ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกมีข้อมูลบัญชีและเอกสารภาษีที่ซับซ้อนกว่าธุรกิจในประเทศอย่างเห็นได้ชัด ทั้งใบขนสินค้า ต้นทุน CIF อากรขาเข้า VAT ขาเข้า และใบกำกับสินค้าจากต่างประเทศ ล้วนส่งผลต่อตัวเลขบัญชีที่ต้องบันทึกให้ถูกตั้งแต่ต้น
ทำไมบัญชีบริษัทนำเข้า-ส่งออกถึงซับซ้อนกว่าธุรกิจทั่วไป
ธุรกิจซื้อ-ขายภายในประเทศมีเอกสารหลัก 3-4 ชุดต่อรายการ แต่ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกมีเอกสารต่อ 1 ล็อตสินค้าที่ต้องผ่านมือสำนักงานบัญชีอาจมากถึง 10-15 ชุด ทั้งใบแจ้งหนี้ต่างประเทศ (Commercial Invoice) ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading / Airway Bill) ใบขนสินค้าขาเข้า/ขาออก บัญชีราคาสินค้า ใบกำกับภาษีจากกรมศุลกากร รวมถึงรายการภาษีซื้อ VAT ที่เกิดขึ้น ณ ด่านศุลกากร
หากบันทึกตัวเลขผิดตั้งแต่ต้นทุนสินค้านำเข้า กำไรขั้นต้นทั้งงบก็พลาดตาม และเมื่อถึงเวลาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ฐานภาษีก็คลาดเคลื่อนไปด้วย การรับทำบัญชีรายเดือนสำหรับธุรกิจนำเข้า-ส่งออกจึงต้องอาศัยสำนักงานบัญชีที่เข้าใจเอกสารศุลกากรและมีระบบรับ-ตรวจเอกสารชัดเจน
ต้นทุนสินค้านำเข้า: บันทึกอะไรเข้าบัญชีบ้าง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในบัญชีนำเข้าคือ "บันทึกแค่ราคาใน Invoice" โดยลืมรวมค่าใช้จ่ายอื่นที่เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า ตามหลักบัญชี ต้นทุนสินค้านำเข้า ควรประกอบด้วย:
- ราคา CIF (Cost + Insurance + Freight) — ราคาสินค้า + ค่าประกันภัย + ค่าขนส่งมาถึงท่า
- อากรขาเข้า ตามพิกัดศุลกากร (อัตราแตกต่างกันตามประเภทสินค้า ตรวจสอบกับกรมศุลกากรหรือนายหน้าศุลกากรทุกครั้ง)
- ค่าธรรมเนียมตรวจปล่อยสินค้า ค่าโกดัง ค่าลาก ค่าขนถ่าย ที่เกิดขึ้นก่อนสินค้าเข้าคลัง
- ค่าชิปปิ้ง/นายหน้าศุลกากร ที่เกี่ยวกับการนำเข้าล็อตนั้นโดยตรง
รายการเหล่านี้ไม่ใช่ "ค่าใช้จ่าย" แต่เป็น ส่วนหนึ่งของมูลค่าสต็อกสินค้า หากบันทึกผิดจะทำให้ต้นทุนขายต่ำกว่าความเป็นจริง และกำไรสูงเกินจริง
VAT ขาเข้า: ภาษีซื้อที่มักถูกมองข้าม
เมื่อนำสินค้าเข้ามาจากต่างประเทศ กรมศุลกากรจะเรียกเก็บ VAT 7% จากมูลค่า CIF บวกอากรขาเข้า เอกสารหลักฐานคือ "ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีอากร" ที่กรมศุลกากรออกให้ ซึ่งถือเป็น ภาษีซื้อที่สามารถนำไปขอเครดิตได้ หากกิจการจด VAT และใช้สินค้านั้นในกิจการที่ต้องเสีย VAT
จุดที่ต้องระวัง:
- เอกสารใบเสร็จ VAT ขาเข้าต้องออกในชื่อบริษัท เลขประจำตัวผู้เสียภาษีถูกต้อง ก่อนนำมาใช้เป็นภาษีซื้อ
- หากสินค้านำเข้าบางส่วนใช้ในกิจการยกเว้น VAT (เช่น ขายสินค้าออกไปต่างประเทศ 0% บางส่วน + ขายในประเทศ 7% บางส่วน) อาจต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนรายได้
- ควรส่งเอกสาร VAT ขาเข้าให้สำนักงานบัญชีทันทีหลังผ่านพิธีการศุลกากร ไม่ใช่รอสิ้นเดือน
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกิจนำเข้า-ส่งออก
หลายกิจการเข้าใจผิดว่าการจ่ายเงินให้ต่างประเทศไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ความจริงคือ การจ่ายเงินออกนอกประเทศบางประเภทอาจต้องนำส่งภาษีตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร (ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทต่างประเทศ) เช่น ค่าสิทธิ (Royalty) ค่าบริการบางประเภท ดอกเบี้ย
ส่วนค่าระวางสินค้า (Freight) ที่จ่ายให้บริษัทขนส่งต่างประเทศโดยตรง โดยทั่วไปไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย แต่หากจ่ายผ่านตัวแทนในไทย อาจต้องหัก 1% ตาม ภ.ง.ด.53 (กรณีเป็นนิติบุคคล) ควรยืนยันรายละเอียดกับที่ปรึกษาภาษีเพราะขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาและอนุสัญญาภาษีซ้อน
สำหรับด้านส่งออก ผู้ซื้อต่างประเทศจะไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากอยู่นอกอำนาจของกรมสรรพากรไทย แต่ต้องตรวจสอบว่าประเทศปลายทางมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือข้อกำหนดอื่นในฝั่งของเขาหรือไม่
เอกสารที่ต้องส่งให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน
งานบัญชีนำเข้า-ส่งออกที่เรียบร้อยเริ่มจากการส่งเอกสารครบถ้วนและตรงเวลา ควรจัดแยกเอกสารตามขาให้ชัด:
เอกสารฝั่งนำเข้า
- Commercial Invoice (ใบแจ้งหนี้ต่างประเทศ) และ Packing List ของทุกล็อต
- Bill of Lading หรือ Airway Bill พร้อมวันที่รับของ
- ใบขนสินค้าขาเข้า (Import Declaration) ที่ผ่านพิธีการแล้ว
- ใบเสร็จค่าอากรและ VAT ขาเข้าจากกรมศุลกากร
- ใบเสร็จค่าชิปปิ้ง ค่าโกดัง ค่าลาก และค่าขนส่งจากท่าถึงคลัง
- หลักฐานการชำระเงินค่าสินค้า (Swift / Bank Transfer)
เอกสารฝั่งส่งออก
- Commercial Invoice ที่ออกในชื่อผู้ซื้อต่างประเทศ (สกุลเงิน ราคา เงื่อนไขการชำระเงิน)
- ใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration) ที่ผ่านพิธีการแล้ว
- Bill of Lading / Airway Bill ยืนยันการส่งของ
- หลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ (Bank Credit Advice / FX Slip) — สำคัญมากสำหรับยืนยันสิทธิ์ VAT 0%
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องการจัดเก็บเอกสารที่ เอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชี
VAT 0% สำหรับการส่งออก: ใช้สิทธิ์อย่างไรให้ถูกต้อง
การส่งออกสินค้าออกนอกราชอาณาจักรได้รับสิทธิ์เสีย VAT ในอัตรา 0% ซึ่งหมายความว่าภาษีขายเป็นศูนย์ แต่ภาษีซื้อที่เกิดในไทย (ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าแรงบรรจุ วัตถุดิบในไทย ฯลฯ) ยังคงนำมาขอเครดิตได้ ทำให้ผู้ส่งออกมักมี "ภาษีซื้อ" มากกว่า "ภาษีขาย" และสามารถยื่นขอคืน VAT ได้
เงื่อนไขที่ต้องพิสูจน์เพื่อใช้ VAT 0%:
- ต้องมีใบขนสินค้าขาออกที่ผ่านพิธีการแล้วจากกรมศุลกากร
- ต้องมีหลักฐานว่าสินค้าออกนอกประเทศจริง (ตราประทับจากด่าน หรือ Export Confirmation)
- ต้องมีหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ (กรณีขายเชิงพาณิชย์)
หากเอกสารไม่ครบหรือส่งให้บัญชีช้า การยื่นขอ VAT 0% และการขอคืนภาษีซื้ออาจมีปัญหาในภายหลัง
ความเสี่ยงด้านราคาโอน (Transfer Pricing) สำหรับธุรกิจในเครือ
หากบริษัทของคุณนำเข้าสินค้าจากบริษัทแม่หรือบริษัทในเครือต่างประเทศ เรื่อง ราคาโอน (Transfer Pricing) เป็นจุดที่สรรพากรให้ความสนใจสูง กฎหมายไทยกำหนดให้บริษัทที่ทำธุรกรรมกับบริษัทในเครือต่างประเทศต้องมีเอกสารแสดงว่าราคาซื้อขายระหว่างกันเป็นราคาตลาด (Arm's Length Price)
ตั้งแต่รอบบัญชีปี 2564 เป็นต้นมา บริษัทที่มีรายได้ตั้งแต่ 200 ล้านบาทต่อปีและมีธุรกรรมกับบริษัทในเครือต่างประเทศ ต้องยื่น แบบ CIT-TP พร้อม ภ.ง.ด.50 (ยืนยันตัวเลขกับผู้ตรวจสอบบัญชีภาษีอากรทุกครั้ง) หาก SME ของคุณใกล้เกณฑ์นี้ ควรปรึกษาวางแผนภาษีล่วงหน้า
ตารางเปรียบเทียบจุดบัญชี-ภาษีสำคัญ: นำเข้า vs ส่งออก
| ประเด็น | นำเข้า | ส่งออก |
|---|---|---|
| VAT | 7% เรียกเก็บ ณ ด่านศุลกากร (นำเป็นภาษีซื้อได้) | 0% (ใช้สิทธิ์ต้องมีเอกสารส่งออกครบ) |
| อากร | อากรขาเข้าตามพิกัด (บันทึกเป็นต้นทุนสินค้า) | สินค้าส่วนใหญ่ไม่มีอากรขาออก (มีบางรายการ เช่น หนังดิบ) |
| เอกสารหลัก | ใบขนขาเข้า + ใบเสร็จ VAT ขาเข้า + Invoice ต่างประเทศ | ใบขนขาออก + Bank Credit Advice + Invoice ส่งออก |
| ต้นทุนที่บันทึก | CIF + อากร + ค่าใช้จ่ายท่าเรือ/สนามบิน | ต้นทุนสินค้า + ค่าบรรจุ + ค่าขนส่งขาออก (ตามเงื่อนไข) |
| ความเสี่ยงภาษี | ราคาโอน, VAT ขาเข้าไม่ครบ, ต้นทุนบันทึกต่ำ | เอกสารพิสูจน์ 0% ไม่ครบ, รับเงินไม่ตรงกับ Invoice |
เช็กลิสต์จัดระบบบัญชีก่อนจ้างสำนักงานบัญชี
ก่อนเลือกรับทำบัญชีรายเดือนสำหรับธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ควรถามสำนักงานบัญชีและเตรียมข้อมูลเบื้องต้นดังนี้:
- เดือนละมีกี่ล็อตนำเข้า กี่ใบขน — เพื่อประเมินค่าบริการและเวลาจัดการ
- สินค้าที่นำเข้าตกอยู่ในพิกัดอะไร อัตราอากรเท่าไร — ทีมบัญชีบางแห่งต้องการข้อมูลนี้สำหรับตรวจสอบความถูกต้องของอากร
- มีบริษัทในเครือต่างประเทศที่ทำธุรกรรมด้วยหรือไม่ — กระทบเรื่อง Transfer Pricing
- ใช้สกุลเงินอะไรบ้าง — ต้องบันทึกผลต่างอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Gain/Loss) ด้วย
- สำนักงานบัญชีมีประสบการณ์กับลูกค้านำเข้า-ส่งออกโดยตรง และรู้จักเอกสารศุลกากรหรือไม่
ผลต่างอัตราแลกเปลี่ยน: รายได้และรายจ่ายที่หลายบริษัทลืมบันทึก
ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกมักมีธุรกรรมสกุลเงินต่างประเทศ เช่น USD EUR JPY หรือ CNY เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนไประหว่างวันที่บันทึกรายการและวันที่ชำระเงิน จะเกิด กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งต้องบันทึกในงบกำไรขาดทุนด้วย
ทางปฏิบัติที่แนะนำคือ ใช้อัตราแลกเปลี่ยนจากธนาคารกลาง (BOT) หรืออัตราที่ใช้จ่ายจริง บันทึกสม่ำเสมอในรอบเดียวกัน และกระทบยอดผลต่างอัตราแลกเปลี่ยนทุกสิ้นเดือนพร้อมกับงบธนาคาร หากปล่อยให้สะสมไว้ปลายปีอาจทำให้ตัวเลขกำไรคลาดเคลื่อนมาก
A Plus Me ช่วยธุรกิจนำเข้า-ส่งออกได้อย่างไร
ทีมงาน A Plus Me มีประสบการณ์ดูแลบัญชีบริษัทนำเข้า-ส่งออกที่เข้าใจกระบวนการศุลกากร การบันทึกต้นทุน CIF การจัดการ VAT ขาเข้า-ขาออก และการกระทบยอดผลต่างอัตราแลกเปลี่ยน หากคุณกำลังมองหาบริการรับทำบัญชีรายเดือนที่ไม่ต้องอธิบายเรื่องใบขนสินค้าตั้งแต่ต้น หรืออยากให้ช่วยวางแผนภาษีในมิติต่างประเทศ สามารถส่งข้อมูลธุรกิจให้ทีมประเมินได้เลยที่ ติดต่อ A Plus Me ไม่มีค่าใช้จ่ายในการประเมินเบื้องต้น
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง รับทำบัญชีบริษัทนำเข้า-ส่งออก จุดที่ต้องระวังเรื่องภาษีและเอกสาร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
บริษัทนำเข้า-ส่งออกต้องจด VAT ไหม
หากรายรับจากการขายสินค้าหรือบริการในประเทศเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจด VAT และสำหรับผู้ส่งออก การจด VAT ยังเปิดโอกาสให้ขอคืนภาษีซื้อที่เกิดในไทยได้ด้วย เพราะการส่งออกเสีย VAT ในอัตรา 0%
VAT ขาเข้าที่จ่ายที่ด่านศุลกากร นำมาขอเครดิตภาษีซื้อได้ไหม
ได้ หากกิจการจด VAT และสินค้านั้นนำมาใช้ในกิจการที่ต้องเสีย VAT โดยใช้ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีอากรจากกรมศุลกากรเป็นหลักฐานภาษีซื้อ ชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีต้องถูกต้องตรงกับบริษัท
ต้นทุนสินค้านำเข้าต้องบันทึกอะไรบ้างนอกจากราคา Invoice
ต้นทุนสินค้านำเข้าควรรวม ราคา CIF (ราคาสินค้า + ค่าประกัน + ค่าระวาง) + อากรขาเข้าตามพิกัด + ค่าชิปปิ้ง + ค่าโกดัง ค่าลาก และค่าขนถ่ายจากท่าเรือ/สนามบินถึงคลังสินค้า ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าสินค้าคงเหลือ ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย
ส่งออกสินค้าใช้ VAT 0% ต้องมีเอกสารอะไรบ้าง
ต้องมีใบขนสินค้าขาออกที่ผ่านพิธีการศุลกากรแล้ว หลักฐานที่สินค้าออกนอกประเทศจริง และหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ เช่น Bank Credit Advice ถ้าเอกสารไม่ครบ สรรพากรอาจปฏิเสธสิทธิ์ VAT 0% และเรียกเก็บ VAT 7% ย้อนหลัง
จ่ายเงินค่าสินค้าหรือค่าบริการให้ต่างประเทศ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม
ขึ้นอยู่กับประเภทการจ่าย ค่าสินค้าซื้อขายทั่วไปจากต่างประเทศโดยปกติไม่ต้องหัก แต่ค่าสิทธิ ดอกเบี้ย หรือค่าบริการบางประเภทที่มีแหล่งรายได้ในไทยอาจต้องนำส่งภาษีตามมาตรา 70 แนะนำให้ปรึกษาที่ปรึกษาภาษีก่อนโอนเงินออกนอกประเทศในรายการที่ไม่แน่ใจ
ผลต่างอัตราแลกเปลี่ยนต้องบันทึกบัญชีอย่างไร
กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนต้องบันทึกในงบกำไรขาดทุน ไม่ใช่ปรับทุน โดยปกติใช้อัตราของธนาคารที่ทำธุรกรรมหรืออัตรา BOT ควรกระทบยอดทุกสิ้นเดือนพร้อมรายการเดินบัญชีธนาคาร เพื่อให้ตัวเลขกำไรสะท้อนความเป็นจริงและไม่มีส่วนต่างสะสมปลายปี