เมื่อเปลี่ยนสถานะจากบุคคลธรรมดามาจดทะเบียนบริษัทจำกัด เป้าหมายสำคัญของเจ้าของกิจการย่อมเป็นการสร้างผลกำไรให้ธุรกิจเติบโต ทว่าปัญหาใหญ่ที่ SME มักเผชิญคือกำไรทางภาษีที่ต้องถูกนำไปหักภาษีเงินได้นิติบุคคล หากไม่มีการวางแผนล่วงหน้า บริษัทอาจต้องจ่ายภาษีเป็นจำนวนเงินมหาศาลอย่างไม่จำเป็น การวางแผนภาษี (Tax Planning) อย่างถูกวิธีและโปร่งใส จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินของบริษัท
การวางแผนภาษี คืออะไร? ทำไมจึงต่างจาก "การเลี่ยงภาษี"
สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจคือการแยกความแตกต่างระหว่าง 3 คำนี้:
- การวางแผนภาษี (Tax Planning): การนำสิทธิประโยชน์ โควตาลดหย่อน และช่องทางทางกฎหมายที่สรรพากรกำหนดไว้ มาประยุกต์ใช้เพื่อเสียภาษีในจำนวนที่น้อยที่สุดและคุ้มค่าที่สุดอย่างถูกต้อง 100%
- การเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance): การใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อเลี่ยงการเสียภาษี แม้จะไม่ผิดกฎหมายโดยตรง แต่อาจขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและมีความเสี่ยงที่จะโดนสรรพากรตรวจสอบและปรับย้อนหลัง
- การหนีภาษี (Tax Evasion): การกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เช่น การสร้างเอกสารเท็จ บันทึกรายได้ไม่ครบถ้วน หรือสร้างรายจ่ายทิพย์ มีโทษทางแพ่งและอาญารุนแรง
7 วิธีวางแผนภาษีเพื่อให้บริษัทของคุณประหยัดอย่างสูงสุด
1. ตั้งเงินเดือนกรรมการให้เหมาะสม
เจ้าของบริษัทหลายคนมักไม่ตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง และรอรับเฉพาะเงินปันผลตอนสิ้นปี แต่ในความเป็นจริง เงินเดือนและโบนัสของกรรมการถือเป็น **รายจ่ายของบริษัท** ที่นำมาหักลดหย่อนกำไรสุทธิก่อนคิดภาษีได้ (ขณะที่เงินปันผลหักเป็นรายจ่ายบริษัทไม่ได้) การวางแผนโดยเกลี่ยรายได้จากกำไรของบริษัทมาเป็นเงินเดือนกรรมการในอัตราที่พอเหมาะ จะช่วยกระจายฐานภาษีระหว่างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้สมดุลและเสียภาษีโดยรวมต่ำสุด
2. เก็บหลักฐานรายจ่ายของบริษัทให้ครบถ้วนและถูกต้อง
สรรพากรยึดหลัก "รายจ่ายใดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ สามารถนำมาหักภาษีได้" แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีหลักฐานชัดเจน วิธีป้องกันไม่ให้กลายเป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษีคือ:
- ขอใบกำกับภาษีเต็มรูป (Full Tax Invoice) หรือใบเสร็จรับเงินที่มีชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัทระบุไว้อย่างชัดเจน
- กรณีผู้ขายเป็นบุคคลธรรมดาและไม่มีใบเสร็จ ให้ทำ **ใบสำคัญรับเงิน (Receipt Voucher)** พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับเงินและหลักฐานการโอนเงินจริง
- จัดทำ **ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (บก.111)** ในกรณีที่เป็นรายจ่ายเล็กน้อยและไม่สามารถขอใบเสร็จได้จริง เช่น ค่าเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
3. แปลงค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของให้เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทอย่างถูกกฎหมาย
ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าน้ำมันรถยนต์ หรือค่าบำรุงรักษารถยนต์ที่เจ้าของใช้ทำงานจริง สามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ หากจัดทำให้เป็นสวัสดิการของบริษัทอย่างถูกต้อง โดยออกข้อกำหนดสวัสดิการพนักงาน/กรรมการให้ชัดเจน และทำสัญญาให้บริษัทเป็นผู้เช่าใช้ทรัพย์สินนั้นเพื่อกิจการ
4. ใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษี 2 เท่า (Double Deduction)
รัฐบาลมักมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น:
- ค่าส่งพนักงานเข้าอบรมสัมมนา: สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ถึง 200% (จ่าย 10,000 หักรายจ่ายภาษีได้ 20,000 บาท)
- ค่าจ้างผู้สูงอายุหรือคนพิการเข้าทำงาน: สามารถนำมาหักรายจ่ายได้ตามเงื่อนไขของสรรพากร
- ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D): หักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมสูงสุดตามเกณฑ์รัฐบาล
5. วางแผนค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ (Depreciation)
การซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ของบริษัท เช่น เครื่องจักร รถยนต์ คอมพิวเตอร์ หรืออาคาร ไม่สามารถบันทึกเป็นรายจ่ายก้อนเดียวในเดือนที่ซื้อได้ แต่ต้องเฉลี่ยหักเป็น **ค่าเสื่อมราคา** ตลอดอายุการใช้งานทางกฎหมาย สำหรับ SME สรรพากรเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิในการคิดค่าเสื่อมราคาในอัตราเร่ง (Accelerated Depreciation) สำหรับทรัพย์สินบางประเภท เช่น คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะช่วยลดกำไรสุทธิและประหยัดภาษีในช่วงปีแรก ๆ ได้มากขึ้น
6. รักษาคุณสมบัติเพื่อรับอัตราภาษี SME (Progressive SME Tax Rates)
บริษัทจำกัดที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้รวมตลอดปีภาษีไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้รับสิทธิเสียภาษีในอัตราพิเศษสำหรับ SME ซึ่งถูกกว่าบริษัทขนาดใหญ่ทั่วไปอย่างมาก:
| ช่วงกำไรสุทธิ (บาท) | อัตราภาษีบริษัททั่วไป | อัตราภาษีสำหรับ SME |
|---|---|---|
| 0 - 300,000 บาทแรก | 20% | ยกเว้นภาษี (0%) |
| 300,001 - 3,000,000 บาท | 20% | 15% |
| มากกว่า 3,000,000 บาทขึ้นไป | 20% | 20% |
ดังนั้น เจ้าของกิจการควรควบคุมขนาดธุรกิจและการเพิ่มทุนชำระแล้วให้อยู่ภายใต้เกณฑ์ SME เพื่อไม่ให้สูญเสียสิทธิประโยชน์ก้อนใหญ่นี้
7. ใช้ประโยชน์จากผลขาดทุนสะสมย้อนหลัง (Net Operating Loss)
หากบริษัทของคุณเคยมีผลขาดทุนจากการประกอบกิจการในปีก่อน ๆ สรรพากรยอมให้นำผลขาดทุนสุทธิที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชี มาหักออกจากกำไรสุทธิของปีปัจจุบันก่อนนำไปคำนวณภาษีได้ ซึ่งวิธีนี้ทำให้บริษัทที่เพิ่งพ้นจากภาวะขาดทุนไม่ต้องเสียภาษีในทันที ช่วยรักษาสภาพคล่องทางการเงินในช่วงฟื้นฟูธุรกิจ
ทำไมการมีที่ปรึกษาวางแผนภาษีมืออาชีพจึงคุ้มค่ากว่า?
แม้ผู้ประกอบการจะศึกษาข้อมูลภาษีด้วยตัวเอง แต่กฎหมายสรรพากรและแนวคำวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ภาษีมีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงอยู่เสมอ การเลือกใช้บริการวางแผนภาษีของ **A Plus Me** จะช่วยลดความเสี่ยงของคุณ:
- วิเคราะห์โครงสร้างรายได้-ค่าใช้จ่ายแบบเจาะลึก: เพื่อค้นหาจุดรั่วไหลทางภาษีที่เจ้าของกิจการอาจมองข้าม
- จัดทำเอกสารให้ถูกต้องตรงตามหลักเกณฑ์: ลดปัญหาการโดนสรรพากรคัดค้านรายจ่ายเมื่อเข้ามาตรวจสอบย้อนหลัง
- ประสานงานและเป็นกันชนกับหน่วยงานรัฐ: มอบหน้าที่การชี้แจงเอกสารภาษีที่ซับซ้อนให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณมีเวลาไปโฟกัสการเติบโตของธุรกิจได้อย่างเต็มที่
อ่านต่อในชุดวางแผนภาษี
- ค่าใช้จ่ายทางบัญชีกับภาษีต่างกันอย่างไร สรุปรายจ่ายต้องห้าม
- ค่าเสื่อมราคาคืออะไร วิธีคิดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์บริษัท
- VAT สำหรับ SME สรุปภาษีมูลค่าเพิ่มที่ควรรู้
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร บริษัทต้องหักกี่เปอร์เซ็นต์
- ดูบริการวางแผนภาษีและที่ปรึกษาของ A Plus Me
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
บทความเรื่อง 7 วิธีวางแผนภาษีบริษัทจำกัดอย่างถูกกฎหมาย เพื่อลดหย่อนและประหยัดภาษี ควรใช้เพื่อวางแผนก่อนเกิดรายการจริง เพราะการประหยัดภาษีที่ดีต้องมีเหตุผลทางธุรกิจ เอกสารครบ และบันทึกบัญชีสอดคล้องกับกระแสเงินสดจริง
เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ
- แยกเป้าหมายทางธุรกิจออกจากเป้าหมายภาษี เช่น เงินสด กำไร ภาระเอกสาร และความเสี่ยงย้อนหลัง
- ตรวจว่ารายจ่ายหรือโครงสร้างที่เลือกมีเอกสาร ผู้รับเงิน และเหตุผลทางธุรกิจรองรับ
- ประเมินผลต่อ VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และงบการเงินก่อนตัดสินใจ
ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
- มองเฉพาะตัวเลขภาษีที่ลดลง แต่ไม่ดูความเสี่ยงเอกสารและกระแสเงินสด
- ใช้รายจ่ายส่วนตัวหรือรายการที่ไม่มีผู้รับเงินชัดเจนเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท
- ทำรายการปลายปีโดยไม่มีมติ สัญญา หรือหลักฐานชำระเงินจริงรองรับ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
7 วิธีวางแผนภาษีบริษัทจำกัดอย่างถูกกฎหมาย เพื่อลดหย่อนและประหยัดภาษี ใช้ลดภาษีได้จริงหรือไม่?
เรื่อง 7 วิธีวางแผนภาษีบริษัทจำกัดอย่างถูกกฎหมาย เพื่อลดหย่อนและประหยัดภาษี อาจช่วยให้ภาษีเหมาะสมขึ้นได้เมื่อมีเหตุผลทางธุรกิจและเอกสารรองรับครบ แต่ไม่ควรใช้เป็นวิธีลดภาษีแบบตัดขาดจากข้อเท็จจริง เพราะสรรพากรสามารถตรวจย้อนกลับจากเงินเข้าออกและเอกสารประกอบได้
ก่อนตัดสินใจเรื่อง 7 วิธีวางแผนภาษีบริษัทจำกัดอย่างถูกกฎหมาย เพื่อลดหย่อนและประหยัดภาษี ควรเช็กอะไร?
ควรเช็กผลต่อกำไร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล กระแสเงินสด และเอกสารที่จะต้องเก็บในแฟ้มบัญชี เพื่อให้แผนภาษีไม่กลายเป็นความเสี่ยงย้อนหลัง
ถ้าทำ 7 วิธีวางแผนภาษีบริษัทจำกัดอย่างถูกกฎหมาย เพื่อลดหย่อนและประหยัดภาษี ไปแล้วเอกสารไม่ครบควรแก้อย่างไร?
ให้รวบรวมหลักฐานที่มีอยู่ แยกรายการที่พิสูจน์ผู้รับเงินและวัตถุประสงค์ธุรกิจได้ จากนั้นให้ผู้ทำบัญชีประเมินว่าควรบันทึกเป็นรายจ่ายได้หรือควรแยกเป็นรายการต้องห้ามทางภาษี