โรงงานที่ตั้งอยู่ในเขตประกอบการเสรี (I-EA-T Free Zone) ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สามารถนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบโดยได้รับการยกเว้นอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิต แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและภาระบัญชีที่เข้มงวดตามที่กำหนด

เขตประกอบการเสรี (I-EA-T Free Zone) คืออะไร และแตกต่างจากนิคมอุตสาหกรรมทั่วไปอย่างไร

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หรือ IEAT จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และได้กำหนดพื้นที่พิเศษภายในนิคมอุตสาหกรรมที่เรียกว่า เขตประกอบการเสรี (I-EA-T Free Zone) ซึ่งมีสถานะเป็น "เขตปลอดอากร" ตามกฎหมายศุลกากร ผู้ประกอบการที่ตั้งโรงงานหรือคลังสินค้าภายในเขตนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรที่แตกต่างจากโรงงานทั่วไปในนิคมอุตสาหกรรมปกติ (เขตอุตสาหกรรมทั่วไป) อย่างมีนัยสำคัญ

ความแตกต่างหลักคือ โรงงานในเขตอุตสาหกรรมทั่วไปจะต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีที่เกี่ยวข้องก่อน แล้วจึงขอคืนภายหลัง (เช่น ผ่านระบบของกรมศุลกากรหรือ BOI) ในขณะที่โรงงานในเขตประกอบการเสรีได้รับ การยกเว้นตั้งแต่ต้น โดยไม่ต้องวางเงินประกันหรือรอการขอคืนภาษี ซึ่งช่วยลดภาระกระแสเงินสดได้อย่างมีนัยสำคัญสำหรับโรงงานที่ต้องนำเข้าเครื่องจักรหรือวัตถุดิบมูลค่าสูง

ปัจจุบัน กนอ. มีเขตประกอบการเสรีในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งทั่วประเทศ เช่น นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด และอื่น ๆ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบกับ กนอ. โดยตรงว่านิคมที่ตนสนใจมีพื้นที่เขตประกอบการเสรีหรือไม่

สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่โรงงานในเขตประกอบการเสรีได้รับ

ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตประกอบการเสรีได้รับการยกเว้นภาษีอากรในสองหมวดหลัก ได้แก่ หมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ และหมวดวัตถุดิบและวัสดุสิ้นเปลือง

หมวดที่ 1: เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ

เครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ และส่วนประกอบที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าหรือเพื่อประกอบกิจการในเขตประกอบการเสรีได้รับการยกเว้นดังนี้

  • อากรขาเข้า — ยกเว้นเต็มจำนวน ไม่ต้องชำระอากรศุลกากรแม้แต่บาทเดียวสำหรับรายการที่ได้รับรับรองจาก กนอ.
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) — ยกเว้นจากการนำเข้า (ปัจจุบันอัตรา VAT อยู่ที่ 7% ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 กันยายน 2569 — ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่น เนื่องจากอัตรา 7% ต้องต่ออายุทุกปี)
  • ภาษีสรรพสามิต — ยกเว้นสำหรับเครื่องจักรที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีสรรพสามิต
  • ค่าธรรมเนียมพิเศษ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน — ยกเว้นด้วยเช่นกัน

หมวดที่ 2: วัตถุดิบ วัสดุสิ้นเปลือง และผลิตผลพลอยได้

วัตถุดิบและวัสดุที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าสำหรับส่งออก รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการผลิต ได้รับการยกเว้น

  • อากรขาเข้า — ยกเว้น
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม — ยกเว้น (พร้อมข้อแม้เรื่องการต่ออายุอัตรา VAT ดังกล่าวข้างต้น)
  • ภาษีสรรพสามิต — ยกเว้น
  • อากรขาออก — ยกเว้นสำหรับสินค้าที่ผลิตและส่งออกจากเขตประกอบการเสรี

ข้อควรระวัง: สิทธิยกเว้นภาษีเหล่านี้ใช้ได้เฉพาะกับของที่นำเข้ามาในเขตประกอบการเสรีและใช้ภายในเขตเท่านั้น หากโรงงานนำของที่ได้รับยกเว้นออกนอกเขตประกอบการเสรีไปยังพื้นที่ในประเทศ จะต้องชำระภาษีอากรครบถ้วนตามปกติ เสมือนเป็นการนำเข้าใหม่ในวันที่นำออก

ข้อมูล ณ ปี 2569 — อ้างอิงจากพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและระเบียบ กนอ. ที่เกี่ยวข้อง (ieat.go.th)

เงื่อนไขและเกณฑ์การเข้าร่วมเขตประกอบการเสรี

ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จะสามารถเข้าใช้สิทธิเขตประกอบการเสรีได้ มีเงื่อนไขที่โรงงานต้องผ่านก่อนใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าว

  • ต้องได้รับอนุญาตจาก กนอ. — ผู้ประกอบการต้องยื่นขออนุญาตและได้รับการอนุมัติให้ประกอบกิจการในเขตประกอบการเสรีเป็นลายลักษณ์อักษรจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก่อนจะสามารถอ้างสิทธิยกเว้นอากรใด ๆ ได้
  • ประเภทกิจการที่เข้าข่าย — โดยหลักการ กิจการที่มุ่งการผลิตเพื่อส่งออก หรือกิจการคลังสินค้าที่รองรับการค้าระหว่างประเทศ เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ผู้ประกอบการควรตรวจสอบกับ กนอ. ว่าประเภทกิจการของตนมีสิทธิเข้าเขตประกอบการเสรีหรือไม่
  • โรงงานหรือสถานประกอบการต้องตั้งอยู่ในเขตประกอบการเสรี — สิทธิผูกติดกับพื้นที่ จะขอสิทธิสำหรับโรงงานที่อยู่นอกเขตไม่ได้
  • ต้องมีระบบควบคุมสินค้าคงคลัง — กนอ. และกรมศุลกากรกำหนดให้ผู้ประกอบการมีระบบบัญชีสินค้าคงคลัง (Stock Account) ที่ตรวจสอบได้ตลอดเวลา เพื่อแสดงความเคลื่อนไหวของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปที่นำเข้ามาและส่งออกไป
  • การนำของออกนอกเขตชั่วคราว — หากจำเป็นต้องนำเครื่องจักรหรือของออกไปนอกเขตชั่วคราว (เช่น ส่งซ่อม) ต้องวางพันธประกันหรือหลักประกันกับกรมศุลกากรก่อน และนำกลับภายในกำหนด

ขั้นตอนการขอรับรองและใช้สิทธิยกเว้นภาษีนำเข้า

กระบวนการขอใช้สิทธิแบ่งตามประเภทของที่นำเข้า โดยใช้แบบฟอร์มที่ กนอ. กำหนดเฉพาะ ซึ่งต้องยื่นก่อนหรือพร้อมกับการนำเข้าจริง

การนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ

  • ยื่น คำขอรับรอง IEAT-I-01 (คำขอรับรองการนำของเข้ามาในเขตประกอบการเสรีโดยได้รับยกเว้นอากร)
  • กนอ. ออก หนังสือรับรอง IEAT-I-02 ให้ใช้ประกอบการนำเข้ากับกรมศุลกากร

การนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ

  • ยื่น คำขอรับรอง IEAT-I-05 สำหรับเครื่องจักรที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยตรง
  • กนอ. ออกหนังสือรับรองที่ใช้ประกอบใบขนสินค้าขาเข้ากับกรมศุลกากร

การนำเครื่องจักรจากในประเทศเข้าเขตประกอบการเสรี

  • ยื่น คำขอรับรอง IEAT-I-06 สำหรับกรณีซื้อเครื่องจักรจากผู้ขายในไทยแล้วนำเข้าเขตประกอบการเสรี
  • กรณีนี้เกี่ยวข้องกับการขอคืน VAT ของผู้ขาย เนื่องจากการขายให้เขตประกอบการเสรีถือเป็นการส่งออกในแง่ภาษี

การนำเข้าวัตถุดิบที่ได้รับการยกเว้นจากกฎควบคุมมาตรฐาน

  • ยื่น IEAT-I-03 (คำขอ) และ กนอ. ออก IEAT-I-04 (หนังสือรับรอง) สำหรับวัตถุดิบที่ได้รับการยกเว้นจากข้อบังคับควบคุมมาตรฐานหรือคุณภาพบางประการ

ขั้นตอนโดยรวม: ยื่นคำขอต่อ กนอ. → กนอ. ตรวจสอบและออกหนังสือรับรอง → นำหนังสือรับรองประกอบการยื่นใบขนสินค้ากับกรมศุลกากร → นำของเข้าโดยได้รับยกเว้นอากรตามที่รับรอง

ระยะเวลาการพิจารณาของ กนอ. อาจแตกต่างกันตามประเภทคำขอและความซับซ้อนของกิจการ ควรเผื่อเวลาและติดต่อประสานงานกับ กนอ. ล่วงหน้าก่อนมีแผนนำเข้าจริง

ภาระบัญชีและการจัดทำเอกสารที่โรงงานต้องปฏิบัติ

การใช้สิทธิเขตประกอบการเสรีมาพร้อมกับภาระทางบัญชีและเอกสารที่เข้มงวดกว่าโรงงานทั่วไปอย่างมาก หากโรงงานละเลยส่วนนี้ อาจสูญเสียสิทธิประโยชน์หรือต้องชำระภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับได้

1. บัญชีสินค้าคงคลังแยกต่างหาก (Stock Account / สต็อกการ์ด)

โรงงานต้องจัดทำบัญชีสินค้าคงคลังที่แสดงความเคลื่อนไหวของวัตถุดิบ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูปแยกเป็นรายการ โดยต้องสามารถ ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ว่าวัตถุดิบที่นำเข้าโดยได้รับยกเว้นอากรถูกนำไปใช้ผลิตสินค้าใด และสินค้านั้นถูกส่งออกแล้วหรือยัง กรมศุลกากรและ กนอ. มีสิทธิตรวจสอบบัญชีนี้ได้ทุกเมื่อ

2. บัญชีแยกระหว่างกิจกรรมในเขตและนอกเขต

หากโรงงานมีกิจกรรมทั้งในและนอกเขตประกอบการเสรี ต้องจัดทำบัญชีแยกอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการนำต้นทุนหรือรายการภาษีจากส่วนหนึ่งไปปนกับอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ได้

3. การรายงานการใช้วัตถุดิบ (Bill of Materials / BOM Reconciliation)

กนอ. และกรมศุลกากรอาจกำหนดให้ยื่นรายงานการใช้วัตถุดิบเทียบกับสินค้าที่ผลิตออกมา เพื่อยืนยันว่าสัดส่วนการใช้วัตถุดิบที่ได้รับยกเว้นอากรสอดคล้องกับปริมาณการผลิตและการส่งออกจริง การจัดทำ สูตรการผลิต (BOM) ที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบันจึงเป็นสิ่งจำเป็น

4. เอกสารประกอบการนำออกของในเขต

ทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้ายของออกจากเขตประกอบการเสรี ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกต่างประเทศหรือการนำออกภายในประเทศ ต้องจัดทำใบขนสินค้าและเอกสารศุลกากรที่เกี่ยวข้องครบถ้วน โดยเฉพาะกรณีนำออกภายในประเทศต้องมีการชำระภาษีอากรก่อน

5. งบการเงินและการสอบบัญชี

โรงงานในเขตประกอบการเสรียังคงต้องจัดทำงบการเงินและยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ สิทธิที่ได้รับเป็นการยกเว้น อากรขาเข้าและภาษีทางอ้อม เท่านั้น ไม่ใช่การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับกำไรของบริษัท เว้นแต่บริษัทจะได้รับ BOI ด้วย ซึ่งเป็นสิทธิที่ต้องขอแยกต่างหาก

การมี ผู้รับทำบัญชีรายเดือน ที่เข้าใจระบบบัญชีเขตประกอบการเสรีโดยเฉพาะ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการจัดทำเอกสารผิดพลาดได้อย่างมาก เพราะบัญชีสต็อกและรายงานการใช้วัตถุดิบต้องจัดทำต่อเนื่องทุกเดือน ไม่ใช่เพียงปีละครั้ง

ความแตกต่างระหว่าง IEAT Free Zone กับ BOI และกลยุทธ์ที่โรงงานควรพิจารณา

หลายโรงงานสับสนระหว่างสิทธิ IEAT Free Zone กับสิทธิ BOI ซึ่งแม้จะมีเป้าหมายคล้ายกันในการส่งเสริมการลงทุนและการส่งออก แต่มีที่มาและวิธีใช้สิทธิที่แตกต่างกัน

  • IEAT Free Zone เป็นสิทธิตามกฎหมายการนิคมอุตสาหกรรม ผูกติดกับ ที่ตั้งทางกายภาพ ของโรงงานในเขตประกอบการเสรี ไม่ต้องยื่นขอ BOI แยกต่างหากก็ได้รับสิทธิยกเว้นอากรและ VAT ขาเข้า
  • BOI เป็นสิทธิตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน ผูกติดกับ ประเภทกิจการและการลงทุน โดยอาจให้สิทธิยกเว้น CIT เพิ่มเติม แต่ต้องยื่นขออนุมัติจาก BOI ก่อนเริ่มกิจการ
  • โรงงานที่ตั้งอยู่ในเขตประกอบการเสรีและได้รับ ทั้ง IEAT Free Zone และ BOI จะได้รับสิทธิประโยชน์ครบทั้งการยกเว้นอากรขาเข้า+VAT (จาก IEAT) และการยกเว้น/ลดหย่อน CIT (จาก BOI) ซึ่งเป็นรูปแบบที่โรงงานส่งออกขนาดกลางและใหญ่นิยมใช้

สำหรับ SME ที่วางแผนตั้งโรงงานใหม่หรือขยายกิจการ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้าน วางแผนภาษีและที่ปรึกษาภาษี เพื่อวิเคราะห์ว่าการเข้าเขตประกอบการเสรีคุ้มค่ากับต้นทุนและภาระการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์หรือไม่ เพราะค่าเช่าพื้นที่ในเขตประกอบการเสรีมักสูงกว่าพื้นที่อุตสาหกรรมทั่วไป และภาระด้านบัญชีก็มากกว่าด้วย

ผู้ประกอบการต้องประเมินว่ามูลค่าภาษีที่ประหยัดได้จากการยกเว้นอากรขาเข้าและ VAT นั้น มากกว่าต้นทุนค่าเช่าและค่าดำเนินการที่เพิ่มขึ้น หรือไม่ โดยทั่วไปโรงงานที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือโรงงานที่นำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรมูลค่าสูงจากต่างประเทศเพื่อผลิตสินค้าส่งออกเป็นหลัก

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง สิทธิ IEAT Free Zone ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร: เกณฑ์ ขั้นตอน และภาระบัญชีที่โรงงานต้องรู้ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

โรงงานใน IEAT Free Zone ยังต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) อยู่ไหม

ใช่ สิทธิ IEAT Free Zone ยกเว้นเฉพาะอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตสำหรับเครื่องจักรและวัตถุดิบ ไม่ได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) แต่อย่างใด โรงงานยังคงต้องยื่น ภ.ง.ด.50 และชำระ CIT ตามปกติ หากต้องการยกเว้นหรือลด CIT ต้องขอสิทธิ BOI แยกต่างหาก ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องยื่นก่อนเริ่มลงทุน

ซื้อเครื่องจักรจากผู้ขายในไทยแล้วนำเข้าเขตประกอบการเสรีได้รับยกเว้น VAT ไหม

การซื้อเครื่องจักรจากผู้ขายในประเทศแล้วนำเข้าเขตประกอบการเสรีถือว่าผู้ขายส่งของออกจากราชอาณาจักร ผู้ขายจึงมีสิทธิใช้อัตรา VAT 0% สำหรับการขายนั้น โดยผู้ซื้อต้องยื่นแบบฟอร์ม IEAT-I-06 เพื่อขอหนังสือรับรองจาก กนอ. ให้ผู้ขายใช้ประกอบการยื่นขอคืน VAT กับกรมสรรพากร กระบวนการนี้ต้องวางแผนและประสานงานล่วงหน้าระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย และ กนอ.

ถ้านำวัตถุดิบที่ได้รับยกเว้นอากรออกจากเขตประกอบการเสรีมาใช้ในประเทศ จะต้องทำอย่างไร

การนำวัตถุดิบหรือสินค้าที่ได้รับยกเว้นอากรออกนอกเขตประกอบการเสรีไปใช้ในประเทศ ถือเป็นการนำเข้าใหม่ตามกฎหมายศุลกากร ผู้ประกอบการต้องยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและชำระอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่นที่เกี่ยวข้องครบถ้วน ณ อัตราที่ใช้บังคับในวันที่นำออก ดังนั้นหากมีแผนผลิตส่วนหนึ่งเพื่อขายในประเทศ ควรวางแผนแยกสต็อกและบัญชีตั้งแต่ต้น