เจ้าของร้านอาหารส่วนใหญ่เก่งเรื่องรสชาติและการจัดการครัว แต่พอถามเรื่องบัญชีและภาษีมักสะดุด เพราะร้านอาหารมีจุดเฉพาะที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไปหลายอย่าง ทั้งเรื่องต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน รายรับเงินสด และการจัดการค่าจ้างพนักงานแบบรายวัน
ทำไมร้านอาหารถึงต้องการสำนักงานบัญชีที่เข้าใจธุรกิจ F&B
ร้านอาหารไม่ใช่ธุรกิจที่มีแค่รายรับและรายจ่ายเรียบง่าย ลักษณะเฉพาะของธุรกิจนี้ทำให้งานบัญชีซับซ้อนกว่าร้านค้าทั่วไป เช่น รายรับส่วนใหญ่เป็นเงินสดหรือ QR Payment ซึ่งต้องกระทบยอดกับเครื่องคิดเงิน (POS) ทุกวัน ต้นทุนวัตถุดิบที่ซื้อสดและเสียง่ายทำให้การคุมสต็อกทำได้ยาก และมีค่าจ้างพนักงานทั้งแบบรายเดือน รายวัน และรายชั่วโมงปะปนกัน
นอกจากนี้ หากร้านเปิดเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) ยังต้องยื่นงบการเงินรายปีและแบบภาษีต่างๆ ตามกฎหมาย ซึ่งต่างจากร้านที่ทำในนามบุคคลธรรมดา การเลือกสำนักงานบัญชีที่คุ้นเคยกับธุรกิจร้านอาหารจึงช่วยให้บัญชีถูกต้องและประหยัดเวลาเจ้าของร้านได้มากกว่า
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรจดในนามบริษัทหรือเปล่า ลองอ่านคู่มือจดทะเบียนบริษัทก่อนได้เลย
เอกสารที่ร้านอาหารต้องส่งให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน
สิ่งที่สำนักงานบัญชีต้องการมากที่สุดคือข้อมูลที่ครบและตรงเวลา ไม่ใช่เอกสารที่สวยงาม เจ้าของร้านอาหารควรเตรียมเอกสารต่อไปนี้ให้ครบทุกเดือน
- รายงานยอดขายจาก POS หรือแอปรับออร์เดอร์ แยกช่องทาง เช่น เงินสด โอน บัตรเครดิต และแพลตฟอร์ม Delivery (GrabFood, Foodpanda, LINE MAN)
- ใบเสร็จและใบกำกับภาษีจากการซื้อวัตถุดิบ ทั้งจากตลาดสด ซัพพลายเออร์ และร้านค้าส่ง ที่ออกในชื่อบริษัทถูกต้อง
- ใบเสร็จค่าใช้จ่ายดำเนินงาน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าเช่าสถานที่ ค่าซ่อมบำรุงอุปกรณ์ครัว
- สลิปเงินเดือนหรือหลักฐานการจ่ายค่าแรงพนักงาน รายละเอียดเงินเดือน โอที และจำนวนพนักงาน
- Statement บัญชีธนาคารบริษัท ของทุกบัญชีที่ใช้รับและจ่ายเงิน
- ค่าคอมมิชชั่นและค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม Delivery ที่ถูกหักก่อนโอนยอดเข้าบัญชี ควรเก็บรายงานสรุปรายเดือนจากแต่ละแพลตฟอร์ม
- ใบเสร็จซื้อบรรจุภัณฑ์ กล่อง ถุง ช้อนส้อม ฯลฯ ที่ใช้ในกิจการ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องเอกสารทั้งหมดได้ที่เอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชี
แพ็กเกจรับทำบัญชีร้านอาหาร มีอะไรบ้าง
สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่จะแบ่งแพ็กเกจตามปริมาณธุรกรรมต่อเดือนและความซับซ้อนของกิจการ ไม่ใช่แค่ยอดขาย ร้านอาหารที่มีสาขาเดียว พนักงาน 5-10 คน และยื่น VAT รายเดือนจะอยู่ในระดับแพ็กเกจที่ต่างจากร้านที่มีหลายสาขาหรือเปิดแฟรนไชส์
| ระดับกิจการ | ลักษณะธุรกิจ | งานบัญชีหลัก |
|---|---|---|
| ร้านอาหารเล็ก (บุคคลธรรมดา) | รายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ไม่จด VAT | บันทึกรายรับ-รายจ่าย ยื่น ภ.ง.ด.94 และ ภ.ง.ด.90 |
| ร้านอาหาร SME (นิติบุคคล ไม่จด VAT) | รายรับต่ำกว่าเกณฑ์ 1.8 ล้าน/ปี จดเป็นบริษัทแต่ยังไม่จด VAT | บัญชีรายเดือน ยื่น ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3/53, ปิดงบรายปี |
| ร้านอาหาร SME (นิติบุคคล จด VAT) | รายรับเกิน 1.8 ล้าน/ปี จด VAT แล้ว | บัญชีรายเดือน ยื่น ภ.พ.30 รายเดือน + งานยื่นภาษีครบชุด |
| ร้านอาหารหลายสาขา / แฟรนไชส์ | หลายสาขา มีรายการธุรกรรมซับซ้อน | บัญชีรวมสาขา รายงานการเงินแยกสาขา วางระบบควบคุมภายใน |
บริการรับทำบัญชีรายเดือนของ A Plus Me ครอบคลุมทั้งการบันทึกรายการ การยื่นแบบภาษีรายเดือน และการจัดทำงบการเงินรายปี โดยปรับแพ็กเกจให้เหมาะกับขนาดกิจการ
ภาษีที่ร้านอาหารต้องรู้และยื่นให้ครบ
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือภาษีที่ผู้จ่ายเงินหักไว้ก่อนและนำส่งกรมสรรพากรแทนผู้รับ เมื่อร้านอาหาร (ในนามนิติบุคคล) จ่ายค่าจ้างนักออกแบบ ช่างซ่อม หรือค่าเช่าสถานที่ให้กับบุคคลธรรมดา จะต้องหัก ณ ที่จ่ายในอัตราที่กำหนด เช่น ค่าเช่า 5%, รับจ้างทำของ 3%, วิชาชีพอิสระ 3% เป็นต้น แล้วนำส่งผ่านแบบ ภ.ง.ด.1 หรือ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์)
VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
ร้านอาหารที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน โดยคำนวณจากภาษีขาย (VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้า) หักด้วยภาษีซื้อ (VAT ที่จ่ายให้ซัพพลายเออร์ที่มีใบกำกับภาษีถูกต้อง) ส่วนต่างที่เหลือคือภาษีที่ต้องนำส่ง อัตรา VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7%
ข้อควรระวัง: วัตถุดิบอาหารสดที่ซื้อจากตลาดสดหรือเกษตรกรโดยตรงมักไม่มีใบกำกับภาษี จึงนำมาขอ VAT คืนไม่ได้ ดังนั้นต้นทุนส่วนนี้จะเป็น "ต้นทุนจม" ที่ไม่มีภาษีซื้อมาหัก
ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)
หากร้านอาหารจดเป็นบริษัทจำกัดหรือ หจก. จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราแบบขั้นบันได สำหรับ SME ที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราพิเศษดังนี้ (ข้อมูลอ้างอิงตามกฎหมายปัจจุบัน ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ)
- กำไรสุทธิ 0 - 300,000 บาทแรก: ยกเว้นภาษี
- กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 - 3,000,000 บาท: 15%
- กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาทขึ้นไป: 20%
ต้องยื่นภาษีครึ่งปีผ่านแบบ ภ.ง.ด.51 ภายใน 2 เดือนหลังสิ้นรอบครึ่งปี และยื่นภาษีประจำปีผ่านแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี
สนใจวางแผนภาษีให้ร้านอาหาร ดูรายละเอียดบริการวางแผนภาษีของเราได้เลย
จุดที่ร้านอาหารมักพลาดเรื่องบัญชีและภาษี
1. รายรับเงินสดบันทึกไม่ครบ
ร้านอาหารที่รับเงินสดเยอะมักมีปัญหาเรื่องยอดเงินในลิ้นชักไม่ตรงกับรายงาน POS หรือไม่ได้บันทึกเลย สรรพากรสามารถประเมินรายได้จากสัดส่วนต้นทุนวัตถุดิบได้ หากตัวเลขดูผิดปกติจากมาตรฐานอุตสาหกรรม เช่น กำไรขั้นต้น (Gross Margin) ต่ำผิดปกติ อาจถูกตรวจสอบย้อนหลังได้
2. ค่าใช้จ่ายส่วนตัวปนกับค่าใช้จ่ายร้าน
เจ้าของร้านหลายคนใช้บัตรเครดิตหรือบัญชีธนาคารบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัวด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารครอบครัว ค่าช้อปปิ้ง หรือค่าเดินทางท่องเที่ยว รายการเหล่านี้เป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษี บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทไม่ได้ และหากบัญชีส่วนตัวปนกับบัญชีบริษัท จะทำให้กระทบยอดธนาคารยากมาก
3. ไม่มีใบกำกับภาษีสำหรับซัพพลายเออร์หลัก
วัตถุดิบที่ซื้อจากซัพพลายเออร์ที่จด VAT แต่ไม่ขอใบกำกับภาษี ทำให้เสียสิทธิ์ขอ VAT คืนโดยใช่เหตุ หากซื้อจากซัพพลายเออร์ประจำและมีปริมาณซื้อมาก ควรขอให้ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปในชื่อบริษัททุกครั้ง
4. ไม่บันทึกรายรับจาก Delivery Platform ให้ถูกต้อง
รายได้จาก GrabFood, Foodpanda, LINE MAN ไม่ใช่แค่ยอดที่โอนเข้าบัญชี เพราะแพลตฟอร์มหักค่าคอมมิชชั่นก่อนโอน รายได้จริงที่ต้องบันทึกคือยอดขายก่อนหักค่าคอมมิชชั่น ส่วนค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าใช้จ่ายแยกต่างหาก หากบันทึกแค่ยอดที่รับจริง จะทำให้รายได้ในบัญชีต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกสรรพากรประเมินเพิ่มเติม
5. จ่ายค่าแรงพนักงานด้วยเงินสดโดยไม่มีเอกสาร
หากจ่ายค่าแรงพนักงานรายวันหรือรายชั่วโมงด้วยเงินสดและไม่มีสลิปหรือเอกสารรับรอง รายจ่ายค่าแรงส่วนนั้นอาจถูกตั้งคำถามเมื่อถูกตรวจสอบ ควรมีอย่างน้อยบันทึกการทำงานและลายเซ็นรับเงินทุกครั้ง
เช็กลิสต์เริ่มต้นวางระบบบัญชีร้านอาหาร
- เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัทแยกจากบัญชีส่วนตัว ไม่ใช้ปนกัน
- ตั้งระบบ POS หรือแอปออร์เดอร์ที่ออกรายงานยอดขายรายวันได้
- กำหนดวันที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน เช่น ภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป
- ขอใบกำกับภาษีในชื่อบริษัทจากซัพพลายเออร์ทุกราย (สำหรับรายที่จด VAT)
- เก็บรายงานสรุปยอดขายจากแต่ละ Delivery Platform ทุกเดือน
- จัดทำสลิปเงินเดือนหรือบันทึกการจ่ายค่าแรงพนักงานทุกรายการ
- แยกค่าใช้จ่ายส่วนตัวออกจากบัญชีบริษัทให้เด็ดขาด
- ตรวจสอบกับสำนักงานบัญชีว่าต้องจด VAT หรือยังไม่ถึงเกณฑ์
ร้านอาหารที่จด VAT กับที่ไม่จด VAT ต่างกันอย่างไรในทางปฏิบัติ
คำถามนี้เจ้าของร้านถามบ่อยมาก ข้อแตกต่างหลักคือ ร้านที่ จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือบริการ บวก VAT 7% ในราคาขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แต่ก็ได้สิทธิ์นำภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายที่มีใบกำกับภาษีมาหักออกจากภาษีขายได้
ส่วนร้านที่ ไม่จด VAT (รายรับต่ำกว่า 1.8 ล้านบาท/ปี) ไม่ต้องยื่น ภ.พ.30 และไม่ต้องออกใบกำกับภาษี แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ขอ VAT คืนจากค่าใช้จ่าย ทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่าในบางกรณี ควรคำนวณให้ชัดก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะถ้าซัพพลายเออร์หลักเป็นผู้จด VAT ด้วย
หากยังไม่แน่ใจว่าควรจด VAT หรือยัง ลองใช้บริการประเมินความเสี่ยงภาษีเพื่อวิเคราะห์จากตัวเลขธุรกิจจริงของคุณ
A Plus Me ช่วยร้านอาหารได้อย่างไร
ทีม A Plus Me มีประสบการณ์ดูแลบัญชีธุรกิจร้านอาหารและ F&B มาโดยตลอด ตั้งแต่การวางระบบเอกสารเริ่มต้น การบันทึกบัญชีรายเดือน ยื่นภาษีครบทุกแบบ ไปจนถึงปิดงบรายปีและให้คำปรึกษาเรื่องการวางแผนภาษีที่เหมาะกับโครงสร้างกิจการของคุณโดยเฉพาะ หากสนใจดูแพ็กเกจหรืออยากปรึกษาปัญหาบัญชีร้านอาหาร สามารถติดต่อ A Plus Meได้เลย ทีมงานยินดีประเมินเบื้องต้นให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง รับทำบัญชีร้านอาหาร แพ็กเกจบริการ เอกสาร และจุดที่ต้องระวัง ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ร้านอาหารที่ยังไม่ได้จดทะเบียนบริษัทต้องทำบัญชีไหม
ต้องครับ แม้จะยังไม่ได้จดเป็นนิติบุคคล เจ้าของร้านในนามบุคคลธรรมดาก็ยังต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภ.ง.ด.90) และถ้ามีรายรับเกิน 1 ล้านบาทในปีนั้น ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ภาษีครึ่งปีด้วย การมีบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่ชัดเจนจะช่วยให้คำนวณภาษีได้ถูกต้องและลดความเสี่ยงถูกประเมินย้อนหลัง
ค่าวัตถุดิบที่ซื้อจากตลาดสดโดยไม่มีใบเสร็จ ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม
ในทางภาษีนิติบุคคล รายจ่ายที่จะหักได้ต้องมีหลักฐานเอกสารรองรับ แม้ใบเสร็จตลาดสดจะเป็นเอกสารที่ยอมรับได้ในหลายกรณี แต่ถ้าไม่มีเอกสารใดเลย อาจถูกตั้งคำถามในการตรวจสอบ ทางที่ดีควรขอใบเสร็จหรือบันทึกการซื้อแม้แต่ใบเล็กๆ เอาไว้ทุกครั้ง
แพ็กเกจรับทำบัญชีร้านอาหารราคาเริ่มต้นที่เท่าไหร่
ราคาขึ้นอยู่กับปริมาณธุรกรรมต่อเดือนและขอบเขตงาน ร้านอาหารเล็กที่มีธุรกรรมน้อยและไม่จด VAT มักเริ่มต้นที่ประมาณ 2,000-3,500 บาท/เดือน ส่วนร้านที่จด VAT มีพนักงานหลายคน และต้องยื่นแบบภาษีหลายประเภทจะมีค่าบริการสูงขึ้นตามความซับซ้อน ควรสอบถามสำนักงานบัญชีเพื่อรับใบเสนอราคาตามขนาดร้านจริง
รายได้จาก GrabFood Foodpanda LINE MAN ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร
ต้องบันทึกยอดขายเต็ม (ก่อนหักค่าคอมมิชชั่น) เป็นรายได้ และบันทึกค่าคอมมิชชั่นของแพลตฟอร์มเป็นค่าใช้จ่ายแยกต่างหาก ไม่ใช่บันทึกแค่ยอดที่รับจริงเข้าบัญชี เพราะอาจทำให้รายได้แสดงต่ำกว่าความเป็นจริงและเสี่ยงถูกสรรพากรประเมินเพิ่มเติมได้
ร้านอาหารต้องยื่นภาษีแบบไหนบ้างในแต่ละเดือน
สำหรับร้านที่เป็นนิติบุคคลและจด VAT ต้องยื่นภาษีรายเดือนหลัก 3 แบบคือ ภ.ง.ด.1 (ภาษีเงินเดือนพนักงาน), ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 (ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่าจ้างและค่าบริการต่างๆ) และ ภ.พ.30 (VAT รายเดือน) โดยมีกำหนดยื่นภายในวันที่ 7 หรือ 15 ของเดือนถัดไป
ถ้าไม่เคยทำบัญชีมาก่อนเลย จะเริ่มต้นอย่างไร
เริ่มจากการแยกบัญชีธนาคารบริษัทออกจากบัญชีส่วนตัว เก็บเอกสารค่าใช้จ่ายและรายรับทุกรายการ แล้วติดต่อสำนักงานบัญชีเพื่อให้ช่วยประเมินสถานะและวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี เพราะการแก้บัญชีย้อนหลังทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการวางระบบตั้งแต่แรก