ธุรกิจ SME หลายแห่งใช้สัญญาผิดประเภทโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้หัก ณ ที่จ่ายผิดอัตรา ละเลยภาระประกันสังคม และเสี่ยงถูกตีความใหม่จากสรรพากรว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงานแทน
ความแตกต่างพื้นฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ก่อนจะพิจารณาผลทางภาษีและประกันสังคม ต้องเข้าใจก่อนว่าสัญญาสองประเภทนี้มีสถานะทางกฎหมายต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
สัญญาจ้างทำของ (มาตรา 587 แห่ง ป.พ.พ.) คือสัญญาที่ผู้รับจ้างตกลงทำงานชิ้นหนึ่งจนสำเร็จแล้วส่งมอบ โดยผู้ว่าจ้างจ่ายสินจ้างเพื่อผลสำเร็จของงานนั้น สาระสำคัญคือ "ผลงาน" ไม่ใช่ "เวลาทำงาน" ผู้รับจ้างมีอิสระในการจัดการวิธีทำงานของตนเอง ไม่อยู่ภายใต้คำสั่งหรือการควบคุมของผู้ว่าจ้างโดยตรง และอาจส่งผู้อื่นมาทำงานแทนได้ ตัวอย่างที่ชัดเจน ได้แก่ การจ้างช่างก่อสร้างสร้างอาคาร การจ้างนักออกแบบสร้างเว็บไซต์ การจ้างที่ปรึกษาจัดทำรายงาน หรือการจ้างโรงงานผลิตสินค้าตามสเปก
สัญญาจ้างแรงงาน (มาตรา 575 แห่ง ป.พ.พ. และพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541) คือสัญญาที่ลูกจ้างตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง โดยอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายจ้าง นายจ้างสามารถกำหนดเวลา สถานที่ และวิธีการทำงานได้ ลูกจ้างต้องทำงานด้วยตนเองและไม่อาจส่งคนอื่นมาแทน กฎหมายคุ้มครองแรงงานจะใช้บังคับโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าสัญญาจะเขียนว่าอย่างไรก็ตาม
หัวใจของการแยกแยะคือ ลักษณะความสัมพันธ์จริง ไม่ใช่ชื่อของสัญญา กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รวมถึงกรมสรรพากร มักพิจารณาข้อเท็จจริงว่า "ใครเป็นผู้ควบคุมวิธีการทำงาน" มากกว่าข้อความในสัญญา
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: อัตราและแบบฟอร์มที่แตกต่างกัน
ความแตกต่างด้านภาษีหัก ณ ที่จ่ายระหว่างสัญญาสองประเภทนี้มีผลในทางปฏิบัติอย่างมากสำหรับทั้งผู้จ่ายและผู้รับเงิน (ข้อมูล ณ ปี 2569)
สัญญาจ้างทำของ: หัก ณ ที่จ่าย 3%
ค่าจ้างทำของที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร (กรณีบุคคลธรรมดา) หรืออยู่ภายใต้บทบัญญัติสำหรับนิติบุคคล โดยตามคำสั่งกรมสรรพากร ป.20/2531 เมื่อผู้จ่ายเงินเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3% ของค่าจ้างที่จ่าย ทุกครั้งที่จ่ายเงินและนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบอินเทอร์เน็ต)
- ผู้จ่ายเป็นบริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จ่ายให้บุคคลธรรมดา: ยื่น ภ.ง.ด.3
- ผู้จ่ายเป็นบริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จ่ายให้นิติบุคคลด้วยกัน: ยื่น ภ.ง.ด.53
- ผู้จ่ายเป็นบุคคลธรรมดา: โดยทั่วไปไม่มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่าย เว้นแต่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ประกอบธุรกิจ
หมายเหตุสำคัญ: หากผู้รับจ้างเป็นนิติบุคคลที่ใช้ระบบ e-Withholding Tax อาจได้รับอัตราหักลดเหลือ 1% (ตามหลักการที่บังคับใช้ในปัจจุบัน — ควรตรวจสอบสถานะกับกรมสรรพากรก่อนนำส่ง)
สัญญาจ้างแรงงาน: คำนวณตามอัตราก้าวหน้า
เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส และผลประโยชน์อื่นที่จ่ายให้ลูกจ้างจัดเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40(1)/(2) ซึ่งต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้า โดยนายจ้างต้องคำนวณ "เสมือนจ่ายตลอดทั้งปี" หารจำนวนเดือนที่เหลือ แล้วจึงหักในแต่ละครั้งที่จ่าย
- ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน ภายในวันที่ 7 (หรือ 15 หากยื่นออนไลน์) ของเดือนถัดไป
- ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1ก (สรุปทั้งปี) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป
- อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้า: 0% สำหรับรายได้สุทธิถึง 150,000 บาท, 5% สำหรับ 150,001–300,000 บาท ขึ้นไปจนถึง 35% สำหรับรายได้สุทธิเกิน 5,000,000 บาท (อัตราบังคับใช้ ณ ปี 2569)
ความต่างที่ชัดเจนที่สุดในทางปฏิบัติ: บริษัทที่จ้างผู้รับจ้างอิสระในอัตราค่าจ้าง 50,000 บาทต่อเดือน หักภาษี ณ ที่จ่ายเพียง 1,500 บาท (3%) ในขณะที่ถ้าเป็นลูกจ้างที่มีรายได้เท่ากัน ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะคำนวณตามอัตราก้าวหน้าซึ่งอาจสูงกว่ามาก ทั้งนี้ภาระภาษีสุดท้ายของผู้รับเงินไม่ต่างกัน เพราะต้องยื่นและชำระส่วนต่างเองในการยื่นภาษีประจำปี
ประกันสังคม: ภาระที่หายไปหรือเพิ่มขึ้นตามประเภทสัญญา
นี่คือความแตกต่างที่มีผลต่อต้นทุนจริงของบริษัทมากที่สุด และมักถูกมองข้ามในการทำสัญญา
สัญญาจ้างแรงงาน: ภาระประกันสังคมมาตรา 33
ลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานต้องเข้าระบบ ประกันสังคมมาตรา 33 โดยอัตโนมัติ นายจ้างมีหน้าที่ขึ้นทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน และต้องนำส่งเงินสมทบร่วมกัน 3 ฝ่ายดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569):
- นายจ้าง สมทบ 5% ของค่าจ้าง (เพดานค่าจ้างสำหรับคำนวณ 15,000 บาท/เดือน หมายความว่านายจ้างสมทบสูงสุด 750 บาท/เดือน/คน)
- ลูกจ้าง สมทบ 5% ของค่าจ้าง (สูงสุด 750 บาท/เดือน) โดยนายจ้างหักจากเงินเดือนและนำส่งแทน
- รัฐบาล สมทบอีกส่วนหนึ่งตามที่กำหนด
ต้นทุนที่แท้จริงของนายจ้างต่อลูกจ้างหนึ่งคนที่เงินเดือน 30,000 บาท คือเงินสมทบประกันสังคม 750 บาทต่อเดือน (เนื่องจากเพดานค่าจ้างอยู่ที่ 15,000 บาท) ยื่นแบบ สปส.1-10 (ส่วนที่ 1) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
สัญญาจ้างทำของ: ไม่มีภาระมาตรา 33
ผู้รับจ้างทำของ (ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) ไม่เข้าข่ายลูกจ้าง ตามพ.ร.บ.ประกันสังคม ผู้ว่าจ้างจึงไม่มีหน้าที่ขึ้นทะเบียนหรือจ่ายเงินสมทบประกันสังคมฝ่ายนายจ้างแต่อย่างใด ผู้รับจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาสามารถสมัครเข้าระบบ ประกันสังคมมาตรา 40 (ผู้ประกอบอาชีพอิสระ) ได้ด้วยตนเอง โดยจ่ายเงินสมทบในอัตราที่ต่ำกว่าและได้รับสิทธิประโยชน์น้อยกว่า แต่ภาระนั้นตกอยู่กับผู้รับจ้างทั้งหมด ไม่ใช่ผู้ว่าจ้าง
ผลที่ตามมาในทางบัญชีคือ ต้นทุนการใช้แรงงานผ่านสัญญาจ้างทำของจะต่ำกว่าในแง่ของเงินสมทบประกันสังคม อย่างไรก็ตาม การใช้สัญญาจ้างทำของเพื่อหลีกเลี่ยงภาระนี้ในกรณีที่ความสัมพันธ์จริงเป็นการจ้างแรงงาน ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและมีความเสี่ยงสูง
ความรับผิดตามกฎหมายแรงงานและกรณีอุบัติเหตุ
ความแตกต่างของสัญญาสองประเภทนี้มีผลต่อความรับผิดของผู้ว่าจ้าง/นายจ้างอย่างมีนัยสำคัญในหลายกรณี
สัญญาจ้างแรงงาน: ความคุ้มครองครบวงจรตามกฎหมาย
นายจ้างต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน รวมถึง:
- วันหยุดพักผ่อนประจำปี: ลูกจ้างที่ทำงานครบ 1 ปีมีสิทธิลาพักผ่อนอย่างน้อย 6 วันต่อปี
- ค่าชดเชยเลิกจ้าง: หากนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน (เช่น ทำงาน 1–3 ปี ได้รับค่าชดเชย 90 วัน, 3–6 ปี ได้รับ 180 วัน ฯลฯ)
- กองทุนเงินทดแทน: นายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนให้สำนักงานประกันสังคม เพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน อัตราเงินสมทบขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและระดับความเสี่ยง
- ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานวันหยุด: กฎหมายกำหนดอัตราค่าตอบแทนขั้นต่ำที่นายจ้างต้องจ่าย
สัญญาจ้างทำของ: ความรับผิดจำกัดแต่มีข้อยกเว้น
ผู้ว่าจ้างไม่มีหน้าที่ตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานต่อผู้รับจ้าง อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 428 กำหนดให้ผู้ว่าจ้างอาจต้องรับผิดร่วมหากอุบัติเหตุเกิดจากคำสั่งของผู้ว่าจ้างโดยตรงหรือจากงานที่ไม่เหมาะสมตามปกติวิสัยที่ตนสั่งให้ทำ และหากข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์เป็นการจ้างแรงงานจริง ศาลแรงงานก็อาจตีความให้ผู้รับจ้างมีสถานะเป็นลูกจ้างและนำไปสู่ความรับผิดเต็มรูปแบบของนายจ้าง
การจัดทำ บัญชีรายเดือน ที่ถูกต้องและสม่ำเสมอจะช่วยให้บริษัทมีหลักฐานที่ชัดเจนในการแสดงลักษณะความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับคู่สัญญา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญหากเกิดข้อพิพาทขึ้นในภายหลัง
ความเสี่ยงจากการ "ปรับรูป" สัญญาผิดประเภท
ปัญหาที่พบบ่อยในกลุ่มธุรกิจ SME คือการใช้ "สัญญาจ้างทำของ" กับบุคคลที่มีลักษณะเป็นลูกจ้างจริง เพื่อหลีกเลี่ยงภาระประกันสังคมและสิทธิตามกฎหมายแรงงาน การกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่ความเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน
- ด้านสรรพากร: หากกรมสรรพากรพิจารณาว่าเงินได้ที่จ่ายเป็นเงินเดือน (มาตรา 40(1)) แทนที่จะเป็นค่าจ้างทำของ อาจประเมินภาษีหัก ณ ที่จ่ายส่วนต่างพร้อมเบี้ยปรับ 1.5 เท่าและเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน
- ด้านประกันสังคม: สำนักงานประกันสังคมอาจย้อนประเมินเงินสมทบที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ย
- ด้านแรงงาน: กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอาจสั่งให้จ่ายค่าชดเชย สิทธิวันหยุด หรือค่าตอบแทนอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจมีจำนวนมากหากสะสมหลายปี
ปัจจัยที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตีความว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ได้แก่: ต้องทำงานตามเวลาที่กำหนด ต้องมาทำงานที่สถานประกอบการ ได้รับค่าตอบแทนสม่ำเสมอรายเดือน อยู่ภายใต้การสั่งการโดยตรง และไม่มีอิสระรับงานจากแหล่งอื่น
หากคุณยังไม่แน่ใจว่าโครงสร้างการจ้างงานของบริษัทถูกต้องหรือไม่ ที่ปรึกษาภาษีและวางแผนภาษี สามารถตรวจสอบสัญญาและโครงสร้างต้นทุนได้ก่อนที่จะเกิดปัญหา
ตารางเปรียบเทียบและแนวทางเลือกสัญญาที่เหมาะสม
สรุปความแตกต่างหลักที่ SME ควรพิจารณาก่อนทำสัญญากับผู้ร่วมงาน (ข้อมูล ณ ปี 2569):
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: จ้างทำของ = 3% (ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53) | จ้างแรงงาน = ตามอัตราก้าวหน้า (ภ.ง.ด.1)
- ประกันสังคม (ฝ่ายนายจ้าง/ผู้ว่าจ้าง): จ้างทำของ = ไม่มีภาระ | จ้างแรงงาน = 5% ของค่าจ้าง (สูงสุด 750 บาท/เดือน/คน)
- กองทุนเงินทดแทน: จ้างทำของ = ไม่มีหน้าที่ | จ้างแรงงาน = มีหน้าที่นำส่งตามอัตราความเสี่ยงกิจการ
- ค่าชดเชยเลิกจ้าง: จ้างทำของ = ไม่มี (มีเพียงค่าสินจ้างตามสัญญา) | จ้างแรงงาน = มีตามอายุงาน
- วันหยุด ลาป่วย ลาพักผ่อน: จ้างทำของ = ตามที่ตกลงกันในสัญญา | จ้างแรงงาน = ตามที่กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ
- ความยืดหยุ่น: จ้างทำของ = สูง เหมาะกับงานโครงการหรืองานที่มีผลลัพธ์ชัดเจน | จ้างแรงงาน = เหมาะกับงานประจำที่ต้องการการควบคุมและความต่อเนื่อง
หลักการเลือกสัญญา: ถ้าคุณต้องการควบคุมวิธีการทำงาน กำหนดเวลาเข้าออก และทำงานในสถานที่ของคุณ — ใช้สัญญาจ้างแรงงานและปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างครบถ้วน ถ้าคุณต้องการผลลัพธ์สำเร็จรูปและผู้รับจ้างมีอิสระในการจัดการงานของตนเอง — สัญญาจ้างทำของเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า อย่าเลือกสัญญาตามภาระที่ต่ำกว่า แต่ให้เลือกตามลักษณะความสัมพันธ์ที่แท้จริง
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง สัญญาจ้างทำของ vs สัญญาจ้างแรงงาน: ผลต่างด้านภาษีหัก ณ ที่จ่าย ประกันสังคม และความรับผิดตามกฎหมาย ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถ้าจ้างฟรีแลนซ์แบบสัญญาจ้างทำของ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไหร่และยื่นแบบไหน?
กรณีผู้จ่ายเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ของค่าจ้างทุกครั้งที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากร ป.20/2531 หากจ่ายให้บุคคลธรรมดา ยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 หากจ่ายให้นิติบุคคล ยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นทางอินเทอร์เน็ต) ข้อมูล ณ ปี 2569 — ควรตรวจสอบอัตราและเงื่อนไขปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนนำส่ง
บริษัทที่ใช้สัญญาจ้างทำของแทนจ้างแรงงานจะไม่ต้องจ่ายประกันสังคมเลยใช่ไหม?
ถูกต้องว่าผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้างทำของไม่มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบประกันสังคมมาตรา 33 ฝ่ายนายจ้าง เนื่องจากผู้รับจ้างไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากลักษณะงานจริงคือการควบคุมเวลา สถานที่ และวิธีทำงาน สำนักงานประกันสังคมและกรมสวัสดิการแรงงานอาจย้อนประเมินว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งนำมาซึ่งภาระค้างชำระทั้งด้านประกันสังคมและกฎหมายแรงงานพร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับ
ถ้าผู้รับจ้างทำของได้รับบาดเจ็บระหว่างทำงาน บริษัทต้องรับผิดชอบหรือไม่?
โดยหลักการผู้ว่าจ้างไม่มีหน้าที่ตามกองทุนเงินทดแทน (ซึ่งคุ้มครองเฉพาะลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน) อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 428 อาจให้ผู้ว่าจ้างรับผิดร่วมได้หากอุบัติเหตุเกิดจากคำสั่งของผู้ว่าจ้างโดยตรงหรือจากลักษณะงานที่ตนสั่ง นอกจากนี้ หากศาลตีความว่าความสัมพันธ์เป็นการจ้างแรงงานจริง ความรับผิดอาจขยายไปเต็มรูปแบบ ควรระบุข้อสัญญาด้านประกันภัยและความปลอดภัยให้ชัดเจนในสัญญาจ้างทำของทุกฉบับ