ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัทและกำลังสงสัยว่า "ควรโอนเงินออกมาในรูปเงินเดือน หรือรอปันผลสิ้นปีดีกว่า" บทความนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมภาษีทั้งสองทางเลือกอย่างชัดเจน พร้อมกลยุทธ์ผสมที่เจ้าของ SME ใช้จริงเพื่อประหยัดภาษีได้มากขึ้น

ทำไมเจ้าของบริษัทถึงต้องเลือกระหว่าง "ปันผล" กับ "เงินเดือน"

เมื่อบริษัทมีกำไร เจ้าของมีสิทธิ์นำเงินออกมาใช้ส่วนตัวได้ผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ เงินเดือนกรรมการ (Director Salary) ที่จ่ายทุกเดือนในฐานะค่าแรง กับ เงินปันผล (Dividend) ที่จ่ายเมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติ โดยปกติหลังปิดงบประจำปี

ทั้งสองทางเลือกมีผลต่อภาษีที่ต้องจ่ายแตกต่างกันมาก ทั้งในระดับบริษัทและในระดับส่วนตัวของเจ้าของ หากเลือกผิดหรือไม่วางแผน อาจเสียภาษีโดยรวมสูงกว่าที่ควรเป็นได้ง่ายๆ

บทความนี้เหมาะสำหรับ เจ้าของบริษัทจำกัดหรือ หจก. ที่เป็นกรรมการในเวลาเดียวกัน และต้องการทำความเข้าใจว่าแต่ละทางเลือกมีผลต่อภาษีอย่างไรก่อนตัดสินใจ

ภาษีเงินเดือนกรรมการ — จ่ายแต่ละเดือน บริษัทได้หักรายจ่าย

เงินเดือนที่บริษัทจ่ายให้กรรมการถือเป็น รายจ่ายของบริษัท ที่สามารถนำไปหักออกจากกำไรสุทธิก่อนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ได้ทันที หมายความว่า ยิ่งเงินเดือนกรรมการสูง กำไรสุทธิของบริษัทก็ยิ่งต่ำ และบริษัทก็ยิ่งเสียภาษีน้อยลง

ภาษีที่เกิดขึ้นฝั่งเงินเดือน

  • ฝั่งบริษัท: ต้องคำนวณและนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) ทุกเดือน ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (วันที่ 15 หากยื่นออนไลน์)
  • ฝั่งกรรมการ: เงินเดือนถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 ต้องนำไปรวมยื่น ภ.ง.ด.90/91 ประจำปี ในอัตราก้าวหน้า 0–35% แต่ได้หักค่าใช้จ่ายส่วนตัวได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท และลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
  • ประกันสังคม: กรรมการที่ปฏิบัติงานจริงอาจต้องขึ้นทะเบียนมาตรา 33 และหักส่งประกันสังคม 5% (สูงสุดไม่เกิน 750 บาท/เดือน) ทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง

ข้อดีสำคัญคือ บริษัทไม่ต้องเสียภาษีนิติบุคคลจากเงินส่วนนี้ เพราะหักออกเป็นรายจ่ายไปก่อนแล้ว ทำให้ภาระภาษีรวมมักต่ำกว่าการรับปันผลล้วนๆ หากกรรมการมีเงินได้ส่วนบุคคลไม่สูงมาก

ภาษีเงินปันผล — จ่ายหลังเสียภาษีนิติบุคคลแล้ว

เงินปันผลคือการนำกำไรสุทธิ หลังหักภาษีนิติบุคคลแล้ว มาจ่ายคืนให้ผู้ถือหุ้น กล่าวคือ เงินส่วนนี้ผ่านการเสียภาษีมาแล้วหนึ่งรอบที่ระดับบริษัท และเมื่อจ่ายออกไปเป็นปันผล จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอีกครั้งที่ อัตรา 10% (เป็นภาษีสำเร็จ สามารถเลือกไม่นำไปรวมยื่นประจำปีก็ได้)

ขั้นตอนภาษีเงินปันผลฉบับสั้น

  • บริษัทปิดบัญชี — เสียภาษีนิติบุคคล (CIT) ในอัตรา SME แบบขั้นบันได: กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก ยกเว้น, 300,001–3,000,000 บาท เสีย 15%, มากกว่า 3,000,000 บาท เสีย 20%
  • ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติจ่ายปันผล
  • บริษัทหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ก่อนโอนเงินให้ผู้ถือหุ้น และนำส่งกรมสรรพากรภายใน 7 วัน นับจากวันจ่าย
  • ผู้ถือหุ้นได้รับเงินสุทธิ 90% และได้ใบหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

ข้อควรรู้: ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดาสามารถ เลือก นำเงินปันผลไปรวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90 เพื่อขอเครดิตภาษีได้ในบางกรณี แต่ต้องคำนวณให้ดีว่าคุ้มหรือไม่ก่อนตัดสินใจ (แนะนำปรึกษานักบัญชีก่อน)

เปรียบเทียบตัวเลขจริง: รับ 1,000,000 บาทจากบริษัท แบบไหนเสียภาษีน้อยกว่า

สมมติบริษัทมีกำไรก่อนจ่ายค่าตอบแทนกรรมการ 1,000,000 บาท และเจ้าของต้องการนำเงินออกมาใช้ส่วนตัว 1,000,000 บาท (ไม่มีรายได้อื่น ลดหย่อนพื้นฐานเท่านั้น)

รายการ รับเป็นเงินเดือน (1 ล้านบาท/ปี) รับเป็นเงินปันผล (กำไรสุทธิหลัง CIT)
กำไรก่อนค่าตอบแทน 1,000,000 บาท 1,000,000 บาท
ภาษีนิติบุคคล (CIT) 0 บาท (หักเงินเดือนก่อน กำไรเป็น 0) 55,000 บาท (300k แรก ยกเว้น + 700k × 15% = 105,000 → แต่กำไร 1M → CIT ≈ 105,000 บาท)*
เงินได้ที่ผู้ถือหุ้น/กรรมการรับได้ 1,000,000 บาท (ก่อนหักภาษีบุคคล) 895,000 บาท (หลังหักภาษีปันผล 10%)
ภาษีบุคคลธรรมดา/ภาษีปันผล ~52,500 บาท (เงินได้สุทธิหลังหักลดหย่อนพื้นฐาน ~640k → อัตราก้าวหน้า) ~99,500 บาท (CIT 105,000 + ปันผล 10% จาก 895,000 = 89,500)
ภาษีรวมที่จ่ายทั้งระบบ ~52,500 บาท ~194,500 บาท
เงินสุทธิที่เจ้าของได้รับจริง ~947,500 บาท ~805,500 บาท

*หมายเหตุ: ตัวเลขเป็นการประมาณเพื่อเปรียบเทียบเท่านั้น อัตราภาษี CIT SME ขั้นบันไดปี 2567-2569: กำไรสุทธิ 0–300,000 บาท ยกเว้น, 300,001–3,000,000 บาท อัตรา 15%, มากกว่า 3,000,000 บาท อัตรา 20% (เงื่อนไข: ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี — กรุณาให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบกับสถานการณ์จริงของธุรกิจ)

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่า การรับในรูปเงินเดือนมักประหยัดภาษีรวมได้มากกว่าการรับในรูปปันผลล้วนๆ โดยเฉพาะเมื่อเงินได้ส่วนบุคคลไม่สูงเกินไปจนขึ้นไปอยู่ที่อัตรา 20–35%

เงินเดือนกรรมการ: เงื่อนไขที่ต้องทำให้ถูกต้องก่อนหักเป็นรายจ่าย

การตั้งเงินเดือนกรรมการแล้วหักเป็นรายจ่ายของบริษัทได้ ต้องผ่านเงื่อนไขตามประมวลรัษฎากรด้วย มิฉะนั้นสรรพากรอาจบวกกลับเป็น "รายจ่ายต้องห้าม" ได้

  • กรรมการต้องปฏิบัติงานจริง ไม่ใช่แค่มีชื่อในเอกสาร ต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่พิสูจน์ได้
  • อัตราเงินเดือนต้องสมเหตุสมผล เทียบกับงานที่ทำและขนาดของกิจการ ไม่ตั้งสูงผิดปกติเพื่อล้างกำไร
  • ต้องมีมติที่ประชุมอนุมัติ — การจ่ายค่าตอบแทนกรรมการต้องมีมติอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือคณะกรรมการบริษัท
  • เงินเดือนต้องเป็นจำนวนคงที่ ไม่ผันแปรตามกำไร เพราะถ้าคำนวณจากกำไรสุทธิปลายปีจะถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตาม มาตรา 65 ตรี (13)
  • ยื่น ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน แม้จะไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายก็ตาม เพื่อเป็นหลักฐานการจ่ายเงินเดือน
  • โอนเงินผ่านธนาคาร ไม่จ่ายเป็นเงินสด เพราะต้องมีหลักฐานการโอนให้ตรวจสอบได้

ทีม รับทำบัญชีรายเดือน ของ A Plus Me ช่วยจัดเตรียมเอกสารเหล่านี้ให้ครบถ้วนได้ตั้งแต่ต้น

เงินปันผล: ข้อดีที่บางธุรกิจยังเลือก

แม้ภาษีรวมจะสูงกว่าการรับเงินเดือน แต่เงินปันผลก็ยังมีข้อดีในบางสถานการณ์ที่ควรรู้

  • ไม่ผูกกับประกันสังคม: เงินปันผลไม่ถือเป็นค่าจ้าง จึงไม่มีภาระเงินสมทบประกันสังคมของนายจ้างและลูกจ้าง
  • ยืดหยุ่นด้านเวลา: จ่ายได้เฉพาะปีที่มีกำไร ไม่มีภาระจ่ายทุกเดือน เหมาะกับธุรกิจที่รายได้ผันผวน
  • ภาษีปันผล 10% เป็นอัตราสำเร็จ: ถ้าเจ้าของมีเงินได้ส่วนบุคคลสูงมากอยู่แล้ว (อัตราสูงสุด 35%) การรับปันผลแล้วเสียแค่ 10% อาจประหยัดกว่าการรับเป็นเงินเดือนแล้วเสียในอัตราก้าวหน้าสูงขึ้น
  • ไม่ต้องมีเงินเดือนตลอดทุกเดือน: เหมาะกับธุรกิจเริ่มต้นที่กระแสเงินสดยังไม่แน่นอน

กลยุทธ์ผสม — แนวทางที่เจ้าของ SME ส่วนใหญ่ใช้จริง

ในทางปฏิบัติ เจ้าของบริษัท SME ที่วางแผนภาษีดีส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกแบบใดแบบหนึ่ง แต่ใช้ กลยุทธ์ผสมระหว่างเงินเดือนและเงินปันผล เพื่อดึงประโยชน์จากทั้งสองทาง

แนวทางที่นิยมใช้

  • ตั้งเงินเดือนในระดับพอดี — ให้ฐานภาษีบุคคลธรรมดาหลังหักลดหย่อนอยู่ในช่วงที่เสียภาษีน้อยหรือเป็น 0 (เช่น เงินเดือน 20,000–30,000 บาท/เดือน ต่อปีประมาณ 240,000–360,000 บาท) เพื่อให้บริษัทได้หักรายจ่ายและลดฐาน CIT
  • ส่วนที่เหลือรับเป็นปันผลสิ้นปี — ในกรณีที่บริษัทยังมีกำไรสะสมเหลือหลังจ่ายเงินเดือนแล้ว
  • ใช้สิทธิลดหย่อนส่วนบุคคลให้เต็มที่ก่อน — ทั้งประกันชีวิต กองทุน RMF/SSF บุตร บิดามารดา เพื่อลดฐานภาษีบุคคลธรรมดาลงไปอีก

ตัวอย่างกลยุทธ์ผสม

สมมติบริษัทมีกำไรก่อนค่าตอบแทน 2,000,000 บาท เจ้าของตั้งเงินเดือน 30,000 บาท/เดือน = 360,000 บาท/ปี (เสียภาษีบุคคลธรรมดาน้อยมากหรือเป็น 0) กำไรสุทธิที่เหลือ 1,640,000 บาท เสีย CIT ประมาณ (300k ยกเว้น + 1,340k × 15% = 201,000 บาท) เหลือกำไรหลัง CIT ประมาณ 1,439,000 บาท จากนั้นถ้าจ่ายปันผลทั้งหมด เสียภาษีปันผลอีก 10% ≈ 143,900 บาท รวมภาษีทั้งระบบ ≈ 344,900 บาท เทียบกับถ้าไม่ตั้งเงินเดือนเลย ภาระ CIT จะสูงขึ้น และรวมภาษีปันผลจะมากกว่านี้

การหาสมดุลที่เหมาะกับแต่ละธุรกิจต้องคำนวณตามตัวเลขจริง ลองใช้บริการ วางแผนภาษี เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยคำนวณให้ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจ: เงินเดือน ปันผล หรือผสม

  • กำไรของบริษัทต่อปีอยู่ในช่วงไหน? (ต่ำกว่า 3 แสน, 3 แสน–3 ล้าน, หรือเกิน 3 ล้าน)
  • เจ้าของมีรายได้ส่วนบุคคลอื่นๆ อีกไหม? (เช่น รายได้จากงานประจำ ค่าเช่า ดอกเบี้ย)
  • มีสิทธิลดหย่อนส่วนบุคคลอะไรบ้าง? (ประกันชีวิต RMF SSF บุตร บิดามารดา)
  • กระแสเงินสดบริษัทรับเงินเดือนทุกเดือนได้ไหม หรือรายได้ผันผวนมาก?
  • มีผู้ถือหุ้นหลายคนไหม? ถ้ามี การแบ่งปันผลจะส่งผลต่อผู้ถือหุ้นคนอื่นด้วย
  • บริษัทต้องการรักษากำไรสะสมไว้เพื่อลงทุนขยายธุรกิจในอนาคตหรือเปล่า?
  • เคยประเมินความเสี่ยงภาษีของบริษัทแล้วหรือยัง?

ข้อผิดพลาดที่เจ้าของบริษัทมักทำเกี่ยวกับปันผลและเงินเดือน

จากประสบการณ์ของทีม A Plus Me มีข้อผิดพลาดที่พบบ่อยอยู่หลายอย่างที่ควรระวัง

  • ถอนเงินบริษัทโดยไม่ผ่านช่องทางใดเลย — บางเจ้าของดึงเงินออกมาใช้ส่วนตัวโดยตรงและบันทึกเป็น "เงินกู้ยืมกรรมการ" ซึ่งมีภาระดอกเบี้ยตามราคาตลาดและเสี่ยงถูกสรรพากรอนุมาน
  • ตั้งเงินเดือนกรรมการปลายปีเพื่อล้างกำไร — ไม่สามารถทำได้เพราะเงินเดือนต้องจ่ายจริงเป็นรายเดือน ไม่ใช่ตั้งสะสมรอบเดียวปลายปี
  • ลืมยื่น ภ.ง.ด.1 รายเดือน — แม้ไม่มีภาษีหัก ก็ยังต้องยื่นให้ครบ มิฉะนั้นเงินเดือนอาจถูกตั้งคำถาม
  • จ่ายปันผลโดยไม่มีมติที่ประชุม — ผิดกฎหมายบริษัทจำกัด และอาจส่งผลต่อการตรวจสอบบัญชี
  • ไม่ได้ตรวจสอบว่าบริษัทมีกำไรสะสมจริงก่อนจ่ายปันผล — กฎหมายห้ามจ่ายปันผลเกินกว่ากำไรสะสม

ดูเพิ่มเติมเรื่อง เอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชี เพื่อเตรียมหลักฐานการจ่ายค่าตอบแทนกรรมการให้ถูกต้อง

สรุป: แบบไหนดีกว่าสำหรับเจ้าของบริษัท?

ไม่มีคำตอบสากลที่ถูกสำหรับทุกธุรกิจ แต่ถ้าสรุปเป็นภาพรวม:

  • ถ้ากำไรบริษัทยังไม่สูงมาก และเจ้าของต้องการรายได้ประจำ → เงินเดือนกรรมการมักคุ้มกว่า เพราะลดภาษีนิติบุคคลได้ทันทีและเสียภาษีบุคคลธรรมดาน้อย
  • ถ้าเจ้าของมีเงินได้ส่วนบุคคลสูงอยู่แล้ว และอัตราภาษีบุคคลธรรมดาจะขึ้นไปถึง 20–35% → ควรพิจารณาผสมกับปันผล เพราะปันผล 10% อาจถูกกว่า
  • ถ้าบริษัทกำไรสูงและเจ้าของมีลดหย่อนส่วนบุคคลเยอะ → กลยุทธ์ผสมแบบจำลองเฉพาะ จะให้ผลดีที่สุด

ทีม วางแผนภาษี ของ A Plus Me พร้อมช่วยคุณคำนวณตัวเลขจริงจากโครงสร้างธุรกิจ สิทธิลดหย่อน และกำไรของปีล่าสุด เพื่อออกแบบโครงสร้างค่าตอบแทนกรรมการที่ประหยัดภาษีได้อย่างถูกกฎหมายและแม่นยำ ติดต่อทีมได้ที่ ติดต่อ A Plus Me หรือดูภาพรวม บริการทั้งหมด ของเราได้เลย

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง วางแผนภาษีปันผล vs เงินเดือนกรรมการ แบบไหนดีกว่าสำหรับเจ้าของบริษัท ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เงินปันผลเสียภาษีกี่เปอร์เซ็นต์?

เงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดาถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% แบบสำเร็จ หมายความว่าไม่จำเป็นต้องนำไปรวมยื่นในแบบประจำปีอีก (แต่สามารถเลือกนำไปรวมเพื่อขอเครดิตภาษีได้หากเป็นประโยชน์)

เงินเดือนกรรมการต่างจากเงินปันผลอย่างไร?

เงินเดือนกรรมการคือค่าตอบแทนสำหรับการทำงาน บริษัทหักเป็นรายจ่ายก่อนคำนวณภาษีนิติบุคคลได้ ส่วนเงินปันผลคือการแบ่งกำไรหลังเสียภาษีนิติบุคคลแล้ว จึงผ่านการเสียภาษีสองชั้น — ชั้นบริษัทและชั้นผู้รับปันผล

จ่ายเงินปันผลบ่อยแค่ไหนได้บ้าง?

กฎหมายกำหนดให้จ่ายปันผลระหว่างกาลได้ แต่ต้องมีมติคณะกรรมการอนุมัติ และต้องมีกำไรสะสมเพียงพอ ส่วนการจ่ายปันผลประจำปีต้องผ่านที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ทั้งนี้บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% และนำส่งสรรพากรภายใน 7 วันนับจากวันจ่าย

ถ้าตั้งเงินเดือนกรรมการสูงมากเพื่อล้างกำไรได้ไหม?

ทำได้บางส่วน แต่ต้องระวังเรื่องความสมเหตุสมผลของอัตราเงินเดือน เพราะสรรพากรพิจารณาว่าค่าตอบแทนต้องสอดคล้องกับงานที่ทำจริงและขนาดธุรกิจ นอกจากนี้เงินเดือนยิ่งสูง ภาษีบุคคลธรรมดาของกรรมการก็ยิ่งสูงตาม ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี

กรรมการที่ถือหุ้นด้วยควรรับเงินเดือนหรือปันผลเป็นหลัก?

กรรมการที่ถือหุ้นและทำงานจริงมักได้ประโยชน์จากกลยุทธ์ผสม คือตั้งเงินเดือนให้อยู่ในช่วงที่เสียภาษีบุคคลธรรมดาต่ำ และรับปันผลส่วนที่เหลือ วิธีนี้ช่วยลดทั้งภาษีนิติบุคคลของบริษัทและภาษีบุคคลธรรมดา แต่สัดส่วนที่เหมาะต้องคำนวณตามสถานการณ์จริงของแต่ละคน

บริษัทที่ขาดทุนจ่ายปันผลได้ไหม?

ไม่ได้ กฎหมายบริษัทจำกัดห้ามจ่ายปันผลหากบริษัทยังมียอดขาดทุนสะสมอยู่ ต้องล้างยอดขาดทุนสะสมด้วยกำไรในรอบปีปัจจุบันก่อน จึงจะจ่ายปันผลจากกำไรส่วนที่เหลือได้