ถามว่าบริษัทต้องเสียภาษีเงินได้เท่าไหร่ คำตอบไม่ได้มีแค่ตัวเลขเดียว เพราะ SME ที่ทุนจดทะเบียนและรายได้อยู่ในเกณฑ์จะได้อัตราภาษีขั้นบันไดที่ต่างจากบริษัทขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้สรุปวิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ตั้งแต่ฐานภาษี อัตราที่ใช้ รายจ่ายที่หักได้ ไปจนถึงกำหนดยื่นแบบ เพื่อให้เจ้าของธุรกิจวางแผนได้จริง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) คืออะไร

ภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือ CIT (Corporate Income Tax) คือภาษีที่บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และนิติบุคคลอื่นตามประมวลรัษฎากรต้องเสียให้กรมสรรพากร โดยคำนวณจาก กำไรสุทธิ ที่ผ่านการปรับปรุงตามหลักภาษีแล้ว ไม่ใช่กำไรที่แสดงในงบการเงินโดยตรงเสมอไป

หลักสำคัญที่ทำให้ SME ไทยต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดีคือ บริษัทที่เข้าเกณฑ์ "วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม" ตามกฎหมาย จะได้รับสิทธิอัตราภาษีแบบ ขั้นบันได ที่ต่ำกว่าอัตราปกติสูงสุด 20% อย่างมาก ดังนั้นการรู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหนจึงส่งผลต่อยอดภาษีที่ต้องจ่ายจริงโดยตรง

เงื่อนไขได้สิทธิอัตราภาษี SME ขั้นบันได

บริษัทที่จะใช้อัตราขั้นบันไดได้ต้องมีคุณสมบัติ ทั้งสองข้อพร้อมกัน ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี ดังนี้

  • ทุนชำระแล้ว ไม่เกิน 5 ล้านบาท
  • รายได้จากการขายสินค้าและบริการรวมทั้งปี ไม่เกิน 30 ล้านบาท

หากบริษัทของคุณมีทุนชำระแล้วเกิน 5 ล้านบาท หรือรายได้ปีนั้นเกิน 30 ล้านบาท จะเสียภาษีในอัตราเดียว 20% ของกำไรสุทธิทั้งหมด ดังนั้นหากกำลังจดทะเบียนบริษัทใหม่ การวางทุนจดทะเบียนให้เหมาะสมจึงมีผลต่อสิทธิทางภาษีในอนาคตด้วย

อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ปี 2568-2569

ระดับกำไรสุทธิ อัตราภาษี (SME ที่มีสิทธิ) อัตราภาษี (บริษัททั่วไป)
0 – 300,000 บาทแรก ยกเว้น (0%) 20%
300,001 – 3,000,000 บาท 15% 20%
ส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท 20% 20%

ตัวอย่างเช่น SME ที่มีสิทธิอัตราขั้นบันได มีกำไรสุทธิ 2,000,000 บาทในปีนั้น จะเสียภาษีดังนี้

  • 300,000 บาทแรก: 0 บาท (ยกเว้น)
  • 1,700,000 บาท (ส่วน 300,001–2,000,000): 1,700,000 × 15% = 255,000 บาท
  • รวมภาษีที่ต้องจ่าย: 255,000 บาท (อัตราเฉลี่ยแท้จริงประมาณ 12.75%)

เทียบกับบริษัทที่ไม่ได้สิทธิ จะเสียภาษี 2,000,000 × 20% = 400,000 บาท ต่างกันถึง 145,000 บาทในตัวอย่างนี้ เห็นได้ชัดว่าการรักษาสิทธิ SME มีมูลค่าจริง

หมายเหตุ: อัตราข้างต้นเป็นอัตราที่ใช้อยู่ ณ ปี 2568-2569 ตามข้อมูลกรมสรรพากร ควรตรวจสอบพระราชกฤษฎีกาล่าสุดเสมอ เพราะอัตราลดหย่อนพิเศษมีการต่ออายุเป็นคราวๆ

วิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ทีละขั้น

ขั้นที่ 1 — หากำไรทางบัญชีก่อน

เริ่มจาก รายได้รวม หักด้วย ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตามงบกำไรขาดทุน ได้กำไรทางบัญชี แต่กำไรตัวนี้ยังไม่ใช่ฐานที่ใช้คำนวณภาษีโดยตรง เพราะมาตรฐานบัญชีและกฎหมายภาษีมีกฎต่างกันในบางเรื่อง

ขั้นที่ 2 — ปรับปรุงด้วยรายการทางภาษี

บัญชีจะปรับกำไรทางบัญชีโดย บวกกลับ รายจ่ายที่ไม่ให้หักทางภาษี (เรียกว่า "รายจ่ายต้องห้าม") และ หักออก รายได้ที่ได้รับยกเว้น ตัวอย่างรายจ่ายต้องห้ามที่พบบ่อยใน SME ได้แก่

  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ เช่น ค่าอาหารส่วนตัวกรรมการ ค่าเดินทางท่องเที่ยวครอบครัว
  • ดอกเบี้ยเงินกู้ที่กู้จากผู้ถือหุ้นเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
  • ค่าเสื่อมราคาที่คำนวณเกินกว่าอัตราสูงสุดตามกฎหมาย
  • ค่ารับรองที่เกินเพดาน 0.3% ของรายได้หรือทุนชำระแล้วแล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า (สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท)
  • ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีหลักฐานเอกสารรองรับหรือระบุผู้รับไม่ได้

ผลลัพธ์หลังปรับปรุงคือ กำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี ซึ่งอาจสูงหรือต่ำกว่ากำไรทางบัญชีได้ สาเหตุหนึ่งที่ต้องให้รับทำบัญชีรายเดือนโดยผู้เชี่ยวชาญคือขั้นตอนนี้เองที่มักพบความผิดพลาด

ขั้นที่ 3 — นำกำไรสุทธิไปคูณอัตราภาษีตามขั้นบันได

เมื่อได้กำไรสุทธิที่ถูกต้องแล้ว ก็นำมาคำนวณตามตารางอัตราข้างต้น ได้ภาษีที่ต้องชำระในรอบปี

ขั้นที่ 4 — หักภาษีครึ่งปีที่ชำระไว้แล้ว

บริษัทที่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 (ภาษีครึ่งปี) จะนำภาษีที่ชำระตามแบบนั้นมาหักออกจากภาษีที่คำนวณได้ทั้งปี หากชำระไว้เกินก็จะได้รับเงินคืน หรือหากชำระไว้น้อยกว่าก็ต้องจ่ายส่วนต่างพร้อมยื่น ภ.ง.ด.50

รายจ่ายสำคัญที่หักได้และช่วยลดฐานภาษี

การวางแผนภาษีที่ดีไม่ใช่การ "โกง" ระบบ แต่คือการใช้สิทธิที่กฎหมายให้ไว้อย่างถูกต้องและมีเอกสารรองรับ ตัวอย่างรายจ่ายที่หักได้ตามกฎหมายและ SME มักมองข้าม ได้แก่

  • ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินถาวร ทั้งเครื่องจักร คอมพิวเตอร์ รถยนต์ (ตามอัตราที่กำหนด) และอาคาร
  • เงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ สำหรับลูกหนี้การค้าที่ค้างชำระและดำเนินการทวงถามตามเงื่อนไขแล้ว
  • ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงาน บางกรณีหักได้ 1.5 เท่าตามมาตรการส่งเสริมการศึกษา (ตรวจสอบเงื่อนไขกับที่ปรึกษาภาษีก่อน)
  • ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้ในกิจการ จากสถาบันการเงิน
  • เงินเดือนและสวัสดิการพนักงาน ที่มีสัญญาจ้าง จ่ายจริง และสอดคล้องกับงานที่ทำ
  • ผลขาดทุนสะสมจากปีก่อน สามารถยกมาหักได้ไม่เกิน 5 ปีต่อเนื่อง

ดูรายละเอียดว่าเอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชีมีอะไรบ้าง เพื่อให้รายจ่ายที่หักได้ถูกบันทึกครบถ้วนทุกเดือน

กำหนดยื่นแบบและชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภ.ง.ด.50 — แบบปีประจำ

บริษัทต้องยื่น ภ.ง.ด.50 พร้อมชำระภาษีภายใน 150 วัน นับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ปิดงบวันที่ 31 ธันวาคม ต้องยื่นภายในวันที่ 30 พฤษภาคมของปีถัดไป (หรือ 31 พฤษภาคมในปีที่มี 31 วัน ขึ้นอยู่กับการนับ)

หากยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร จะได้ขยายเวลา เพิ่มอีก 8 วัน รวมเป็น 158 วัน นับเป็นข้อดีที่ควรใช้สิทธิ

ภ.ง.ด.51 — แบบครึ่งปี

บริษัทที่ดำเนินกิจการมาแล้วต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ภายใน 2 เดือน นับจากวันสุดท้ายของ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี เพื่อประเมินกำไรสุทธิครึ่งปีและชำระภาษีล่วงหน้าครึ่งหนึ่ง หากประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงเกิน 25% จะถูกคิดเงินเพิ่มตามอัตราที่กำหนด ดังนั้นการประเมินให้ใกล้เคียงความเป็นจริงจึงสำคัญ

สรุปกำหนดสำคัญ

  • ภ.ง.ด.51: ภายใน 2 เดือนหลังครบ 6 เดือนแรก (สำหรับรอบบัญชีมกราคม–ธันวาคม คือภายใน 31 สิงหาคม)
  • ภ.ง.ด.50: ภายใน 150 วันหลังปิดงบ (สำหรับรอบบัญชีสิ้นปี 31 ธันวาคม คือภายใน 30 พฤษภาคมปีถัดไป)
  • ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing: ขยายเพิ่ม 8 วันสำหรับ ภ.ง.ด.50 และ 8 วันสำหรับ ภ.ง.ด.51

ความผิดพลาดที่พบบ่อยและมีผลต่อภาษีที่ต้องจ่าย

จากประสบการณ์การทำบัญชีและยื่นภาษีให้ SME ปัญหาที่เจอซ้ำๆ มักไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อน แต่เป็นเรื่องพื้นฐานที่หลายบริษัทมองข้าม เช่น

  • บันทึกรายจ่ายส่วนตัวเจ้าของเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท สรรพากรมักพบจุดนี้และบวกกลับเป็นรายได้
  • ไม่มีเอกสารรองรับค่าใช้จ่าย เช่น จ่ายเงินสดไม่มีใบเสร็จ หรือรายจ่ายเล็กน้อยสะสมเป็นยอดใหญ่
  • หักค่าเสื่อมราคาเกินอัตรากฎหมาย โดยเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีเพดานราคาทุนสูงสุดตามกฎหมาย
  • ลืมบวกกลับดอกเบี้ยเงินกู้จากกรรมการที่เกินอัตราตลาด
  • คำนวณ ภ.ง.ด.51 ต่ำเกินจริงโดยตั้งใจ และโดนเงินเพิ่มตอนยื่น ภ.ง.ด.50

หากไม่แน่ใจว่าระบบบัญชีปัจจุบันจัดการรายจ่ายเหล่านี้ถูกต้องแค่ไหน ลองประเมินความเสี่ยงภาษีเบื้องต้นได้เลย

วางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ถูกต้อง ไม่ใช่แค่ประหยัด

การวางแผน CIT ที่ดีเริ่มจากการ บันทึกรายจ่ายให้ครบและมีเอกสารรองรับ ตลอดทั้งปี ไม่ใช่รอมาตามหาเอกสารก่อนปิดงบ สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่ต้นปี ได้แก่

  • ติดตามยอดรายได้สะสมให้รู้ว่าจะยังอยู่ในเกณฑ์ SME (ไม่เกิน 30 ล้าน) หรือไม่
  • วางแผนซื้อทรัพย์สินที่ต้องการในปีที่ภาษีสูง เพื่อนำค่าเสื่อมมาลดฐาน
  • ประเมินกำไรสุทธิกลางปีเพื่อให้ยื่น ภ.ง.ด.51 ได้ใกล้เคียงความเป็นจริง
  • ตรวจสอบสิทธิรายจ่ายพิเศษที่หักได้เพิ่ม เช่น โครงการ Easy E-Receipt หรือมาตรการส่งเสริม R&D (ตรวจสอบมาตรการที่ยังมีผลบังคับ ณ รอบปีนั้น)

สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ยังจัดการบัญชีแยกส่วนหรือใช้สมุดรายรับ-รายจ่ายสั้นๆ ขอแนะนำให้อ่านบทความคู่มือจดทะเบียนบริษัทเพื่อเข้าใจภาพรวมว่าหลังจดทะเบียนแล้วมีภาระอะไรบ้าง ก่อนที่ตัวเลขภาษีจะเป็นเรื่องน่ากลัว

สรุป: CIT ไม่ยาก ถ้าวางระบบตั้งแต่ต้น

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) คำนวณจากกำไรสุทธิหลังปรับปรุงรายจ่ายต้องห้าม SME ที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้อัตราขั้นบันไดที่เป็นประโยชน์มาก กุญแจสำคัญคือการมีเอกสารรายจ่ายที่ถูกต้องครบถ้วนทุกเดือน ไม่รอตามทีหลัง และยื่นแบบภาษีให้ตรงเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงเงินเพิ่มและเบี้ยปรับที่สะสมได้เร็ว

ทีม A Plus Me ช่วยดูแลตั้งแต่การบันทึกบัญชีรายเดือน คำนวณภาษีครึ่งปีและประจำปี รวมถึงวางแผน CIT ให้ถูกต้องตามกฎหมายและเหมาะกับโครงสร้างธุรกิจของคุณ หากอยากรู้ว่าบริษัทของคุณอยู่ในสถานะภาษีที่ดีแค่ไหน ติดต่อ A Plus Me หรือดูบริการทั้งหมดที่เราดูแลให้ SME ได้เลย

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) คำนวณอย่างไร พร้อมอัตราภาษีล่าสุด ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) คำนวณจากอะไร

คำนวณจากกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี ซึ่งได้จากกำไรทางบัญชีที่ปรับปรุงแล้วด้วยรายจ่ายต้องห้าม (บวกกลับ) และรายได้ที่ยกเว้นภาษี (หักออก) ไม่ใช่กำไรที่แสดงในงบการเงินเพียงอย่างเดียว

SME ได้อัตราภาษีขั้นบันไดเท่าไหร่

บริษัทที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้อัตรา 0% สำหรับกำไร 300,000 บาทแรก, 15% สำหรับส่วน 300,001–3,000,000 บาท และ 20% สำหรับส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท (อัตราปี 2568-2569)

ยื่น ภ.ง.ด.50 ภายในกี่วัน

ต้องยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี หากยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing จะได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน รวมเป็น 158 วัน

ถ้าบริษัทขาดทุน ยังต้องยื่นภาษีไหม

ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ทุกปีแม้จะขาดทุน แต่ไม่ต้องชำระภาษี และสามารถนำผลขาดทุนสะสมยกไปหักกำไรในปีถัดไปได้ไม่เกิน 5 ปีต่อเนื่อง

ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการหักภาษีได้ไหม

ไม่ได้ รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการโดยตรงถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามต้องบวกกลับเป็นกำไรก่อนคำนวณภาษี และอาจทำให้ถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับหากสรรพากรตรวจพบ

ภ.ง.ด.51 คืออะไร แตกต่างจาก ภ.ง.ด.50 อย่างไร

ภ.ง.ด.51 คือแบบยื่นภาษีครึ่งปี (ประมาณการกำไร 6 เดือนแรก) ต้องยื่นภายใน 2 เดือนหลังครบ 6 เดือนของรอบบัญชี ส่วน ภ.ง.ด.50 คือแบบยื่นประจำปีที่คำนวณภาษีจริงทั้งปี โดยนำภาษีที่ชำระตาม ภ.ง.ด.51 มาหักออก