ขายของออนไลน์ดูง่าย แต่พอต้องทำบัญชีให้ถูกต้องแล้ว หลายเจ้าพบว่ารายได้จริงกับตัวเลขในแอปไม่ตรงกัน ค่าธรรมเนียม Marketplace หายไปไหน และจะนับรายได้วันไหนกันแน่
ทำไมบัญชี e-Commerce ถึงซับซ้อนกว่าธุรกิจทั่วไป
ธุรกิจหน้าร้านรับเงินสดหรือโอน แล้วออกใบเสร็จ — เรื่องง่าย แต่พอมาขายใน Shopee, Lazada, TikTok Shop, LINE Shopping หรือ Grab Merchant รูปแบบเงินไหลเข้าเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
- ลูกค้าจ่ายเงินให้ แพลตฟอร์ม ก่อน ไม่ใช่จ่ายตรงมาที่บริษัท
- แพลตฟอร์มหักค่าธรรมเนียม (GP Fee, ค่าโฆษณา, ค่าบริการรายเดือน) แล้วโอนยอดสุทธิให้ทุก 7–15 วัน
- เงินโอนมาในก้อนเดียว แต่ข้างในประกอบด้วยร้อยออเดอร์ที่เกิดขึ้นคนละวัน คนละสินค้า
- มีการคืนสินค้า (Return/Refund) อยู่เสมอ ซึ่งกระทบทั้งรายได้และสต๊อก
ปัญหาที่เจ้าของร้านออนไลน์เจอบ่อยที่สุดคือ "รายได้ในแอปกับเงินในบัญชีธนาคารไม่ตรงกัน" ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เพราะตัวเลขผิด แต่เพราะแพลตฟอร์มหักค่าใช้จ่ายไว้ก่อนโอน การทำบัญชีที่ถูกต้องต้องแกะรายการทั้งหมดออกมาก่อน
รายได้ e-Commerce นับตอนไหน — หลักการรับรู้รายได้
สำหรับการคำนวณภาษีและบัญชี รายได้ต้องรับรู้เมื่อส่งมอบสินค้าหรือให้บริการ ไม่ใช่รอให้เงินโอนมาที่บัญชีธนาคารก่อน (เกณฑ์สิทธิ Accrual Basis)
ในทางปฏิบัติสำหรับ Marketplace ทั่วไป:
- วันที่ลูกค้ากด "ยืนยันรับสินค้า" หรือวันที่ระบบปิดออเดอร์ให้อัตโนมัติ ถือเป็นจุดรับรู้รายได้ที่นิยมใช้
- ยอดรายได้ที่บันทึก = ราคาขายก่อนหักส่วนลดที่ บริษัทออกเอง (ไม่ใช่ส่วนลดที่แพลตฟอร์มออกแทน)
- คูปองที่แพลตฟอร์มออกให้ลูกค้าโดยบริษัทไม่ได้ออก ไม่ถือเป็นรายจ่ายของบริษัท
หากกิจการจด VAT แล้ว ต้องออกใบกำกับภาษีให้ตรงกับวันรับรู้รายได้ด้วย ซึ่งทำให้ต้องมีระบบติดตามออเดอร์ที่ดีพอสมควร
ค่าธรรมเนียม Marketplace บันทึกบัญชีอย่างไร
แพลตฟอร์มแต่ละเจ้าคิดค่าธรรมเนียมต่างกัน แต่โดยรวมจะแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก:
| ประเภทค่าธรรมเนียม | ตัวอย่าง | บันทึกบัญชีเป็น |
|---|---|---|
| ค่าคอมมิชชั่น (GP Fee) | Shopee 2–5%, Lazada 1–3% | ค่าใช้จ่ายในการขาย / ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม |
| ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (Payment Fee) | 0.5–2% ต่อยอดชำระ | ค่าธรรมเนียมธุรกรรม / ค่าใช้จ่ายการเงิน |
| ค่าโฆษณาในแพลตฟอร์ม (Ads) | Shopee Ads, TikTok Ads | ค่าโฆษณาและส่งเสริมการขาย |
| ค่าบริการรายเดือน / ค่า Fulfillment | Lazada Fulfillment, JD Central | ค่าบริการโลจิสติกส์ / ค่าเช่า |
ทุกค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ต้องมีเอกสารประกอบ ได้แก่ Statement รายเดือนจากแพลตฟอร์ม (ดาวน์โหลดจากหน้า Seller Center) ซึ่งสำนักงานบัญชีจะใช้เป็นหลักฐานในการลงรายจ่าย
สำหรับประเด็น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ค่าธรรมเนียม GP จากแพลตฟอร์มที่เป็นบริษัทต่างประเทศ (เช่น Shopee, Lazada ที่จดนอก) มีแนวปฏิบัติเรื่องการหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าบริการที่แตกต่างกัน ควรให้ วางแผนภาษี กับผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบภาระภาษีนี้ให้ชัดเจน
VAT และใบกำกับภาษีสำหรับร้านออนไลน์
เมื่อไหรต้องจด VAT
เกณฑ์เดิม: รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT กับกรมสรรพากรและยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน โดยนับรายได้จาก ทุก ช่องทางรวมกัน — Shopee + Lazada + เว็บไซต์ตัวเอง + Line + หน้าร้าน
ร้านออนไลน์หลายรายเติบโตเร็วจนเกิน 1.8 ล้านบาทโดยไม่รู้ตัว เพราะดูแต่ยอดโอนสุทธิ (หลังหักค่าธรรมเนียม) แทนที่จะดู ยอดขายรวม ก่อนหักค่าใช้จ่าย นี่คือความเสี่ยงที่พบบ่อยมากในธุรกิจ Marketplace
ใบกำกับภาษีและ Marketplace
เมื่อจด VAT แล้ว ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปให้ลูกค้าทุกรายที่ขอ แต่ปัญหาคือ Marketplace ไม่ได้ออกใบกำกับภาษีแทนร้านค้าโดยอัตโนมัติ ดังนั้นเจ้าของร้านต้องวางระบบว่าจะออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าอย่างไร — ออกเองผ่านโปรแกรมบัญชี หรือใช้บริการออกเอกสารผ่านระบบ e-Tax Invoice ของกรมสรรพากร
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง VAT สำหรับ SME ได้ที่บทความนี้
เอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชีทุกเดือน
ธุรกิจ e-Commerce มีเอกสารที่ต้องรวบรวมมากกว่าธุรกิจทั่วไปเพราะมีหลายแหล่งรายได้ เช็กลิสต์ด้านล่างเป็นตัวอย่างที่ครอบคลุมส่วนใหญ่:
- Statement รายเดือนจากทุก Marketplace (Shopee, Lazada, TikTok Shop ฯลฯ) พร้อมไฟล์ Excel/CSV รายออเดอร์
- รายงานยอดขาย จากเว็บไซต์หรือระบบหน้าร้านตัวเอง (ถ้ามี)
- สรุปยอด Refund/คืนสินค้า ในรอบเดือน
- ใบแจ้งยอดค่าโฆษณา (Ads Statement) จากแพลตฟอร์มและ Meta/Google Ads
- ใบแจ้งหนี้/ใบเสร็จค่าขนส่ง จาก Flash, Kerry, J&T, Ninja Van ฯลฯ
- ใบกำกับภาษีซื้อ จากซัพพลายเออร์สินค้า/วัตถุดิบ
- Statement บัญชีธนาคารบริษัท ครบทุกบัญชีที่รับเงินจากแพลตฟอร์ม
- เอกสารค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่น ค่าเช่าโกดัง ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าถ่ายรูปสินค้า
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมว่าต้องส่งอะไรบ้างได้ที่ เอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชี
สต๊อกสินค้าและต้นทุนขาย — จุดที่มักลืม
ธุรกิจ e-Commerce ที่ขายสินค้า (ไม่ใช่บริการล้วน) ต้องมีระบบนับสต๊อกและคำนวณต้นทุนสินค้าที่ขาย (Cost of Goods Sold) ซึ่งกระทบกำไรและภาษีโดยตรง
วิธีคำนวณต้นทุนสินค้าที่ขายทั่วไปสำหรับ SME คือ FIFO (First-In First-Out) หรือ ราคาถัวเฉลี่ย (Weighted Average) โดยต้องเลือกและใช้วิธีเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ
- ต้นทุนสินค้า = ราคาซื้อ + ค่าขนส่งเข้า + ค่าอากรขาเข้า (ถ้านำเข้าจากต่างประเทศ)
- สินค้าที่แจกเป็น Gift/ของแถม ต้องตัดสต๊อกและบันทึกเป็นค่าส่งเสริมการขาย
- สินค้าที่ลูกค้าคืน ต้องนำกลับเข้าสต๊อกพร้อมปรับยอดรายได้และต้นทุนให้ตรงกัน
หากไม่มีระบบสต๊อกที่ดี บัญชีจะปิดงบยากมาก และสรรพากรอาจประเมินว่ามีรายได้ที่ไม่ได้แสดงหากพบว่ายอดสินค้าออกไม่สัมพันธ์กับรายได้ที่รายงาน
ภาษีที่ธุรกิจ e-Commerce ต้องรู้และยื่นทุกเดือน/ทุกปี
ภาษีรายเดือน
- ภ.พ.30 (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หรือภายใน 23 ของเดือนถัดไปหากยื่นทางอินเทอร์เน็ต
- ภ.ง.ด.1 (ภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงาน) ยื่นภายในวันที่ 7 (กระดาษ) หรือ 15 (ออนไลน์) ของเดือนถัดไป สำหรับกิจการที่มีพนักงาน
- ภ.ง.ด.3 / ภ.ง.ด.53 (ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากการจ้างบุคคลธรรมดา/นิติบุคคล) เช่น ค่าโฆษณา ค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ ค่าออกแบบกราฟิก
ภาษีรายปี
- ภ.ง.ด.51 (ภาษีครึ่งปี) ยื่นภายใน 2 เดือนหลังครบ 6 เดือนของรอบบัญชี
- ภ.ง.ด.50 (ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี) ยื่นภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME (ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท): กำไรสุทธิ 0–300,000 บาทแรก ยกเว้นภาษี ส่วน 300,001–3,000,000 บาท อัตรา 15% และส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท อัตรา 20% (ตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับผู้เชี่ยวชาญเนื่องจากอาจมีการปรับเปลี่ยน)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในบัญชี e-Commerce
- นับยอดโอนสุทธิเป็นรายได้ แทนที่จะนับยอดขายรวมก่อนหักค่าธรรมเนียม — ทำให้รายได้บัญชีต่ำกว่าความเป็นจริง
- ลืมรวมรายได้หลายแพลตฟอร์ม เพราะแยกดูทีละแพลตฟอร์ม ทำให้ยอดรายได้รวมเกินเกณฑ์ VAT โดยไม่รู้ตัว
- ไม่มีใบกำกับภาษีสำหรับค่าโฆษณาและค่าธรรมเนียมต่างประเทศ เช่น Meta Ads, Google Ads — ต้องออก Self-billing Invoice และนำส่ง VAT 7% (ภ.พ.36)
- รับเงินลูกค้าในบัญชีส่วนตัว แล้วค่อยโอนเข้าบริษัท ทำให้ย้อนยอดยากและเสี่ยงสรรพากรตรวจสอบ ดูเพิ่มเติมที่ ประเมินความเสี่ยงภาษี
- ไม่ตัดสต๊อกสินค้าที่ส่งไปเป็น Sample หรือสินค้าชำรุด ทำให้สต๊อกบัญชีสูงกว่าของจริง
- ไม่ยื่น ภ.พ.36 สำหรับค่าบริการที่จ่ายให้แพลตฟอร์มต่างประเทศ
เลือกสำนักงานบัญชีสำหรับธุรกิจ e-Commerce อย่างไร
ไม่ใช่สำนักงานบัญชีทุกแห่งที่คุ้นเคยกับ Marketplace Statement รายเดือนหรือขั้นตอนการ Reconcile ยอดโอนจากแพลตฟอร์ม ก่อนเลือกใช้บริการควรถามว่า:
- เคยทำบัญชีให้ร้านใน Shopee / Lazada / TikTok Shop มาก่อนไหม
- สามารถรับ Statement CSV แล้วแกะรายการให้ได้ไหม
- มีแนวทางให้เรื่อง ภ.พ.36 (VAT จากค่าบริการต่างประเทศ) ไหม
- ช่วยเชื่อมกับโปรแกรมบัญชีหรือระบบสต๊อกของร้านได้ไหม
A Plus Me ให้บริการ รับทำบัญชีรายเดือน สำหรับธุรกิจ e-Commerce และ Marketplace โดยทีมงานที่คุ้นเคยกับ Statement จากแพลตฟอร์มยอดนิยม ช่วย Reconcile ยอดรายได้ ค่าธรรมเนียม และยอดธนาคารให้ตรงกัน พร้อมดูแลภาษีรายเดือนครบทุกแบบ หากต้องการปรึกษาเรื่อง วางแผนภาษี เพิ่มเติมหรืออยากประเมินระบบบัญชีที่มีอยู่ ติดต่อ ติดต่อ A Plus Me ได้เลยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง รับทำบัญชีธุรกิจ e-Commerce และ Marketplace ครบวงจร ต้องดูอะไรบ้าง ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ธุรกิจ e-Commerce ที่ขายหลาย Marketplace ต้องนับรายได้รวมกันหรือเปล่าเพื่อเช็กเกณฑ์ VAT
ต้องนับรวมกันทุกช่องทาง ทั้ง Shopee, Lazada, TikTok Shop, เว็บไซต์ตัวเอง และช่องทางอื่นๆ ถ้ารวมแล้วเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน
ค่าธรรมเนียม GP ของ Shopee หรือ Lazada ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม ต้องมีเอกสารอะไร
ลงได้ครับ โดยใช้ Statement รายเดือนจาก Seller Center ของแต่ละแพลตฟอร์มเป็นหลักฐาน บันทึกเป็น 'ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม' หรือ 'ค่าคอมมิชชั่นการขาย' ทั้งนี้ควรตรวจสอบเรื่อง ภ.พ.36 สำหรับแพลตฟอร์มที่จดทะเบียนนอกประเทศกับผู้เชี่ยวชาญด้วย
ยอดโอนจาก Marketplace กับยอดรายได้ในบัญชีต่างกัน ผิดปกติไหม
ปกติมากครับ เพราะ Marketplace หักค่าธรรมเนียม GP ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง และค่าบริการอื่นๆ ก่อนโอนยอดสุทธิ รายได้บัญชีต้องบันทึกยอด 'ขายรวม' ก่อนหัก แล้วค่าธรรมเนียมทั้งหมดบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายแยกต่างหาก
ร้านออนไลน์ที่เป็นบุคคลธรรมดา (ยังไม่ได้จดบริษัท) ต้องทำบัญชีไหม
ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครับ โดยใช้เงินได้ประเภทที่ 8 (40(8)) คำนวณจากรายได้สุทธิ บุคคลธรรมดาไม่จำเป็นต้องจัดทำบัญชีเต็มรูปแบบ แต่ต้องเก็บหลักฐานรายรับรายจ่ายไว้ และถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทก็ต้องจด VAT เช่นกัน
ค่าโฆษณา Meta Ads หรือ Google Ads ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและยื่น ภ.พ.36 ด้วยไหม
ใช่ครับ เนื่องจาก Meta และ Google เป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ให้บริการในไทย ผู้ซื้อโฆษณาซึ่งเป็นบริษัทไทยต้องนำส่ง VAT 7% แทน (ภ.พ.36) และอาจต้องพิจารณาภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามเงื่อนไขอนุสัญญาภาษีซ้อนด้วย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
ถ้ามีการคืนสินค้า (Refund) จาก Marketplace ต้องทำอย่างไรในบัญชี
ต้องบันทึกลดยอดรายได้และนำสินค้าคืนเข้าสต๊อก พร้อมออกใบลดหนี้ (Credit Note) เพื่อปรับยอด VAT ถ้ากิจการจด VAT แล้ว ยอด Refund ต้องสะท้อนในรายงานภาษีขายของเดือนที่ออกใบลดหนี้ด้วย