ถ้าคุณเพิ่งจดทะเบียนบริษัทหรือกำลังจะเปิดกิจการ ภาษีเงินได้นิติบุคคลคือภาษีก้อนแรกที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องก่อนสิ้นรอบบัญชี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) คืออะไร

ภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือที่ในวงการบัญชีเรียกย่อว่า CIT (Corporate Income Tax) คือภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บจาก กำไรสุทธิ ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทำได้ในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่งๆ ไม่ใช่ภาษีจากยอดขาย ไม่ใช่ภาษีจากรายรับรวม แต่คำนวณจาก กำไร หลังหักค่าใช้จ่ายที่กฎหมายอนุญาต

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีนี้ได้แก่บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บริษัทมหาชน และนิติบุคคลต่างประเทศที่มีรายได้จากแหล่งในประเทศไทย กล่าวโดยง่ายคือทันทีที่คุณ "จดทะเบียนบริษัท" แล้วมีกำไรเกิดขึ้น ภาษีนี้จะเริ่มมีผลกับกิจการของคุณทันที

สิ่งสำคัญที่มือใหม่มักสับสน: CIT แยกต่างหาก จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) ของผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ เจ้าของบริษัทที่รับเงินเดือนจากบริษัทยังคงต้องยื่น PIT ของตัวเองด้วย ซึ่งเป็นคนละภาษีกัน

ฐานภาษี: "กำไรสุทธิทางภาษี" คืออะไร และคำนวณอย่างไร

หัวใจของ CIT คือการคำนวณ กำไรสุทธิทางภาษี ซึ่งอาจแตกต่างจากกำไรสุทธิที่ปรากฏในงบการเงินทางบัญชี เพราะกรมสรรพากรมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าค่าใช้จ่ายใดหักได้ ค่าใช้จ่ายใดหักไม่ได้ และรายได้ใดได้รับยกเว้น

สูตรพื้นฐานคือ:

  • รายได้ทั้งหมดที่ต้องนำมาคำนวณ ลบด้วย รายจ่ายที่กฎหมายอนุญาต เท่ากับ กำไรสุทธิทางภาษี

ค่าใช้จ่ายที่หักได้ต้องผ่านเงื่อนไขตาม มาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือต้องเป็นรายจ่ายจริง เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ มีหลักฐานครบถ้วน และไม่เข้าข่าย "รายจ่ายต้องห้าม" ตาม มาตรา 65 ตรี

ตัวอย่างรายจ่ายต้องห้ามที่ SME มักพลาด ได้แก่:

  • รายจ่ายที่ไม่มีเอกสารหลักฐาน หรือออกชื่อผู้รับไม่ถูกต้อง
  • รายจ่ายส่วนตัวที่นำมาปนกับรายจ่ายบริษัท เช่น ค่าอาหาร ค่าท่องเที่ยว ที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ
  • รายจ่ายที่จ่ายจริงแต่จ่ายให้กรรมการหรือผู้ถือหุ้นในราคาที่ไม่สมเหตุสมผล
  • ค่าปรับ ค่าอาญา ภาษีเบี้ยปรับ — กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักเป็นรายจ่าย
  • ดอกเบี้ยเงินกู้ที่กู้มาโดยไม่มีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่ชัดเจน

ทุกบาทที่คุณบันทึกเป็นรายจ่ายบริษัทจึงต้องมีใบกำกับภาษีหรือเอกสารหลักฐานที่ถูกต้องรองรับ และต้องเกี่ยวข้องกับการหารายได้ของกิจการ หากขาดความรัดกุมในจุดนี้ สรรพากรจะปรับปรุงกำไรสุทธิขึ้น ทำให้จ่ายภาษีมากกว่าที่ควร

อัตราภาษี SME แบบขั้นบันได: 0% / 15% / 20%

นี่คือจุดที่ SME ไทยได้รับสิทธิประโยชน์ที่สำคัญมาก กฎหมายกำหนดอัตราภาษีแบบขั้นบันได (Progressive Rate) สำหรับบริษัทที่เข้าเงื่อนไข SME ดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569 อ้างอิง PwC Worldwide Tax Summaries Thailand):

  • กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท: ได้รับยกเว้นภาษี (0%)
  • กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: อัตรา 15%
  • กำไรสุทธิ ส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%

อัตราเหล่านี้เป็นอัตรา ขั้นบันได หมายความว่าแต่ละช่วงกำไรเสียในอัตรานั้นๆ เฉพาะกำไรส่วนที่อยู่ในช่วงนั้น ไม่ใช่นำอัตราสูงสุดมาคำนวณจากกำไรทั้งหมด

ตัวอย่างการคำนวณ: สมมติบริษัท ABC มีกำไรสุทธิทางภาษี 1,500,000 บาท และเข้าเงื่อนไข SME:

  • 300,000 บาทแรก: 0 บาท (ยกเว้น)
  • ส่วนที่เกิน 300,000 ถึง 1,500,000 บาท (= 1,200,000 บาท) × 15% = 180,000 บาท
  • ภาษีที่ต้องชำระรวม: 180,000 บาท

เปรียบเทียบกับบริษัทที่ไม่เข้าเงื่อนไข SME ซึ่งต้องชำระ 1,500,000 × 20% = 300,000 บาท ส่วนต่างคือ 120,000 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการรักษาสถานะ SME มีมูลค่าทางภาษีที่แท้จริง

เงื่อนไขที่ต้องผ่านทั้งสองข้อเพื่อได้อัตรา SME

บริษัทต้องผ่านเงื่อนไข ทั้งสองข้อพร้อมกัน ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี:

  • ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท
  • รายได้จากการขายสินค้าและให้บริการรวมไม่เกิน 30,000,000 บาท ในรอบบัญชีนั้น

หากปีใดบริษัทของคุณมีรายได้เกิน 30 ล้านบาท แม้ทุนจดทะเบียนจะยังไม่เกิน 5 ล้าน ก็จะเสียภาษีในอัตรา 20% แบบเรียบสำหรับปีนั้นทันที และเมื่อกลับมาต่ำกว่าเกณฑ์ปีถัดไปก็จะได้อัตรา SME คืน

รอบบัญชีและกำหนดยื่นแบบ: ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50

บริษัทในไทยมีหน้าที่ยื่นภาษี CIT สองครั้งต่อปี ซึ่งหลายคนมองข้ามจุดนี้เพราะคิดว่ายื่นปีละครั้ง:

ภ.ง.ด.51 — ภาษีครึ่งรอบบัญชี

ยื่นภายใน 2 เดือน นับจากวันสุดท้ายของ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี สำหรับบริษัทที่ใช้รอบบัญชี 1 มกราคม – 31 ธันวาคม หมายความว่าต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ภายใน วันที่ 31 สิงหาคม ของปีนั้น

การยื่น ภ.ง.ด.51 ไม่ใช่แค่แจ้งตัวเลขเพื่อทราบ แต่ต้องชำระ "ภาษีครึ่งปี" ด้วย โดยประมาณการจากกำไรสุทธิที่คาดว่าจะได้ทั้งปี หากประมาณการ ต่ำกว่าภาษีจริง มากกว่า 25% โดยไม่มีเหตุอันควร จะถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม (เบี้ยปรับ) ที่ 20% ของส่วนที่ขาด การประมาณการให้ถูกต้องจึงสำคัญมาก

ภ.ง.ด.50 — ภาษีประจำปี

ยื่นภายใน 150 วัน นับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี สำหรับรอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม หมายความว่าต้องยื่นภายในประมาณ วันที่ 30 พฤษภาคม ของปีถัดไป ในกรณียื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร จะได้รับการขยายระยะเวลาเพิ่มอีก 8 วัน (รวม 158 วัน)

ภ.ง.ด.50 ต้องยื่นพร้อมกับ งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ SME ควรเริ่มวางแผนจัดการบัญชีตั้งแต่ต้นปี ไม่ใช่รอทำให้เสร็จในเดือนสุดท้าย หากต้องการให้การทำบัญชีและการยื่นภาษีเป็นเรื่องที่ไม่ต้องกังวล บริการรับทำบัญชีรายเดือน ช่วยให้ทุกตัวเลขพร้อมก่อนถึงกำหนดเสมอ

บทสรุปกำหนดการสำคัญ (สำหรับรอบบัญชี 1 ม.ค. – 31 ธ.ค.):

  • สิงหาคม: ยื่น ภ.ง.ด.51 พร้อมชำระภาษีครึ่งปี
  • พฤษภาคม (ปีถัดไป): ยื่น ภ.ง.ด.50 พร้อมงบการเงินที่ตรวจสอบแล้ว
  • เมษายน–พฤษภาคม (ปีถัดไป): ยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ด้วย

รายจ่ายที่ช่วยลดกำไรสุทธิได้อย่างถูกกฎหมาย

การวางแผนภาษี CIT ที่ถูกกฎหมายไม่ใช่การหลีกเลี่ยงภาษี แต่คือการ "ใช้สิทธิ์ที่กฎหมายให้" ให้ครบถ้วน ต่อไปนี้คือหมวดค่าใช้จ่ายที่ SME มักใช้ได้แต่มองข้ามไป:

  • ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวร: อาคาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ รถยนต์ หักได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด การซื้อสินทรัพย์ในเวลาที่เหมาะสมมีผลต่อกำไรสุทธิปีนั้นโดยตรง
  • ค่าฝึกอบรมพนักงาน: กฎหมายอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายฝึกอบรมได้มากกว่า 1 เท่าในบางกรณีที่กำหนด ทั้งนี้เงื่อนไขและอัตราที่ใช้ได้อาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับที่ปรึกษาภาษีก่อนนำไปใช้
  • ค่าวิจัยและพัฒนา (R&D): ค่าใช้จ่าย R&D ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่กำหนด อาจได้รับสิทธิหักได้สูงกว่า 1 เท่า ขึ้นอยู่กับประเภทและเงื่อนไขที่บังคับใช้ในแต่ละปี
  • ค่าสำรองหนี้สงสัยจะสูญ: หักได้เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอย่างถูกต้อง
  • ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อกิจการ: ดอกเบี้ยกู้เพื่อใช้ในการประกอบกิจการหักได้เป็นรายจ่าย แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจนว่าเงินกู้นั้นใช้เพื่อกิจการจริง
  • เงินเดือน โบนัส สวัสดิการพนักงาน: หักได้เต็มจำนวนหากจ่ายจริง มีหลักฐาน และอยู่ในราคาตลาด

สิ่งที่แยกบริษัทที่จ่ายภาษีถูกต้องและบริษัทที่จ่ายเกินจำเป็น มักไม่ใช่ความแตกต่างในยอดรายได้ แต่คือความรัดกุมในการบันทึกค่าใช้จ่ายและการวางแผนล่วงหน้า หากต้องการประเมินว่ากิจการของคุณใช้สิทธิ์ที่มีครบหรือยัง บริการที่ปรึกษาวางแผนภาษี ช่วยตรวจสอบและวางแผนได้ตลอดทั้งปี

ข้อควรระวังที่ SME มักพลาด

จากประสบการณ์ที่พบบ่อยในกิจการ SME ข้อผิดพลาดด้านภาษี CIT ที่พบซ้ำๆ มีดังนี้:

1. สับสนระหว่างกำไรทางบัญชีกับกำไรทางภาษี

งบกำไรขาดทุนที่นักบัญชีจัดทำ ไม่ใช่ตัวเลขที่นำไปคำนวณภาษีได้โดยตรงเสมอไป ต้องผ่านขั้นตอน "ปรับปรุงกำไร" ก่อน ซึ่งรวมถึงการบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม และการนำรายได้ที่ยกเว้นออก

2. ไม่ยื่น ภ.ง.ด.51 หรือยื่นตัวเลขต่ำเกินไป

บริษัทใหม่หลายแห่งไม่ทราบว่ามีหน้าที่ยื่นครึ่งปี หรือประมาณการกำไรต่ำเกินจริงเพื่อชำระภาษีน้อยลงในครึ่งปีแรก ซึ่งเมื่อยื่น ภ.ง.ด.50 แล้วพบว่าประมาณการต่ำกว่าความเป็นจริงเกิน 25% จะถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มโดยอัตโนมัติ

3. ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้องหรือหายไป

การซื้อสินค้าหรือบริการโดยไม่ขอใบกำกับภาษีในนามบริษัท ทำให้ค่าใช้จ่ายนั้นถูกโต้แย้งในเวลาถูกตรวจสอบ เก็บเอกสารทุกใบ และตรวจสอบว่าชื่อ-เลขที่ผู้เสียภาษีบนใบกำกับถูกต้อง

4. จ่ายเงินสดออกจากบัญชีบริษัทโดยไม่มีเอกสาร

เงินที่ถอนออกจากบัญชีบริษัทโดยไม่มีหลักฐานการใช้จ่ายที่ชัดเจน อาจถูกตีความว่าเป็นเงินได้ของกรรมการหรือผู้ถือหุ้น ซึ่งมีผลทั้งต่อ CIT และ PIT พร้อมกัน

5. ไม่รู้ว่าตัวเองหลุดเงื่อนไข SME แล้ว

ปีที่รายได้พุ่งสูงกว่า 30 ล้านบาท บริษัทจะเสียภาษีในอัตรา 20% ทันที หากไม่รู้ล่วงหน้าและไม่ได้ตั้งสำรองภาษีไว้ กระแสเงินสดอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเมื่อถึงเวลายื่นแบบ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) คืออะไร: คู่มือฉบับมือใหม่สำหรับเจ้าของบริษัท SME ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

บริษัทที่เพิ่งจดทะเบียน มีรายได้น้อย ต้องยื่นภาษีนิติบุคคลด้วยไหม

ต้องยื่นครับ แม้ว่าจะมีกำไรสุทธิไม่ถึง 300,000 บาทหรือยังขาดทุนอยู่ก็ตาม เพราะหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 เกิดขึ้นทันทีที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ความแตกต่างคือถ้ากำไรสุทธิอยู่ในช่วงที่ได้รับยกเว้น (ไม่เกิน 300,000 บาทสำหรับ SME) ก็ยื่นแต่ไม่ต้องชำระภาษี การไม่ยื่นมีโทษปรับและเบี้ยปรับตามกฎหมาย

ถ้ากำไรสุทธิ 500,000 บาท เสียภาษีนิติบุคคล SME เท่าไหร่

สำหรับบริษัทที่เข้าเงื่อนไข SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) กำไร 500,000 บาทคำนวณได้ดังนี้: 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วนที่เหลือ 200,000 บาทเสียภาษี 15% = 30,000 บาท ภาษีที่ต้องชำระรวมคือ 30,000 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราภาษีที่แท้จริงเพียง 6% ของกำไรทั้งหมด (ข้อมูล ณ ปี 2569)

ทำบัญชีเองได้ไหม หรือต้องจ้างสำนักงานบัญชี

กฎหมายกำหนดว่างบการเงินที่ยื่น ภ.ง.ด.50 ต้องผ่านการตรวจสอบและลงนามโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เจ้าของกิจการไม่สามารถทำหน้าที่นั้นได้เอง ส่วนการทำบัญชีประจำวันอาจทำเองได้หากมีความรู้ แต่ในทางปฏิบัติ SME ส่วนใหญ่ใช้สำนักงานบัญชีเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเลขถูกต้อง บันทึกครบ และยื่นแบบทันกำหนดโดยไม่ถูกปรับ