ช่วง 2–3 เดือนก่อนปิดงบคือโอกาสทองของเจ้าของธุรกิจ — หากรู้ว่าต้องทำอะไรก่อนสิ้นรอบบัญชี คุณยังสามารถลดภาระภาษีนิติบุคคลได้อย่างถูกกฎหมาย แต่หากรอให้ปิดงบก่อนแล้วค่อยคิด โอกาสนั้นก็หายไปพร้อมกับเงินในกระเป๋าของคุณ
ทำไมการวางแผนภาษีสิ้นปีถึงสำคัญมากกว่าที่คิด
เจ้าของบริษัทหลายคนเชื่อว่า "เรื่องภาษี" เป็นหน้าที่ของนักบัญชี และจะรอดูผลหลังปิดงบแล้วค่อยจ่าย แต่ความเป็นจริงคือ การวางแผนภาษีที่ดีต้องทำ "ก่อน" ปิดรอบบัญชี ไม่ใช่หลัง เพราะรายการที่ช่วยลดภาษีได้ถูกกฎหมาย เช่น การซื้อสินทรัพย์ การตั้งสำรอง หรือการจ่ายค่าใช้จ่ายที่ค้างอยู่ ล้วนต้องเกิดขึ้น "ในรอบบัญชีนั้น" เท่านั้น
บทความนี้เหมาะสำหรับ เจ้าของบริษัทจำกัดและ หจก. ที่ใช้รอบบัญชีปีปฏิทิน (1 ม.ค. – 31 ธ.ค.) และต้องการรู้ว่าควรทำอะไรบ้างในช่วง 2–3 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นปีเพื่อลดภาษีได้อย่างถูกต้องและมีหลักฐานครบถ้วน
ก่อนอื่น: ดูตัวเลขกำไรโดยประมาณก่อนสิ้นปี
ขั้นตอนแรกของการวางแผนคือ ประเมินกำไรสุทธิโดยประมาณ (Estimated Net Profit) ก่อนสิ้นรอบบัญชี อย่างน้อย 2 เดือน วิธีทำง่ายๆ คือขอให้สำนักงานบัญชีสรุปยอดรายได้ รายจ่าย และกำไรโดยประมาณ ณ เดือนที่ผ่านมา แล้วประมาณว่าถึงสิ้นปีน่าจะมีกำไรเท่าไหร่
เหตุผลที่ต้องรู้ก่อนคือ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ของบริษัท SME ในปัจจุบัน (ปี 2568–2569) มีโครงสร้างแบบขั้นบันได ดังนี้:
| กำไรสุทธิ (บาท) | อัตราภาษีนิติบุคคล | เงื่อนไข |
|---|---|---|
| 0 – 300,000 | ยกเว้น (0%) | บริษัท SME ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท |
| 300,001 – 3,000,000 | 15% | เฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 บาท |
| เกิน 3,000,000 | 20% | เฉพาะส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท |
หมายเหตุ: เงื่อนไขสิทธิ SME และอัตราภาษีอาจมีการปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกา โปรดให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนนำไปใช้
เมื่อรู้ว่ากำไรโดยประมาณจะอยู่ที่เท่าไหร่ คุณก็จะรู้ว่าควร "เร่ง" รายจ่ายรายการใดเพิ่มเติมในปีนี้ หรือควร "เลื่อน" รายได้บางส่วนออกไปปีหน้าได้อย่างเหมาะสม
เช็กลิสต์วางแผนภาษีสิ้นปี 10 ข้อที่บริษัทต้องทำ
1. ตรวจสอบและรวบรวมค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้บันทึก
ค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นในปีนี้แต่ยังไม่มีใบแจ้งหนี้หรือยังไม่ได้จ่าย ยังสามารถนำมาตั้งเป็น "ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย" (Accrued Expenses) ได้ ตราบใดที่มีหลักฐานว่าภาระนั้นเกิดขึ้นจริงในรอบบัญชีนี้ ตัวอย่างเช่น ค่าบริการที่ยังค้างกับซัพพลายเออร์ ค่าเช่าเดือนสุดท้าย หรือค่าที่ปรึกษาที่ทำงานแล้วแต่ยังไม่ได้ออกบิล
2. เร่งซื้อสินทรัพย์ถาวรที่วางแผนไว้
หากบริษัทวางแผนจะซื้อคอมพิวเตอร์ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์สำนักงาน ควรเร่งดำเนินการให้เสร็จก่อนสิ้นปี เพราะค่าเสื่อมราคา (Depreciation) จะเริ่มนับได้ตั้งแต่เดือนที่ได้รับสินทรัพย์นั้น ทำให้ปีนี้มีค่าใช้จ่ายทางภาษีเพิ่มขึ้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการวางแผนค่าเสื่อมราคา แนะนำอ่านบทความเกี่ยวกับ วางแผนภาษี ของเรา
3. ตรวจสอบค่าใช้จ่ายรับรองและสังสรรค์
ค่ารับรอง (Entertainment Expenses) หักได้จริง แต่มีเพดานที่กฎหมายกำหนด คือหักได้ไม่เกิน 0.3% ของรายได้หรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า และสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท ต้องมีใบเสร็จรับเงิน ระบุชื่อผู้รับรอง วัตถุประสงค์ และจำนวนคนที่เข้าร่วมด้วย ตรวจสอบว่าเอกสารรายการนี้ครบถ้วนก่อนสิ้นปี
4. จ่ายโบนัสพนักงานและกรรมการก่อนสิ้นรอบบัญชี
โบนัสที่จ่ายจริงในรอบบัญชีนี้ถือเป็นรายจ่ายของบริษัทที่หักได้ 100% และยังเป็นโอกาสลดกำไรสุทธิของบริษัทก่อนคิดภาษี อย่างไรก็ตาม ต้องจ่ายจริงก่อนสิ้นรอบบัญชี และต้องมีหลักฐานการโอนเงินหรือสลิปจ่าย พร้อมบันทึกหัก ภ.ง.ด.1 ในเดือนที่จ่ายด้วย
5. ตรวจสอบสต็อกสินค้าคงเหลือ
หากมีสินค้าเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือขายไม่ออก ให้ดำเนินการตัดจำหน่าย (Write-off) โดยมีรายงานการตรวจนับสินค้าและเอกสารอนุมัติประกอบ จะทำให้สามารถบันทึกเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ในปีนี้ แทนที่จะปล่อยให้ค้างเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีมูลค่าจริง
6. ตรวจสอบลูกหนี้ที่เรียกเก็บไม่ได้และตั้งหนี้สงสัยจะสูญ
หนี้ที่ค้างชำระมานานและไม่มีทีท่าจะได้รับคืนสามารถ ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ หรือตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญได้ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรมสรรพากรอย่างเคร่งครัด เช่น ต้องมีหลักฐานว่าได้ดำเนินการทวงถามแล้ว และลูกหนี้ไม่มีความสามารถชำระจริง
7. วางแผนการจ่ายเงินเดือนกรรมการให้เหมาะสม
หากรอบบัญชีใกล้สิ้นสุดแล้วพบว่าบริษัทมีกำไรสูงเกินคาด อาจพิจารณาปรับโครงสร้างเงินเดือนกรรมการ (หากยังไม่ได้ตั้งหรือตั้งน้อยเกินไป) อย่างไรก็ตาม การปรับต้องทำอย่างถูกกฎหมาย มีมติที่ประชุม และจ่ายจริงในรอบบัญชีนี้ ไม่ใช่เพียงตั้งค้างไว้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริการ วางแผนภาษี
8. ตรวจสอบการใช้ผลขาดทุนสะสมยกมา
หากปีก่อนหน้ามีผลขาดทุน บริษัทสามารถนำ ผลขาดทุนสะสม (Net Operating Loss Carryforward) มาหักออกจากกำไรปีนี้ได้ โดยยกมาได้ไม่เกิน 5 รอบบัญชีถัดจากปีที่ขาดทุน ตรวจสอบกับนักบัญชีว่ายังมียอดที่นำมาใช้ได้เหลืออยู่หรือไม่
9. ตรวจสอบภาษีซื้อและ VAT ให้ครบถ้วน
สำหรับบริษัทที่จดทะเบียน VAT ให้ตรวจสอบว่าใบกำกับภาษีซื้อ (Tax Invoice) ที่ได้รับในปีนี้ถูกนำมาใช้สิทธิในแบบ ภ.พ.30 ครบถ้วนแล้วหรือยัง ภาษีซื้อที่ลืมนำมาใช้สิทธิอาจทำให้เสีย VAT เกินความจำเป็น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บทความ VAT สำหรับ SME
10. เตรียมเอกสารประกอบการปิดงบให้ครบ
เตรียมเอกสารทั้งหมดที่สำนักงานบัญชีต้องการ ไม่ว่าจะเป็นสเตทเมนต์ธนาคารครบทุกบัญชี ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ สัญญาเช่า ทะเบียนสินทรัพย์ถาวร และรายงานสต็อกปลายปี ยิ่งเตรียมไว้ล่วงหน้ายิ่งดี เพราะจะทำให้ปิดงบได้เร็ว ลดความเสี่ยงการยื่นงบล่าช้า ดูรายการเอกสารทั้งหมดได้ที่ เอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชี
กำหนดเวลาสำคัญที่เจ้าของบริษัทต้องจำ
สำหรับบริษัทที่ใช้รอบบัญชีปีปฏิทิน (สิ้นสุด 31 ธันวาคม) กำหนดเวลาที่ต้องรู้มีดังนี้:
- ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี (ประมาณ 31 พฤษภาคม) — ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี) พร้อมงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) แล้ว
- ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี (ประมาณ 31 พฤษภาคม) — ส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่านระบบออนไลน์
- ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม (8 เดือนของรอบบัญชีถัดไป) — ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 (ประมาณการภาษีครึ่งปี) พร้อมชำระภาษีครึ่งหนึ่งของประมาณการทั้งปี
- ทุกเดือน ภายในวันที่ 7 (หรือ 15 หากยื่นออนไลน์) — ยื่น ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53 และ ภ.พ.30 ตามแต่ละรายการที่มี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวางแผนภาษีสิ้นปี
จากประสบการณ์ของทีม A Plus Me ในการดูแลลูกค้า SME ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดได้แก่:
- รอให้ปิดงบก่อนแล้วค่อยถามเรื่องภาษี — เมื่อปิดงบแล้ว ยอดกำไรเป็นที่สิ้นสุด ไม่สามารถย้อนกลับไปเพิ่มรายจ่ายหรือปรับโครงสร้างได้อีก
- ซื้อสินทรัพย์หลังสิ้นปีโดยคิดว่าหักได้ย้อนหลัง — ค่าเสื่อมราคานับจากเดือนที่ได้รับสินทรัพย์จริง ไม่สามารถย้อนหลังได้
- ลืมตรวจสอบเงื่อนไข SME — หากทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาท หรือรายได้เกิน 30 ล้านบาท จะเสียสิทธิอัตราภาษีขั้นบันไดทันที
- ไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบรายจ่าย — รายจ่ายทุกรายการต้องมีใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หรือหลักฐานที่เชื่อถือได้ ไม่เช่นนั้นอาจถูกบวกกลับเป็นรายจ่ายต้องห้าม
- คำนวณภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ต่ำกว่าความเป็นจริงมากเกิน 25% — หากชำระภาษีครึ่งปีต่ำกว่า 75% ของภาษีจริงทั้งปีโดยไม่มีเหตุผลสมควร อาจมีภาษีเพิ่มและค่าปรับเพิ่มเติม
สิ่งที่ต้องประสานกับสำนักงานบัญชีก่อนสิ้นปี
หากใช้บริการรับทำบัญชีรายเดือน ควรนัดพูดคุยกับทีมบัญชีของคุณก่อนสิ้นปีอย่างน้อย 2 เดือนเพื่อดำเนินการดังนี้:
- ขอรายงานกำไรขาดทุนโดยประมาณ ณ ปัจจุบัน เพื่อประเมินภาระภาษีที่คาดการณ์
- แจ้งรายการค่าใช้จ่ายหรือสัญญาที่ยังไม่ได้บันทึก เพื่อให้บันทึกบัญชีได้ทัน
- สอบถามว่าบริษัทยังมีสิทธิอัตราภาษี SME หรือไม่ และมีเงื่อนไขอะไรที่ต้องระวัง
- วางแผนการชำระภาษีล่วงหน้า เพื่อให้มีสภาพคล่องเพียงพอในช่วงต้นปีถัดไป
- ตรวจสอบรายการที่อาจเสี่ยงต่อการตรวจสอบของสรรพากร เช่น ค่ารับรอง ค่าน้ำมัน รายจ่ายกรรมการ
ประเมินความเสี่ยงภาษีก่อนปิดงบ ดีกว่าแก้ทีหลัง
นอกจากการลดภาษีแล้ว การวางแผนสิ้นปียังเป็นโอกาสดีในการ ตรวจสุขภาพบัญชีและความเสี่ยงภาษี ก่อนที่สรรพากรจะตรวจ ไม่ว่าจะเป็นรายการที่อาจถูกมองว่าเป็นรายจ่ายส่วนตัว การรับรายได้ที่ไม่ตรงกับใบกำกับภาษี หรือยอดเงินกู้ยืมกรรมการที่ค้างมานาน สิ่งเหล่านี้ควรจัดการให้เรียบร้อยก่อนปิดงบ ลองใช้เครื่องมือ ประเมินความเสี่ยงภาษี ของ A Plus Me เพื่อดูจุดที่ควรระวัง
ให้ A Plus Me ช่วยวางแผนภาษีสิ้นปีให้คุณ
การวางแผนภาษีสิ้นปีที่ดีไม่ใช่แค่การ "ลดภาษี" แต่คือการทำให้บัญชีและภาษีของบริษัทสะอาด มีหลักฐานครบ และพร้อมรับการตรวจสอบได้ตลอดเวลา ทีม วางแผนภาษี ของ A Plus Me พร้อมช่วยคุณตรวจสอบตัวเลขกำไร วิเคราะห์รายจ่ายที่เพิ่มได้ถูกกฎหมาย และประสานงานกับทีมบัญชีให้ครบทุกขั้นตอนก่อนปิดงบ ติดต่อ A Plus Me วันนี้เพื่อนัดพูดคุยฟรี
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง วางแผนภาษีสิ้นปีบริษัท เช็กลิสต์สิ่งที่ต้องทำก่อนปิดงบ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
วางแผนภาษีสิ้นปีบริษัทควรเริ่มทำตอนไหน
ควรเริ่มทำก่อนสิ้นรอบบัญชีอย่างน้อย 2–3 เดือน เช่น หากใช้รอบบัญชีปีปฏิทิน (สิ้นสุด 31 ธ.ค.) ควรเริ่มในเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน เพราะรายการที่ช่วยลดภาษีได้ส่วนใหญ่ต้องเกิดขึ้นจริงภายในรอบบัญชีนั้น ไม่สามารถย้อนหลังได้
บริษัท SME ได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลกำไร 3 แสนแรกจริงไหม มีเงื่อนไขอะไรบ้าง
จริง แต่มีเงื่อนไข คือบริษัทต้องมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี หากเกินเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง จะเสียสิทธิอัตราขั้นบันได SME ทันที และต้องเสียภาษีนิติบุคคลในอัตราปกติ 20% ทั้งหมด
กำหนดยื่น ภ.ง.ด.50 คือวันไหน และยื่นล่าช้ามีโทษอะไร
ต้องยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี สำหรับรอบบัญชีสิ้น 31 ธ.ค. กำหนดคือประมาณ 31 พฤษภาคมของปีถัดไป หากยื่นออนไลน์จะได้ขยายเวลาอีก 8 วัน (ขึ้นอยู่กับมาตรการของกรมสรรพากรในแต่ละปี) หากยื่นล่าช้าจะมีค่าปรับและเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ
บริษัทมีกำไรน้อยมาก ยังต้องวางแผนภาษีสิ้นปีไหม
ยังต้องทำ เพราะการวางแผนสิ้นปีไม่ใช่แค่เรื่องลดภาษี แต่รวมถึงการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร การจัดการเงินกู้ยืมกรรมการ สต็อกสินค้า และลูกหนี้ค้างนาน รวมถึงการเตรียมงบการเงินให้พร้อมส่ง DBD ให้ทันกำหนดเวลาด้วย
ค่ารับรองลูกค้าสิ้นปีหักภาษีได้เท่าไหร่
ค่ารับรองหักได้ไม่เกิน 0.3% ของยอดรายได้หรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่จำนวนใดสูงกว่า แต่สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท และต้องมีหลักฐานประกอบครบ เช่น ใบเสร็จ ชื่อผู้รับรอง จำนวนคน และความสัมพันธ์กับธุรกิจ
ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) คืออะไร และต้องระวังอะไรเมื่อวางแผนสิ้นปี
ภ.ง.ด.51 คือแบบยื่นประมาณการกำไรสุทธิและชำระภาษีล่วงหน้า 50% ของภาษีที่ประมาณการทั้งปี ยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันครบ 6 เดือนของรอบบัญชี (ประมาณเดือนสิงหาคมสำหรับรอบปีปฏิทิน) หากประมาณการต่ำกว่า 75% ของภาษีจริงโดยไม่มีเหตุผลสมควร จะมีเงินเพิ่ม 20% ของส่วนต่างที่ชำระขาด