หากธุรกิจของคุณจ่ายค่า Royalty ให้แก่เจ้าของสิทธิในต่างประเทศ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องอาจต่ำกว่า 15% ตามกฎหมายในประเทศได้มาก หากประเทศนั้นมีสัญญาภาษีซ้อนกับไทย
ค่า Royalty คืออะไร และภาษีหัก ณ ที่จ่ายเกี่ยวข้องอย่างไร
ค่า Royalty หรือ ค่าลิขสิทธิ์/ค่าสิทธิ คือเงินที่ผู้ใช้งานจ่ายเพื่อแลกกับสิทธิในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นลิขสิทธิ์งานวรรณกรรม ดนตรี ซอฟต์แวร์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือสูตรกรรมวิธีการผลิต ในทางภาษีไทย ค่าสิทธิประเภทนี้จัดเป็น เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3) แห่งประมวลรัษฎากร
เมื่อบริษัทไทยจ่ายค่า Royalty ให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคลในต่างประเทศ กฎหมายกำหนดให้ ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ก่อนโอนเงินออกไปต่างประเทศ และนำส่งกรมสรรพากรตามแบบ ภ.ง.ด.54 ภายใน 7 วันนับแต่สิ้นเดือนที่จ่าย (หรือ 15 วัน กรณียื่นผ่านระบบอินเทอร์เน็ต) โดยอัตราภาษีที่ใช้จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าประเทศของผู้รับมีสัญญาภาษีซ้อนกับไทยหรือไม่
สำหรับการจ่ายค่า Royalty ภายในประเทศ (ผู้จ่ายและผู้รับเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทยทั้งคู่) อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายมาตรฐานอยู่ที่ 3% หากผู้จ่ายใช้ระบบ e-Withholding Tax ของกรมสรรพากร อัตราจะลดลงเหลือ 1% (ตามประกาศคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ท.ป.354/2566 และมติคณะรัฐมนตรีที่ขยายการบังคับใช้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570) ข้อมูล ณ ปี 2569
อัตราภาษีพื้นฐานสำหรับการจ่ายให้ผู้รับในต่างประเทศ (กรณีไม่มีสัญญาภาษีซ้อน)
เมื่อผู้รับค่า Royalty เป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย และประเทศต้นทางของผู้รับ ไม่มีสัญญาภาษีซ้อนกับไทย อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมายในประเทศคือ 15% ของค่า Royalty ทั้งหมด อัตรานี้ใช้กับผู้รับที่เป็นทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลต่างประเทศ
ตัวอย่าง: บริษัทไทยจ่ายค่า Royalty ซอฟต์แวร์ 1,000,000 บาท ให้แก่บริษัทในประเทศที่ไม่มีสัญญาภาษีซ้อนกับไทย ต้องหักภาษี 150,000 บาท โอนเงินสุทธิ 850,000 บาท และนำส่ง 150,000 บาทแก่กรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด.54
อย่างไรก็ตาม หากประเทศของผู้รับมีสัญญาภาษีซ้อนกับไทย อัตราดังกล่าวอาจ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การเข้าใจและใช้สิทธิตามสัญญาภาษีซ้อนจึงเป็นประเด็นที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของธุรกิจ
ตารางอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่า Royalty ตามสัญญาภาษีซ้อนของไทย
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ปี 2569) ไทยมีสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement — DTA) กับมากกว่า 60 ประเทศ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่า Royalty ตามสัญญาแต่ละฉบับมักแบ่งออกเป็น 2-3 ระดับตามประเภทของ Royalty ดังนี้
- ลิขสิทธิ์งานวรรณกรรม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ และซอฟต์แวร์ — มักได้รับอัตราต่ำสุด (5% หรือต่ำกว่า)
- สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า สูตรกรรมวิธี และค่าเช่าอุปกรณ์อุตสาหกรรม — มักอยู่ที่ 8–15%
- Royalty อื่น ๆ ที่ไม่เข้าหมวดใด — ส่วนใหญ่ใช้อัตราสูงสุดตามสัญญา ซึ่งมักอยู่ที่ 15%
ตารางด้านล่างรวบรวมอัตราที่ระบุในสัญญาภาษีซ้อนของไทยกับประเทศสำคัญ (ข้อมูลจาก rd.go.th และ PwC Worldwide Tax Summaries ปี 2568–2569) อัตราที่ต่ำกว่าจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อผู้รับแสดงใบรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษีจากประเทศของตนด้วย
- สหรัฐอเมริกา (USA) — 5% (ลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์ ภาพยนตร์), 8% (ค่าเช่าอุปกรณ์อุตสาหกรรม/พาณิชย์), 15% (อื่น ๆ)
- สหราชอาณาจักร (UK) — 5% (ลิขสิทธิ์งานวรรณกรรม/ศิลปกรรม), 15% (อื่น ๆ)
- เยอรมนี (Germany) — 5% (ลิขสิทธิ์วรรณกรรม/ศิลปกรรม/วิทยาศาสตร์), 15% (อื่น ๆ)
- ฝรั่งเศส (France) — 0% (รัฐบาล/รัฐวิสาหกิจ ภาพยนตร์/เทป), 5% (ลิขสิทธิ์), 15% (อื่น ๆ)
- ญี่ปุ่น (Japan) — 15% (ทุกประเภท)
- จีน (China) — 15% (ทุกประเภท)
- สิงคโปร์ (Singapore) — 5% (ลิขสิทธิ์วรรณกรรม/ศิลปกรรม), 8% (ค่าเช่าอุปกรณ์), 10% (อื่น ๆ)
- ออสเตรเลีย (Australia) — 15% (ทุกประเภท)
- เกาหลีใต้ (Korea) — 5% (ลิขสิทธิ์), 10% (สิทธิบัตร/เครื่องหมายการค้า), 15% (อื่น ๆ)
- ฮ่องกง (Hong Kong) — 5% (ลิขสิทธิ์), 10% (สิทธิบัตร/เครื่องหมายการค้า/สูตร), 15% (อื่น ๆ)
- ไต้หวัน (Chinese Taipei) — 10% (ทุกประเภท)
- อินเดีย (India) — 15% (ทุกประเภท)
- มาเลเซีย (Malaysia) — 15% (ทั่วไป), 0% (Royalty อุตสาหกรรมที่ได้รับอนุมัติ)
- อินโดนีเซีย (Indonesia) — 15% (ทุกประเภท)
- เวียดนาม (Vietnam) — 15% (ทุกประเภท)
- เนเธอร์แลนด์ (Netherlands) — 5% (ลิขสิทธิ์), 15% (อื่น ๆ)
- สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) — 5% (ลิขสิทธิ์ ยกเว้นภาพยนตร์), 10% (สิทธิบัตร/เครื่องหมายการค้า), 15% (อื่น ๆ)
- แคนาดา (Canada) — 5% (ลิขสิทธิ์วรรณกรรม/ศิลปกรรม), 15% (ทุกประเภท)
- สเปน (Spain) — 5% (ลิขสิทธิ์ ยกเว้นภาพยนตร์), 8% (ค่าเช่าทางการเงิน), 15% (อื่น ๆ)
- นอร์เวย์ (Norway) — 5% (ลิขสิทธิ์), 10% (ค่าเช่าอุปกรณ์อุตสาหกรรม), 15% (อื่น ๆ)
- เดนมาร์ก (Denmark) — 5% (ลิขสิทธิ์), 15% (อื่น ๆ)
- สวีเดน (Sweden) — 15% (ทุกประเภท)
- ฟินแลนด์ (Finland) — 15% (ทุกประเภท)
- อิตาลี (Italy) — 5% (ลิขสิทธิ์), 15% (อื่น ๆ)
- เบลเยียม (Belgium) — 5% (ลิขสิทธิ์), 15% (อื่น ๆ)
- โปแลนด์ (Poland) — 0% (รัฐบาล/รัฐวิสาหกิจ ภาพยนตร์/เทป), 5% (ลิขสิทธิ์ ยกเว้นภาพยนตร์), 15% (อื่น ๆ)
- เช็กเกีย / สาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic) — 5% (ลิขสิทธิ์ ยกเว้นภาพยนตร์), 10% (สิทธิบัตร/เครื่องหมายการค้า), 15% (อื่น ๆ)
- ไอร์แลนด์ (Ireland) — 5% (ลิขสิทธิ์), 10% (สิทธิบัตร/เครื่องหมายการค้า), 15% (อื่น ๆ)
- มอริเชียส (Mauritius) — 5% (ลิขสิทธิ์), 15% (อื่น ๆ)
- ไซปรัส (Cyprus) — 5% (ลิขสิทธิ์/ซอฟต์แวร์/ภาพยนตร์), 10% (ค่าเช่าอุปกรณ์อุตสาหกรรม), 15% (อื่น ๆ)
- เอสโตเนีย (Estonia) — 8% (ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์/เทคโนโลยี), 10% (อื่น ๆ)
- ทาจิกิสถาน (Tajikistan) — 5% (ลิขสิทธิ์), 10% (อื่น ๆ)
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) — 15% (ทุกประเภท)
- บาห์เรน (Bahrain) — 15% (ทุกประเภท)
- กัมพูชา (Cambodia) — 10% (ทุกประเภท)
- ลาว (Laos) — 15% (ทุกประเภท)
- พม่า/เมียนมา (Myanmar) — 5% (ลิขสิทธิ์), 10% (บริการจัดการ/ที่ปรึกษา), 15% (อื่น ๆ)
- รัสเซีย (Russia) — 15% (ทุกประเภท)
- ยูเครน (Ukraine) — 15% (ทุกประเภท)
- แอฟริกาใต้ (South Africa) — 15% (ทุกประเภท)
- ชิลี (Chile) — 10% (ลิขสิทธิ์/ค่าเช่าอุปกรณ์), 15% (อื่น ๆ)
- นิวซีแลนด์ (New Zealand) — 10% (ลิขสิทธิ์/ค่าเช่าอุปกรณ์/ภาพยนตร์/วิทยุโทรทัศน์), 15% (อื่น ๆ)
- ศรีลังกา (Sri Lanka) — 15% (ทุกประเภท)
- บังกลาเทศ (Bangladesh) — 15% (ทุกประเภท)
- เนปาล (Nepal) — 15% (ทุกประเภท)
- ปากีสถาน (Pakistan) — 0% (รัฐบาล ภาพยนตร์/เทป), 10% (ลิขสิทธิ์), 15–20% (อื่น ๆ)
- ฟิลิปปินส์ (Philippines) — 15% (องค์กรที่จดทะเบียนกับ BOI/ภาพยนตร์), 25% (อื่น ๆ)
- อิสราเอล (Israel) — 5% (ลิขสิทธิ์), 15% (อื่น ๆ)
- บัลแกเรีย (Bulgaria) — 5% (ลิขสิทธิ์ ยกเว้นภาพยนตร์), 15% (อื่น ๆ)
- โรมาเนีย (Romania) — 15% (ทุกประเภท)
- ฮังการี (Hungary) — 15% (ทุกประเภท)
- สโลวีเนีย (Slovenia) — 10% (ลิขสิทธิ์/ภาพยนตร์/ค่าเช่าอุปกรณ์), 15% (อื่น ๆ)
- ลักเซมเบิร์ก (Luxembourg) — 15% (ทุกประเภท)
- อุซเบกิสถาน (Uzbekistan) — 15% (ทุกประเภท)
- อาร์เมเนีย (Armenia) — 15% (ทุกประเภท)
- คูเวต (Kuwait) — 15% (แหล่งเงินได้ไทย), 20% (กรณีอื่น)
- โอมาน (Oman) — 15% (ทุกประเภท)
- เซเชลส์ (Seychelles) — 15% (ทุกประเภท)
- เบลารุส (Belarus) — 15% (ทุกประเภท)
หมายเหตุสำคัญ: อัตราข้างต้นเป็นอัตรา "เพดาน" ที่ระบุในสัญญาภาษีซ้อน หากอัตราในกฎหมายภายในประเทศของผู้รับต่ำกว่า ผู้รับอาจเลือกใช้อัตราต่ำกว่าได้ นอกจากนี้ บางสัญญากำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ต้องเป็นผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner) หรือต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานรัฐ ควรตรวจสอบข้อความในสัญญาภาษีซ้อนที่เกี่ยวข้องโดยตรงก่อนใช้อัตราพิเศษ
ขั้นตอนการใช้สิทธิตามสัญญาภาษีซ้อน: ฝ่ายผู้รับต้องทำอะไร
เพื่อให้ผู้จ่ายในไทยสามารถใช้อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต่ำกว่าตามสัญญาภาษีซ้อนได้ ผู้รับค่า Royalty ในต่างประเทศต้องดำเนินการดังนี้
- ขั้นที่ 1 — ขอหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Certificate of Residence): ผู้รับต้องยื่นขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานภาษีของประเทศตนเอง เพื่อยืนยันว่าตนเป็น "ผู้มีถิ่นที่อยู่" (Tax Resident) ในประเทศที่ทำสัญญาภาษีซ้อนกับไทย เอกสารนี้มักมีอายุ 1 ปี และต้องออกใหม่ทุกปี
- ขั้นที่ 2 — ส่งหนังสือรับรองให้แก่ผู้จ่ายในไทย: ผู้รับต้องส่งเอกสารดังกล่าวให้แก่บริษัทไทยที่เป็นผู้จ่าย ก่อนวันที่มีการจ่ายค่า Royalty เพื่อให้ผู้จ่ายสามารถใช้อัตราตามสัญญาได้อย่างถูกต้อง
- ขั้นที่ 3 — ยืนยันความเป็น Beneficial Owner: ผู้รับต้องเป็น "ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง" (Beneficial Owner) ของค่า Royalty นั้น ไม่ใช่เพียงตัวกลางหรือผู้รับแทนบุคคลอื่น สัญญาภาษีซ้อนของไทยส่วนใหญ่กำหนดเงื่อนไขนี้ไว้โดยชัดแจ้ง
- ขั้นที่ 4 — ผู้จ่ายเก็บรักษาเอกสารประกอบ: บริษัทไทยต้องเก็บเอกสารหลักฐานทั้งหมดไว้เพื่อการตรวจสอบของกรมสรรพากร ได้แก่ สัญญา Royalty, หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่, ใบแสดงการชำระเงิน และแบบ ภ.ง.ด.54 ที่นำส่ง
หากไม่มีหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี ผู้จ่ายในไทยควรหักภาษีในอัตรา 15% ตามกฎหมายในประเทศก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีเพิ่มเติมในภายหลัง การจัดทำ บัญชีรายเดือน ที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้มีเอกสารประกอบครบถ้วนเมื่อถึงเวลาตรวจสอบ
ขั้นตอนขอใบรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษีจากกรมสรรพากรไทย (กรณีบริษัทไทยเป็นผู้รับ Royalty)
ในกรณีที่บริษัทไทยเป็น ผู้รับค่า Royalty จากต่างประเทศ และต้องการใช้สิทธิตามสัญญาภาษีซ้อนเพื่อลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายในประเทศของผู้จ่าย บริษัทไทยต้องขอหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Certificate of Tax Residence) จากกรมสรรพากรไทยโดยใช้ แบบ ร.อ.01 ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
- เอกสารที่ต้องเตรียม (กรณีนิติบุคคล):
- สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีของนิติบุคคล
- สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของกระทรวงพาณิชย์
- ชื่อ ที่อยู่ และประเภทกิจการของบริษัทเป็นภาษาอังกฤษ
- เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและจำเป็นแก่การพิจารณา (ถ้ามี)
- หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมอบหมายให้บุคคลอื่นยื่นแทน)
- สถานที่ยื่น: ยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่บริษัทอยู่ในเขตรับผิดชอบ หรือสำนักงานสรรพากรภาคที่เกี่ยวข้อง
- ระยะเวลา: กรมสรรพากรจะออกหนังสือรับรองให้ภายในระยะเวลาที่กำหนด (ควรยื่นล่วงหน้าอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ก่อนใช้งาน)
- อายุของหนังสือรับรอง: โดยทั่วไปมีอายุ 1 ปีปฏิทิน ต้องต่ออายุทุกปี
- การระบุประเทศปลายทาง: ต้องระบุชื่อประเทศที่จะนำหนังสือรับรองไปใช้ในแบบคำขอ และต้องเป็นประเทศที่มีสัญญาภาษีซ้อนกับไทยเท่านั้น
การวางแผนล่วงหน้าในเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะหากบริษัทคู่ค้าในต่างประเทศหักภาษีไปแล้วในอัตราสูง การขอคืนภาษีในภายหลังอาจทำได้ยากหรือใช้เวลานาน ทีม ที่ปรึกษาภาษี ที่มีประสบการณ์ด้านภาษีระหว่างประเทศจะช่วยวางแผนและจัดเตรียมเอกสารได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น
ประเด็นที่ SME ไทยมักพลาดเมื่อจ่ายหรือรับ Royalty ข้ามประเทศ
จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาธุรกิจ SME มักพบปัญหาเหล่านี้ในทางปฏิบัติ
- หักภาษีผิดอัตรา: บางบริษัทหักในอัตรา 3% (อัตราในประเทศ) แทนที่จะเป็น 15% สำหรับผู้รับในต่างประเทศ หรือในทางกลับกัน ใช้อัตราตามสัญญาภาษีซ้อนโดยไม่มีเอกสารรับรองถิ่นที่อยู่ที่ถูกต้อง ทั้งสองกรณีนำไปสู่การประเมินภาษีเพิ่มเติมและเบี้ยปรับ
- ไม่ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.54: การจ่ายค่า Royalty ให้แก่ผู้รับในต่างประเทศต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 โดยเฉพาะ ไม่ใช่แบบ ภ.ง.ด.53 (ซึ่งใช้สำหรับผู้รับในประเทศ)
- ไม่ได้จำแนกประเภท Royalty ให้ชัดเจน: สัญญาภาษีซ้อนแต่ละฉบับนิยาม "ค่าสิทธิ" แตกต่างกัน บางครั้งค่าธรรมเนียมบริการทางเทคนิคหรือค่าที่ปรึกษาอาจถูกจัดเป็น Royalty หรือ Business Income ซึ่งมีผลทางภาษีต่างกัน ควรตรวจสอบลักษณะของรายได้กับข้อความในสัญญา DTA อย่างละเอียด
- รอให้ถูกหักก่อนแล้วค่อยขอคืน: การขอคืนภาษีที่ถูกหักเกินในต่างประเทศเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ควรเตรียมหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ล่วงหน้าและส่งให้คู่ค้าก่อนที่จะมีการจ่าย Royalty
- ไม่ทราบว่าประเทศคู่ค้ามีสัญญาภาษีซ้อนกับไทยหรือไม่: ก่อนทำสัญญา Royalty กับบุคคลหรือนิติบุคคลในต่างประเทศ ควรตรวจสอบสถานะ DTA กับกรมสรรพากรไทยก่อนเสมอ
หากธุรกิจของคุณมีรายการค่า Royalty ทั้งจ่ายและรับข้ามประเทศเป็นประจำ การมีสำนักงานบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศเป็นพันธมิตรจะช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ (Royalty) ตามสัญญาภาษีซ้อน: อัตราลดพิเศษและขั้นตอนขอสิทธิ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถ้าจ่ายค่า Royalty ซอฟต์แวร์ให้บริษัทสหรัฐฯ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร
ภายใต้สัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา ค่า Royalty ประเภทลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์อยู่ในอัตรา 5% (เทียบกับ 15% ตามกฎหมายภายในประเทศ) อย่างไรก็ตาม ผู้รับในสหรัฐฯ ต้องส่งหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษีจาก IRS มาให้บริษัทไทยก่อน และต้องเป็นผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner) ด้วย หากไม่มีเอกสารดังกล่าว บริษัทไทยควรหักภาษีในอัตรา 15% ตามมาตรฐานเพื่อความปลอดภัย แบบที่ใช้นำส่งคือ ภ.ง.ด.54
บริษัทไทยที่รับค่า Royalty จากต่างประเทศ ต้องขอเอกสารอะไรเพื่อให้ต่างชาติหักภาษีในอัตราต่ำ
บริษัทไทยต้องขอ 'หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี' จากกรมสรรพากรไทย โดยยื่นแบบ ร.อ.01 พร้อมสำเนาทะเบียนนิติบุคคล สำเนาบัตรผู้เสียภาษี และข้อมูลบริษัทเป็นภาษาอังกฤษ เอกสารนี้ยืนยันว่าบริษัทเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในไทยตามเงื่อนไขของสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศนั้น มีอายุ 1 ปีปฏิทินและต้องต่ออายุทุกปี ควรยื่นขอล่วงหน้าอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ก่อนการใช้งาน
ค่า Royalty กับค่าบริการทางเทคนิค (Technical Service Fee) มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างกันอย่างไร
ทั้งสองประเภทอาจมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่แตกต่างกันมากภายใต้สัญญาภาษีซ้อน โดยค่า Royalty มักครอบคลุมการอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนค่าบริการทางเทคนิคอาจจัดเป็นกำไรธุรกิจ (Business Profit) ซึ่งโดยทั่วไปไม่ถูกหักภาษีในประเทศแหล่งเงินได้ หากกิจการต่างชาติไม่มีสถานประกอบการถาวร (Permanent Establishment) ในไทย การจำแนกประเภทที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของสัญญาและข้อความในสัญญาภาษีซ้อนที่เกี่ยวข้อง ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีก่อนการเซ็นสัญญาเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง