ใบ 50 ทวิ คือเอกสารสำคัญที่นายจ้างและผู้ว่าจ้างต้องออกให้ผู้รับเงิน เพื่อรับรองว่าได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้แล้ว และเป็นหลักฐานสำคัญในการยื่นภาษีประจำปีของลูกจ้างและฟรีแลนซ์ทุกคน
ใบ 50 ทวิ คืออะไร และมีที่มาจากกฎหมายใด
ใบ 50 ทวิ หรือ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย คือเอกสารที่ผู้จ่ายเงินได้ (เช่น นายจ้าง บริษัท หรือผู้ว่าจ้าง) มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องออกให้แก่ผู้รับเงิน เพื่อรับรองว่าได้มีการจ่ายเงินได้และหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายส่งกรมสรรพากรแล้ว
ชื่อ "50 ทวิ" มาจาก มาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินทุกประเภทที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย มีหน้าที่ออกหนังสือรับรองนี้ให้แก่ผู้ถูกหักภาษีอย่างน้อย 2 ฉบับที่มีข้อความตรงกัน ณ เวลาที่หักภาษีหรือภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายระบุ
กล่าวโดยสรุป ใบ 50 ทวิ ทำหน้าที่เป็น "ใบเสร็จภาษี" ยืนยันให้ผู้รับเงินทราบว่าตนถูกหักภาษีไปเท่าใด และนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างได้นำส่งภาษีนั้นต่อกรมสรรพากรในนามของตนเรียบร้อยแล้ว
ใครต้องออกใบ 50 ทวิ และครอบคลุมเงินได้ประเภทใดบ้าง
ผู้มีหน้าที่ออก ได้แก่ ผู้จ่ายเงินได้ที่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร ซึ่งในทางปฏิบัติคือ
- นายจ้าง ที่จ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส หรือผลประโยชน์อื่น ๆ ให้แก่ลูกจ้าง (เงินได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40(1))
- ผู้ว่าจ้าง (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล) ที่จ่ายค่าจ้างให้ฟรีแลนซ์หรือบุคคลภายนอก เช่น ค่าบริการ ค่าออกแบบ ค่าที่ปรึกษา ค่านายหน้า หรือค่าเช่า
- หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ ในฐานะผู้จ่ายเงินได้
เงินได้ที่ต้องมีการออกใบ 50 ทวิ ครอบคลุมเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ที่กฎหมายกำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่าย ได้แก่ เงินเดือนค่าจ้าง (40(1)(2)) ค่าลิขสิทธิ์และค่าสิทธิ (40(3)) ดอกเบี้ย (40(4)) ค่าเช่า (40(5)) และค่าจ้างทำของหรือค่าบริการวิชาชีพ (40(6)(7)(8))
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจ: บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้จ่ายเงินได้ทั่วไปไม่ถือเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องออกใบ 50 ทวิ ยกเว้นกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจในทางพาณิชย์หรือมีหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ
ข้อมูลที่ต้องปรากฏในใบ 50 ทวิ
ตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ใบ 50 ทวิ ต้องระบุข้อมูลสำคัญอย่างน้อยดังนี้
- ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของผู้จ่ายเงิน (นายจ้างหรือบริษัทผู้ว่าจ้าง)
- ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของผู้รับเงิน (ลูกจ้างหรือผู้รับจ้าง) — สำหรับบุคคลธรรมดาใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก
- ประเภทเงินได้พึงประเมิน ที่จ่าย (เช่น เงินเดือน ค่าบริการ ค่าเช่า)
- จำนวนเงินได้ที่จ่าย ในรอบปีภาษี (หรือในครั้งที่จ่าย สำหรับการหักแบบรายครั้ง)
- จำนวนภาษีที่หักและนำส่ง
- วัน เดือน ปี ที่จ่ายเงิน
- ลายมือชื่อ ของผู้จ่ายเงินหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
- ข้อความว่า "หัก ณ ที่จ่าย" หรือ "ออกให้ครั้งเดียว" แล้วแต่กรณี
กฎหมายกำหนดให้ออก 2 ฉบับที่มีข้อความตรงกัน โดยให้ผู้รับเงินเก็บไว้ทั้ง 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งไว้ใช้ยื่นต่อเจ้าพนักงานสรรพากร อีกฉบับหนึ่งเก็บไว้เป็นหลักฐาน
กำหนดเวลาออกใบ 50 ทวิ ที่นายจ้างและผู้ว่าจ้างต้องรู้
กฎหมายกำหนดกรอบเวลาออกใบ 50 ทวิ แยกตามสถานการณ์ดังนี้
- กรณีลูกจ้างทำงานครบปี: นายจ้างต้องออกใบ 50 ทวิ ให้ลูกจ้างภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ของปีถัดจากปีภาษีที่จ่ายเงิน เช่น สำหรับเงินได้ปี 2568 ต้องออกให้ภายใน 15 กุมภาพันธ์ 2569
- กรณีลูกจ้างออกหรือลาออกกลางปี: ต้องออกใบ 50 ทวิ ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่สิ้นสุดการจ้างงาน เพื่อให้ลูกจ้างมีเวลาเตรียมเอกสารยื่นภาษี
- กรณีการจ่ายเงินได้ประเภทอื่น (ฟรีแลนซ์และค่าบริการ): โดยทั่วไปผู้จ่ายต้องออกหนังสือรับรองให้ ทันทีในขณะที่มีการหักภาษี กล่าวคือออกพร้อมกับการจ่ายเงินแต่ละครั้ง ไม่รอรวมยอดทั้งปี
นายจ้างที่ไม่ออกหนังสือรับรองภายในกำหนด หรือออกให้แต่มีข้อมูลไม่ครบถ้วน มีความผิดตาม มาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท อย่างไรก็ดี การไม่ออกใบ 50 ทวิ ยังอาจส่งผลให้ลูกจ้างหรือผู้รับเงินไม่สามารถยื่นขอคืนภาษีได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่กระทบสิทธิ์ของผู้รับเงินโดยตรง
รูปแบบกระดาษ vs อิเล็กทรอนิกส์: อะไรใช้ได้บ้าง
ในอดีต ใบ 50 ทวิ จัดทำในรูปแบบกระดาษเป็นหลัก แต่ปัจจุบันกรมสรรพากรยอมรับทั้ง 2 รูปแบบ
- รูปแบบกระดาษ (Paper): จัดทำตามแบบที่กรมสรรพากรกำหนด พิมพ์ด้วยโปรแกรมบัญชีหรือโปรแกรม 50 Tawi Generator ที่กรมสรรพากรให้ดาวน์โหลดฟรีจาก rd.go.th และมอบให้ผู้รับเงินโดยตรง
- รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-WHT Certificate): ใบ 50 ทวิ ในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล (เช่น PDF) ที่จัดทำและรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มีผลทางกฎหมายเทียบเท่ากระดาษ โดยผู้จ่ายเงินอาจส่งไฟล์ดิจิทัลให้ผู้รับทางอีเมลหรือระบบ HR ของบริษัท
ข้อควรระวัง: การออกใบ 50 ทวิ รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องมีมาตรฐานความน่าเชื่อถือของข้อมูลและต้องตรวจสอบความถูกต้องได้ ผู้รับไม่ควรพิมพ์ไฟล์ PDF ออกมาเองแล้วแก้ไขตัวเลข เนื่องจากอาจมีความผิดทางกฎหมาย ควรใช้ไฟล์ที่ได้รับจากนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างโดยตรง
สำหรับกิจการ SME ที่ต้องการความช่วยเหลือในการจัดทำและออกเอกสารภาษีเหล่านี้ให้ถูกต้อง บริการรับทำบัญชีรายเดือน ช่วยดูแลการออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ยื่นแบบ ภ.ง.ด. และจัดเก็บเอกสารครบวงจร
วิธีใช้ใบ 50 ทวิ ยื่น ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91
เมื่อถึงฤดูยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ยื่นออนไลน์ถึงปลายเดือนเมษายนของปีถัดไป สำหรับการยื่นทางอินเทอร์เน็ต) ผู้มีเงินได้ต้องใช้ข้อมูลจากใบ 50 ทวิ ดังนี้
- ระบุจำนวนเงินได้: นำตัวเลข "จำนวนเงินได้ที่จ่าย" จากใบ 50 ทวิ มากรอกในช่องรายได้ของแบบ ภ.ง.ด.90 (สำหรับผู้มีเงินได้หลายประเภท) หรือ ภ.ง.ด.91 (สำหรับผู้มีเงินได้ประเภทที่ 1 เฉพาะเงินเดือนเท่านั้น)
- ระบุภาษีที่ถูกหัก: นำตัวเลข "ภาษีที่หักและนำส่ง" มากรอกในช่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพื่อนำมาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระ หรือขอคืนหากถูกหักเกิน
- เก็บใบ 50 ทวิ ไว้เป็นหลักฐาน: แม้ระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรไม่ต้องแนบเอกสาร แต่ควรเก็บใบ 50 ทวิ ไว้อย่างน้อย 5 ปี เผื่อกรณีถูกตรวจสอบย้อนหลัง
ตัวอย่างที่พบบ่อย: ฟรีแลนซ์ที่รับงานจากหลายบริษัทในปีเดียวกัน จะได้รับใบ 50 ทวิ จากทุกผู้ว่าจ้าง ต้องรวบรวมทุกฉบับ แล้วนำยอดรวมเงินได้และภาษีที่ถูกหักมาใช้คำนวณในแบบ ภ.ง.ด.90 ฉบับเดียว หากยื่นแล้วพบว่าถูกหักภาษีรวมมากกว่าที่คำนวณได้ กรมสรรพากรจะคืนภาษีส่วนเกินให้
กรณีที่ฟรีแลนซ์ไม่ได้รับใบ 50 ทวิ: หากผู้ว่าจ้างไม่ออกให้ ให้ทวงถามโดยตรงก่อน เนื่องจากเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของผู้จ่ายเงิน หากยังไม่ได้รับ สามารถตรวจสอบประวัติการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้จากระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร และนำข้อมูลที่มีมายื่นภาษีโดยระบุยอดเงินได้ที่แท้จริง
สิ่งที่นายจ้างและผู้ว่าจ้าง SME ต้องเตรียมให้พร้อม
สำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องออกใบ 50 ทวิ ให้พนักงานหรือผู้รับจ้าง มีสิ่งที่ต้องดูแลดังนี้
- บันทึกข้อมูลเงินได้ตลอดปี: ระบบบัญชีหรือโปรแกรม Payroll ต้องเก็บข้อมูลรายได้และภาษีหัก ณ ที่จ่ายของพนักงานแต่ละคนให้ครบถ้วนตลอดปี เพื่อให้สามารถจัดทำใบ 50 ทวิ ได้อย่างถูกต้องในช่วงต้นปี
- ตรวจสอบเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้รับ: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือระบุเลขบัตรประชาชนหรือเลขนิติบุคคลของผู้รับเงินผิด ทำให้ผู้รับไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้ในระบบของกรมสรรพากรได้
- ออกให้ทันกำหนด: โดยเฉพาะกรณีลูกจ้างที่ต้องได้ใบ 50 ทวิ ภายใน 15 กุมภาพันธ์ เนื่องจากฤดูยื่นภาษีออนไลน์เริ่มตั้งแต่ต้นปี และลูกจ้างอาจต้องการเอกสารเพื่อยื่นภาษีให้ทันก่อนกำหนด
- เก็บสำเนา: ผู้ออกหนังสือรับรองควรเก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐานทางบัญชี สอดคล้องกับมาตรฐานการเก็บรักษาเอกสารตามกฎหมายบัญชี
หากกิจการของคุณมีพนักงานหลายคนหรือจ้างฟรีแลนซ์เป็นประจำ การมีผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีช่วยวางระบบจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการออกเอกสารผิดพลาด โปรดพิจารณาปรึกษา ที่ปรึกษาภาษี เพื่อวางแผนภาษีและระบบเอกสารให้เหมาะสมกับขนาดและประเภทธุรกิจของคุณ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง 50 ทวิ คืออะไร: หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ลูกจ้างและฟรีแลนซ์ต้องรู้ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ใบ 50 ทวิ ต่างจากแบบ ภ.ง.ด.1ก อย่างไร
ใบ 50 ทวิ คือหนังสือรับรองที่นายจ้างออกให้แก่ลูกจ้างเป็นรายบุคคล เพื่อให้ลูกจ้างมีหลักฐานยื่นภาษีส่วนตัว ส่วน ภ.ง.ด.1ก คือแบบสรุปรายชื่อพนักงานทุกคนพร้อมยอดเงินได้และภาษีที่หัก ซึ่งนายจ้างยื่นต่อกรมสรรพากรเป็นรายปีภายในเดือนกุมภาพันธ์ ข้อมูลในทั้งสองเอกสารต้องตรงกัน เนื่องจากกรมสรรพากรสามารถตรวจสอบไขว้ระหว่างสองระบบได้
ฟรีแลนซ์ที่รับงานจากหลายบริษัทต้องรวบรวมใบ 50 ทวิ อย่างไร
ฟรีแลนซ์ที่รับงานจากหลายผู้ว่าจ้างจะได้รับใบ 50 ทวิ จากแต่ละบริษัทแยกกัน เมื่อถึงเวลายื่น ภ.ง.ด.90 ให้รวมยอดเงินได้จากทุกใบเข้าด้วยกันและรวมยอดภาษีที่ถูกหักทุกฉบับ แล้วนำมากรอกในแบบรายการเดียว หากยอดภาษีรวมที่ถูกหักเกินกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง กรมสรรพากรจะคืนเงินส่วนเกินให้ภายหลัง
ถ้านายจ้างไม่ออกใบ 50 ทวิ ลูกจ้างควรทำอย่างไร
ให้ทวงถามนายจ้างก่อน เพราะการออกใบ 50 ทวิ เป็นหน้าที่ตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร หากนายจ้างยังไม่ออกให้ ลูกจ้างสามารถตรวจสอบข้อมูลการนำส่งภาษีผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรได้ และยังสามารถยื่นภาษีโดยใช้ข้อมูลเงินได้จริงที่ได้รับ พร้อมระบุภาษีที่ถูกหักตามที่ทราบ โดยอาจนำสลิปเงินเดือนหรือหลักฐานการโอนเงินมาใช้ประกอบ