ทั้งนี้ หน้าที่ในการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องยังคงเป็นของผู้จ่ายเงิน ธนาคารเพียงทำหน้าที่ตัวแทนในการนำส่งเท่านั้น ผู้ประกอบการยังต้องระบุประเภทรายได้ อัตราภาษี และข้อมูลผู้รับให้ถูกต้องในระบบของธนาคาร

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ลดลงเมื่อใช้ระบบ e-WHT

หนึ่งในแรงจูงใจหลักของรัฐบาลในการส่งเสริมระบบ e-Withholding Tax คือมาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้เหลือ 1% สำหรับประเภทเงินได้ที่ปกติต้องหักในอัตรา 2%, 3% และ 5% เมื่อจ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax (ข้อมูล ณ ปี 2569)

ตัวอย่างเปรียบเทียบอัตราภาษีสำหรับการจ่ายให้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.53):

  • ค่าขนส่ง: อัตราปกติ 1% → ใช้ e-WHT 1% (ไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากอัตราเดิมต่ำกว่าหรือเท่ากับ 1% แล้ว)
  • ค่าโฆษณา/ค่าบริการ: อัตราปกติ 2-3% → ใช้ e-WHT ลดเหลือ 1%
  • ค่าเช่า: อัตราปกติ 5% → ใช้ e-WHT ลดเหลือ 1%
  • ค่าสิทธิ (Royalty ตามมาตรา 40(3)): อัตราปกติ 3% → ใช้ e-WHT ลดเหลือ 1% (ตาม ท.ป.354/2566 ขยายเวลาถึง 31 ธ.ค. 2570)

มาตรการลดอัตราดังกล่าวอิงตาม คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.354/2566 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติขยายระยะเวลามาตรการนี้ออกไปจนถึง วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2570 ผู้ประกอบการจึงมีเวลาเพียงพอในการสมัครใช้ระบบและรับสิทธิประโยชน์ อย่างไรก็ดี ควรติดตามประกาศของกรมสรรพากรเป็นระยะ เนื่องจากมาตรการอาจมีการปรับเปลี่ยนได้

ตัวอย่างผลประหยัดจริง: หากบริษัทจ่ายค่าเช่าสำนักงาน 100,000 บาทต่อเดือน อัตราปกติ 5% หมายถึงต้องหักภาษี 5,000 บาท แต่หากใช้ e-WHT อัตราลดเหลือ 1% จะหักเพียง 1,000 บาท ผู้รับเงินได้รับเงินสุทธิมากขึ้น 4,000 บาทต่อเดือน ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องในห่วงโซ่ธุรกิจโดยรวม

ธนาคารที่รองรับระบบ e-Withholding Tax และวิธีสมัคร

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ปี 2569) มีธนาคารพาณิชย์เข้าร่วมโครงการ e-Withholding Tax กับกรมสรรพากรแล้วกว่า 19 แห่ง ครอบคลุมธนาคารหลักที่ SME ไทยใช้งานอยู่เป็นประจำ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารอื่น ๆ อีกหลายแห่ง ควรตรวจสอบกับธนาคารที่ใช้งานโดยตรงว่าเปิดให้บริการแล้วหรือยัง

ขั้นตอนการสมัครโดยทั่วไปมีดังนี้:

  • ขั้นตอนที่ 1 — ติดต่อธนาคาร: ยื่นคำขอสมัครบริการ e-Withholding Tax กับธนาคารที่ใช้งานอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่สามารถทำได้ผ่านช่องทาง Business Banking Online หรือยื่นเอกสารที่สาขา
  • ขั้นตอนที่ 2 — เตรียมข้อมูลบริษัท: เตรียมเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของบริษัท เอกสารการจดทะเบียนนิติบุคคล และข้อมูลบัญชีธนาคาร
  • ขั้นตอนที่ 3 — ลงทะเบียนกับกรมสรรพากร: ธนาคารจะดำเนินการแจ้งข้อมูลให้กรมสรรพากรทราบ หรืออาจต้องเข้าสู่ระบบ e-payment ของกรมสรรพากร (epay.rd.go.th) เพื่อยืนยันการใช้งาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขั้นตอนของแต่ละธนาคาร
  • ขั้นตอนที่ 4 — ทดสอบระบบ: เริ่มทดลองใช้กับรายการจ่ายเงินจริง โดยระบุประเภทรายได้และอัตราภาษีที่ถูกต้องในระบบของธนาคาร

หลังสมัครสำเร็จ เมื่อโอนเงินผ่านระบบธนาคารออนไลน์ คุณจะเห็นหน้าจอให้กรอกข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่าย ได้แก่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้รับ ประเภทเงินได้ และอัตราภาษี จากนั้นธนาคารจะหักยอดเงินภาษีพร้อมโอนเงินให้ผู้รับในคราวเดียวกัน

หากต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยวางระบบและตรวจสอบความถูกต้องของการจัดประเภทรายได้เพื่อหักภาษี ณ ที่จ่าย ทีมงานของเราที่ บริการรับทำบัญชีรายเดือน พร้อมช่วยดูแลตั้งแต่ต้น

ประเด็นที่ SME ต้องระวังเมื่อใช้ระบบ e-WHT

แม้ e-Withholding Tax จะลดภาระงานได้มาก แต่มีประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจเพื่อใช้งานอย่างถูกต้อง

  • ยังต้องระบุประเภทรายได้ให้ถูกต้อง: ระบบ e-WHT ไม่ได้ตรวจสอบว่าผู้จ่ายเลือกประเภทเงินได้ถูกต้องหรือไม่ ผู้ประกอบการยังมีความรับผิดชอบในการจำแนกว่าการจ่ายเงินนั้นเป็นค่าจ้าง ค่าบริการ ค่าเช่า หรือค่าสิทธิ เพราะแต่ละประเภทมีอัตราภาษีและแบบยื่นที่แตกต่างกัน การระบุผิดอาจนำไปสู่ภาษีขาดหรือเกิน และอาจถูกเบี้ยปรับได้
  • ไม่ใช่ทุกการจ่ายเงินที่ต้องหักภาษี: ต้องทำความเข้าใจว่าการจ่ายเงินใดที่กฎหมายกำหนดให้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เช่น การจ่ายให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลอาจมีเกณฑ์ขั้นต่ำหรือข้อยกเว้นที่แตกต่างกัน
  • การจ่ายให้ผู้รับในต่างประเทศ: หากจ่ายเงินให้บริษัทต่างชาติหรือบุคคลที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในไทย อัตราและกระบวนการอาจแตกต่างจากการจ่ายในประเทศ ต้องพิจารณาอนุสัญญาภาษีซ้อน (Tax Treaty) ประกอบด้วย
  • ระบบ e-WHT ไม่ครอบคลุมทุกประเภทรายได้: บางรายการเช่นการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินปันผล หรือรายได้บางประเภทอาจยังต้องยื่นแบบตามปกติ ควรตรวจสอบกับธนาคารหรือที่ปรึกษาว่าระบบรองรับประเภทรายได้ที่ต้องการหรือไม่
  • เก็บบันทึกข้อมูลการทำรายการ: แม้ไม่ต้องออกใบ 50 ทวิ แต่ควรเก็บหลักฐานการโอนเงินและข้อมูลการหักภาษีที่ได้จากธนาคารไว้ เพื่อใช้ในการตรวจสอบบัญชีและการยื่นแบบประจำปี

สำหรับธุรกิจที่ต้องการความมั่นใจในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอย่างถูกต้อง การปรึกษาที่ปรึกษาภาษีธุรกิจก่อนเริ่มใช้ระบบจะช่วยลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติไม่ถูกต้องได้อย่างมีนัยสำคัญ

ระบบ e-WHT เหมาะกับธุรกิจประเภทใด และควรเริ่มต้นอย่างไร

ธุรกิจที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากระบบ e-Withholding Tax คือธุรกิจที่มีรายการจ่ายเงินที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหลายรายการต่อเดือน เช่น

  • บริษัทที่จ้างฟรีแลนซ์หรือผู้ให้บริการอิสระเป็นประจำ
  • ธุรกิจที่เช่าสำนักงาน โกดัง หรือพื้นที่เชิงพาณิชย์
  • บริษัทที่ใช้บริการโฆษณา ออกแบบ หรือที่ปรึกษาภายนอก
  • ธุรกิจที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ ค่าแฟรนไชส์ หรือค่าสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
  • SME ที่ต้องการลดภาระงานบัญชีและลดความเสี่ยงจากการยื่นแบบล่าช้า

สำหรับธุรกิจที่เพิ่งจดทะเบียนบริษัทหรืออยู่ในช่วงเริ่มต้น การวางระบบภาษีที่ถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนในระยะยาว หากยังไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน้าจดทะเบียนบริษัทของเรา

ในด้านการประเมินความคุ้มค่า ให้คำนวณว่าปัจจุบันบริษัทจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่ายรวมเดือนละเท่าไร หากส่วนใหญ่เป็นรายการที่อัตราปกติสูงกว่า 1% (เช่น ค่าเช่า 5% หรือค่าบริการ 3%) การสมัคร e-WHT จะช่วยให้ผู้รับเงินของคุณถูกหักน้อยลง เพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจโดยรวม และลดงานธุรการของฝ่ายบัญชีได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ควรตรวจสอบข้อมูลอัตราภาษีและเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากร (rd.go.th) หรือธนาคารที่ใช้บริการก่อนเสมอ เนื่องจากมาตรการส่งเสริม e-WHT มีระยะเวลาสิ้นสุด และอาจมีการต่ออายุหรือปรับเงื่อนไขในแต่ละปี

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง e-Withholding Tax คืออะไร: วิธีนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านธนาคารออนไลน์แทนการยื่นแบบ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถ้าใช้ e-Withholding Tax แล้ว ยังต้องยื่น ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 อีกไหม

เมื่อนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax เรียบร้อยแล้ว ธนาคารจะส่งข้อมูลและเงินภาษีให้กรมสรรพากรแทนผู้ประกอบการ ซึ่งถือว่าการนำส่งเสร็จสิ้นในขั้นตอนนั้นแล้ว ผู้จ่ายเงินจึงไม่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 สำหรับรายการที่ผ่านระบบ e-WHT แยกต่างหากอีก อย่างไรก็ดี หากยังมีรายการจ่ายเงินบางประเภทที่ธนาคารไม่รองรับในระบบ e-WHT ก็ยังต้องยื่นแบบตามปกติสำหรับรายการเหล่านั้น

ผู้รับเงินจะได้รับเอกสารอะไรแทนใบ 50 ทวิ เพื่อใช้ขอเครดิตภาษี

เมื่อผู้จ่ายใช้ระบบ e-Withholding Tax กรมสรรพากรจะบันทึกข้อมูลการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้รับเงินสามารถเข้าตรวจสอบข้อมูลการถูกหักภาษีได้ผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร โดยใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของตนเอง ข้อมูลดังกล่าวมีผลทางกฎหมายเทียบเท่าใบ 50 ทวิ และสามารถนำไปใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีได้

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1% ผ่าน e-WHT ใช้ได้กับการจ่ายเงินทุกประเภทไหม

ไม่ใช่ทุกประเภท มาตรการลดอัตราเหลือ 1% ตาม ท.ป.354/2566 ใช้กับประเภทเงินได้ที่มีอัตราภาษีเดิมอยู่ที่ 2%, 3% และ 5% เช่น ค่าบริการ ค่าโฆษณา ค่าเช่า และค่าสิทธิ เป็นต้น ส่วนประเภทรายได้ที่มีอัตราภาษีต่างออกไป เช่น เงินปันผล หรือรายได้ที่มีข้อกำหนดพิเศษ อาจไม่อยู่ในข่ายของมาตรการนี้ ควรตรวจสอบประเภทเงินได้ที่ต้องการจ่ายกับธนาคารหรือกรมสรรพากรก่อนเสมอ (ข้อมูล ณ ปี 2569)