หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ SME ที่กำลังมองหาทางลดภาระภาษีและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI คือหนึ่งในเส้นทางที่ภาครัฐเปิดให้อย่างชัดเจน
BOI คืออะไร และทำไม SME ถึงควรสนใจ
BOI ย่อมาจาก Board of Investment หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลไทยที่มีหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษีแก่กิจการที่ได้รับการส่งเสริม
สำหรับ SME ไทยที่มักมีทุนจำกัดและต้องแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ การยื่นขอรับการส่งเสริม BOI ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนทางภาษี เพิ่มสภาพคล่อง และยกระดับศักยภาพในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ BOI ได้ออกมาตรการสนับสนุนพิเศษสำหรับ SME อย่างชัดเจนมากขึ้น
หัวใจสำคัญคือ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI จะได้รับ บัตรส่งเสริมการลงทุน ซึ่งระบุสิทธิประโยชน์ เงื่อนไข และระยะเวลาที่ได้รับสิทธิอย่างชัดเจน และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นตลอดระยะเวลาของบัตร
มาตรการ BOI สำหรับ SME: ภาพรวมที่ต้องรู้
BOI จัดประเภทกิจการออกเป็นกลุ่มตามระดับเทคโนโลยีและผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ ตั้งแต่กลุ่ม A1+ (เทคโนโลยีสูงสุด) ถึงกลุ่ม B (ผลิตเพื่อจำหน่ายทั่วไป) โดยระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจะแตกต่างกันตามกลุ่มกิจการ ตั้งแต่ 3 ปี ถึง 13 ปี
นอกจากกรอบทั่วไปแล้ว ในปี พ.ศ. 2568 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ มาตรการสนับสนุน SME เป็นการเฉพาะ สำหรับกิจการที่จดทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว. / OSMEP) โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์จาก ยกเว้นภาษีนิติบุคคล 3 ปี ในสัดส่วน 50% ของมูลค่าการลงทุน เป็น ยกเว้นภาษีนิติบุคคล 5 ปี ในสัดส่วน 100% ของมูลค่าการลงทุน สำหรับการลงทุนในการยกระดับศักยภาพกิจการ เช่น การปรับปรุงเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล และการประหยัดพลังงาน
หมายเหตุสำคัญ: เงื่อนไขและระยะเวลาที่ได้รับสิทธิขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและมาตรการเฉพาะที่ยื่นขอ ควรตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดกับสำนักงาน BOI โดยตรงก่อนยื่น เนื่องจากมาตรการอาจมีการปรับเปลี่ยน (ข้อมูล ณ ปี 2569)
เกณฑ์คุณสมบัติเบื้องต้นสำหรับการขอรับการส่งเสริม BOI
ก่อนเริ่มกระบวนการยื่น SME ควรตรวจสอบว่ากิจการของตนเข้าเกณฑ์พื้นฐานดังต่อไปนี้หรือไม่
- ประเภทกิจการต้องอยู่ในรายการที่ BOI ให้การส่งเสริม ซึ่งครอบคลุมหลายภาคส่วน เช่น อุตสาหกรรมการผลิต เกษตรแปรรูป เทคโนโลยี ดิจิทัล การแพทย์ พลังงานทดแทน โลจิสติกส์ และบริการเป้าหมาย เป็นต้น
- เงินลงทุนขั้นต่ำ (ไม่รวมค่าที่ดินและเงินทุนหมุนเวียน) ต้องไม่ต่ำกว่าที่ BOI กำหนดสำหรับแต่ละประเภทกิจการ โดยทั่วไปขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท สำหรับโครงการทั่วไป
- อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน โครงการใหม่ต้องมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนไม่เกิน 3 ต่อ 1
- ต้องเป็นนิติบุคคล จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายไทย (บริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชน) กิจการเจ้าของคนเดียวหรือห้างหุ้นส่วนสามัญไม่อยู่ในเกณฑ์
- โครงการต้องยังไม่เริ่มดำเนินการลงทุน (ยกเว้นในกรณีที่ BOI มีมาตรการเฉพาะสำหรับกิจการที่ดำเนินอยู่แล้ว)
- สำหรับมาตรการ SME พิเศษ: กิจการต้องจดทะเบียนกับ สสว. และเป็น SME ตามนิยามที่กำหนด ซึ่งรวมถึงเกณฑ์ด้านจำนวนพนักงานและรายได้ต่อปี
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ การได้รับส่งเสริม BOI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดทุนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่ากิจการนั้นอยู่ในประเภทที่ BOI ต้องการส่งเสริมและมีแผนการลงทุนที่ชัดเจนสอดคล้องกับนโยบายชาติหรือไม่
สิทธิประโยชน์ที่ได้รับเมื่อได้รับการส่งเสริม BOI
สิทธิประโยชน์ BOI แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ สิทธิด้านภาษี และสิทธิที่ไม่ใช่ภาษี
สิทธิประโยชน์ด้านภาษี
- ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ระยะเวลาขึ้นอยู่กับกลุ่มกิจการ โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 3 ถึง 13 ปี นับจากวันที่มีรายได้ครั้งแรก ซึ่งแตกต่างจากสิทธิ SME ปกติที่ต้องเสียภาษีนิติบุคคลในอัตรา 0%, 15%, และ 20% ตามกำไรสุทธิ (ข้อมูล ณ ปี 2569)
- ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปีหลังจากหมดระยะยกเว้น สำหรับบางกลุ่มกิจการหรือบางพื้นที่เขตส่งเสริม
- ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร ที่ใช้ในโครงการที่ได้รับการส่งเสริม
- ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบและวัสดุจำเป็น ที่ใช้ผลิตเพื่อส่งออก (สำหรับกิจการที่ส่งออก)
- ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินปันผล ที่จ่ายจากกำไรของกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ตลอดระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษี
สิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี
- ถือครองที่ดิน กิจการต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมสามารถถือครองที่ดินในประเทศไทยได้ตามเงื่อนไข BOI
- นำช่างฝีมือและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้าประเทศ พร้อมสิทธิในการทำงาน (Work Permit) ที่ได้รับการอำนวยความสะดวก
- โอนเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศ ได้อย่างเสรีในรูปสกุลเงินต่างประเทศ
- การคุ้มครองจากการแข่งขันของรัฐ กิจการในบางประเภทได้รับการรับประกันว่ารัฐจะไม่เข้ามาแข่งขันโดยตรง
สำหรับ SME ที่กำลัง วางแผนภาษีระยะยาว สิทธิการยกเว้นภาษีนิติบุคคลหลายปีจาก BOI ถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่มีนัยสำคัญทางการเงินอย่างมาก เมื่อเทียบกับการดำเนินกิจการทั่วไปที่ต้องเสียภาษีตามโครงสร้างปกติ
ขั้นตอนการยื่นขอรับการส่งเสริม BOI สำหรับ SME
กระบวนการยื่นขอ BOI มีขั้นตอนที่ชัดเจน แม้จะต้องใช้เวลาและเอกสารพอสมควร แต่ถ้าเตรียมตัวดีก็สามารถผ่านได้ไม่ยาก
ขั้นที่ 1: ตรวจสอบประเภทกิจการและเกณฑ์คุณสมบัติ
ดาวน์โหลดและศึกษา ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ระบุประเภทกิจการที่ให้การส่งเสริม ซึ่งอัปเดตเป็นระยะ ตรวจสอบว่ากิจการของคุณอยู่ในรายการหรือไม่ และอยู่ในกลุ่มกิจการใด (A1+, A1, A2, A3, A4, หรือ B) เพื่อประเมินระยะเวลายกเว้นภาษีที่คาดว่าจะได้รับ
ขั้นที่ 2: เตรียมเอกสารและแผนโครงการ
เอกสารหลักที่ต้องเตรียม ได้แก่
- คำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (แบบฟอร์ม F PA PP 01) ผ่านระบบ e-Investment ของ BOI
- หนังสือรับรองบริษัทและเอกสารจดทะเบียนนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ไม่เกิน 6 เดือน
- งบการเงินย้อนหลัง 3 ปี (หรืองบประมาณสำหรับกิจการใหม่)
- แผนธุรกิจและแผนการลงทุน รายละเอียดกระบวนการผลิต หรือรายละเอียดการให้บริการ
- แผนผังโรงงาน/สถานที่ประกอบการ และรายละเอียดเครื่องจักร
- หลักฐานการจดทะเบียนกับ สสว. (ในกรณียื่นขอมาตรการ SME พิเศษ)
- เอกสารแสดงที่มาของแหล่งเงินทุน
ขั้นที่ 3: ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Investment
BOI ให้บริการยื่นคำขอออนไลน์ผ่านระบบ e-Investment ที่เว็บไซต์ boi.go.th ซึ่งสามารถติดตามสถานะการยื่น อัปโหลดเอกสาร และรับการแจ้งเตือนผ่านระบบได้ ค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอขึ้นอยู่กับมูลค่าโครงการ
ขั้นที่ 4: เจ้าหน้าที่พิจารณาและนัดสัมภาษณ์
หลังยื่นคำขอแล้ว เจ้าหน้าที่ BOI จะตรวจสอบเอกสารและอาจขอข้อมูลเพิ่มเติม จากนั้นอาจมีการนัดสัมภาษณ์เพื่อสอบถามรายละเอียดโครงการ โดยทั่วไปกระบวนการพิจารณาใช้เวลาประมาณ 40-60 วันทำการ
ขั้นที่ 5: รับบัตรส่งเสริมและเริ่มดำเนินโครงการ
เมื่อได้รับอนุมัติ กิจการจะได้รับ บัตรส่งเสริมการลงทุน ซึ่งต้องเริ่มดำเนินโครงการภายในระยะเวลาที่กำหนด และต้องรายงานความคืบหน้าให้ BOI รับทราบตามรอบที่กำหนด การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขอาจส่งผลให้สิทธิประโยชน์ถูกเพิกถอน
หลังได้รับบัตร BOI: หน้าที่ทางบัญชีและภาษีที่ต้องดำเนินการ
การได้รับบัตร BOI ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของภาระในการรักษาสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ SME ต้องเข้าใจหน้าที่ที่ตามมาดังนี้
- แยกบัญชีโครงการ BOI จากโครงการที่ไม่ได้รับการส่งเสริม อย่างเคร่งครัด เนื่องจากสิทธิยกเว้นภาษีใช้ได้เฉพาะกับรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมเท่านั้น
- ยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51) ตามปกติทุกปี แม้ในช่วงที่ได้รับยกเว้น เนื่องจากยังต้องยื่นแบบแม้ไม่มีภาษีที่ต้องชำระ
- รายงานผลการดำเนินงานให้ BOI ตามระบบ e-Monitoring ที่กำหนด รวมถึงแจ้งการใช้สิทธิเครื่องจักรและวัตถุดิบ
- จัดทำงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ทุกปีตามที่กฎหมายกำหนด
- ระบบ VAT ยังคงใช้ตามปกติ กิจการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียน VAT และเรียกเก็บ VAT ในอัตรา 7% (ปัจจุบัน ณ ปี 2569 ตามพระราชกฤษฎีกาลำดับที่ 799 มีผลถึง 30 ก.ย. 2569) การยกเว้นภาษี BOI ไม่ครอบคลุม VAT ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้กับกรมสรรพากรในปีที่ยื่น
การจัดการบัญชีที่ถูกต้องและสม่ำเสมอเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาสิทธิ BOI หาก ทำบัญชีรายเดือน อย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การรายงานต่อ BOI และกรมสรรพากรเป็นไปได้อย่างราบรื่น ลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบและเพิกถอนสิทธิ
ข้อควรระวังและสิ่งที่ SME มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ BOI
- BOI ไม่ใช่สิทธิสำหรับทุกกิจการ ประเภทกิจการต้องอยู่ในรายการที่ BOI กำหนด ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่งทั่วไป หรือบริการทั่วไปที่ไม่ใช่เป้าหมายเชิงนโยบาย มักไม่เข้าเกณฑ์
- สิทธิยกเว้นภาษีมีเงื่อนไขและระยะเวลา ไม่ใช่ถาวร และจะสิ้นสุดลงเมื่อพ้นช่วงที่กำหนดในบัตรส่งเสริม
- ต้องลงทุนจริงตามแผน BOI ตรวจสอบการลงทุนจริง หากไม่ดำเนินการตามที่ระบุในคำขอ อาจถูกเพิกถอนสิทธิย้อนหลัง
- ระยะเวลายกเว้นภาษีนับจากวันที่มีรายได้ครั้งแรก ไม่ใช่นับจากวันได้รับบัตร ดังนั้นการวางแผนเวลาเริ่มดำเนินการจึงมีผลต่อมูลค่าสิทธิประโยชน์ที่แท้จริง
- ภาษีหัก ณ ที่จ่ายยังคงมีผลบังคับ แม้ในช่วงยกเว้นภาษีนิติบุคคล หากกิจการจ่ายค่าบริการ ค่าสิทธิ หรือรายการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ยังต้องหักและนำส่งตามปกติ
- นิยาม SME ของ BOI อาจแตกต่างจาก สสว. ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ BOI โดยตรงว่ากิจการของคุณเข้าเกณฑ์มาตรการใด
หากกิจการของคุณยังอยู่ในขั้นพิจารณาว่าควรยื่น BOI หรือใช้เส้นทางภาษีปกติ การปรึกษาที่ปรึกษาภาษีที่มีความเชี่ยวชาญด้าน BOI จะช่วยให้คุณเปรียบเทียบมูลค่าสิทธิประโยชน์จริงกับต้นทุนการปฏิบัติตามเงื่อนไขได้อย่างชัดเจน
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง BOI SME Track คืออะไร: เกณฑ์คุณสมบัติ สิทธิประโยชน์ และขั้นตอนการยื่นขอสำหรับ SME ไทย ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
SME ที่ไม่ได้ส่งออกสินค้าขอ BOI ได้ไหม
ได้ในหลายประเภทกิจการ เพราะ BOI ส่งเสริมทั้งกิจการผลิตเพื่อตลาดในประเทศ กิจการบริการ และกิจการดิจิทัล ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ส่งออก อย่างไรก็ตาม สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบมักให้เฉพาะกิจการที่ส่งออก ในขณะที่สิทธิยกเว้นภาษีนิติบุคคลนั้นใช้ได้กับกิจการในประเทศด้วย ควรตรวจสอบประเภทกิจการของคุณในประกาศ BOI ล่าสุดหรือปรึกษาเจ้าหน้าที่ BOI โดยตรง
ยื่น BOI แล้วบริษัทยังต้องเสียภาษีนิติบุคคลอยู่ไหม
สิทธิยกเว้นภาษีนิติบุคคล BOI ใช้เฉพาะกับรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมและในช่วงระยะเวลาที่กำหนดในบัตรเท่านั้น หากบริษัทมีรายได้จากกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริม รายได้นั้นยังต้องเสียภาษีตามปกติ นอกจากนี้ เมื่อพ้นระยะเวลายกเว้นแล้ว บริษัทก็ต้องกลับมาเสียภาษีนิติบุคคลตามอัตราปกติ ดังนั้นการแยกบัญชีระหว่างโครงการที่ได้รับการส่งเสริมและที่ไม่ได้รับจึงมีความสำคัญมาก
SME เพิ่งจดทะเบียนบริษัทใหม่ ยื่น BOI ได้เลยไหม
ยื่นได้ แต่ต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายไทย ซึ่งหมายความว่าต้องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ก่อน จึงจะสามารถยื่นคำขอในนามนิติบุคคลนั้นได้ สำหรับกิจการใหม่ที่ยังไม่มีงบการเงิน BOI อาจขอแผนธุรกิจและประมาณการทางการเงินแทน หากยังไม่ได้จดทะเบียนบริษัท สามารถดูข้อมูลขั้นตอนได้ที่หน้าบริการจดทะเบียนของเรา