เมื่อบริษัทไทยจ่ายค่า SaaS หรือ subscription ให้บริษัทต่างประเทศ มีหน้าที่ภาษีซ่อนอยู่อย่างน้อยสองทาง ได้แก่ การหักภาษี ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.54 และการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.36 ซึ่งหลายกิจการมักมองข้ามจนถูกประเมินย้อนหลัง
ทำไมการจ่ายค่า SaaS ต่างประเทศถึงมีภาษีมากกว่าที่คิด
เจ้าของกิจการจำนวนมากมองว่าการจ่ายเงินค่า subscription ซอฟต์แวร์ต่างประเทศ เช่น Google Workspace, Microsoft 365, Adobe Creative Cloud หรือ Slack เป็นเพียงค่าใช้จ่ายธรรมดาที่ตัดจ่ายแล้วจบ แต่ในมุมของกรมสรรพากรไทย การชำระเงินไปยังบริษัทในต่างประเทศที่ไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย (No Permanent Establishment) ก่อให้เกิดภาระภาษีแก่ ผู้จ่ายเงินชาวไทย อย่างน้อยสองประเภทพร้อมกัน ได้แก่
- ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร — นำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.54
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบ Reverse Charge ตามมาตรา 83/6(2) — นำส่งด้วยแบบ ภ.พ.36
ความผิดพลาดในจุดนี้ไม่ใช่แค่ค่าปรับเล็กน้อย แต่รวมเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนและเบี้ยปรับอีกสูงสุด 2 เท่าของภาษีที่ยื่นขาด ซึ่งเมื่อคำนวณย้อนหลังหลายปีอาจกลายเป็นยอดที่กระทบกระแสเงินสดได้มาก
จำแนกก่อน: ค่า SaaS ของคุณคือ "ค่าสิทธิ" หรือ "ค่าบริการ"
ประเด็นที่ส่งผลต่ออัตราภาษีโดยตรงคือการจำแนกประเภทเงินได้ ซึ่งกรมสรรพากรได้วางหลักเกณฑ์ไว้ตามหนังสือตอบข้อหารือเลขที่ 0706/4653 และแนวทางอื่นๆ ดังนี้
กรณีที่ถือเป็น "ค่าสิทธิ" (Royalty) — มาตรา 40(3)
- การจ่ายค่าใช้งาน ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่มีการกำหนดราคาแยกต่างหาก จากฮาร์ดแวร์หรือบริการอื่น — ถือเป็นค่าตอบแทนเพื่อสิทธิในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (ลิขสิทธิ์)
- SaaS ส่วนใหญ่ที่ผู้ใช้ "เข้าถึง" ซอฟต์แวร์ผ่าน cloud และได้รับ license key หรือสิทธิ์ใช้งาน — มักถูกจัดเป็นค่าสิทธิตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร
- การจ่ายค่าอบรมที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือสูตร — จัดเป็นค่าสิทธิด้วย
กรณีที่ถือเป็น "ค่าบริการ" (Service Fee) — มาตรา 40(8)
- การจ่ายค่าอบรมที่ ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือสูตรใดๆ — ถือเป็นค่าบริการทั่วไป
- ค่าบริการที่ปรึกษา ค่า consulting หรือค่า support ที่แยกออกมาชัดเจนและไม่มีการให้สิทธิ์ใช้ IP
- ซอฟต์แวร์ที่รวมไปกับเครื่องจักรโดยไม่มีการกำหนดราคาแยก และทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องนั้น — ไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย
ในทางปฏิบัติ SaaS และ subscription-based software ส่วนใหญ่ที่กิจการ SME ใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น CRM, ERP, อีเมล, cloud storage, project management, หรือ design tools มักถูกจัดเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) เนื่องจากผู้ใช้ได้รับสิทธิ์ใน license การใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ การพิจารณาต้องดูข้อกำหนดในสัญญา (Terms of Service) ด้วยเสมอ หากไม่แน่ใจควรหารือกับที่ปรึกษาภาษี
ภ.ง.ด.54: อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายและกำหนดเวลานำส่ง
เมื่อจำแนกได้แล้วว่าเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) ผู้จ่ายเงินในไทยมีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของยอดจ่ายจริง ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน
อัตราที่ลดลงได้ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน
หากประเทศที่บริษัทผู้รับเงินจดทะเบียนอยู่ มีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Treaty — DTA) กับประเทศไทย อัตราหักภาษีอาจลดลงได้ตามที่กำหนดในอนุสัญญานั้น โดยอัตราสูงสุดที่ใช้ได้จะเป็นอัตราตามอนุสัญญาหากต่ำกว่าอัตราในประมวลรัษฎากร ตัวอย่างอัตราค่าสิทธิในอนุสัญญาสำคัญ (ข้อมูล ณ ปี 2569 ตามตารางกรมสรรพากร rd.go.th):
- สหรัฐอเมริกา: ร้อยละ 5 สำหรับงานวรรณกรรม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ และซอฟต์แวร์ / ร้อยละ 8 สำหรับอุปกรณ์อุตสาหกรรม / ร้อยละ 15 กรณีอื่นๆ
- สหราชอาณาจักร: ร้อยละ 5 สำหรับงานวรรณกรรม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ / ร้อยละ 15 กรณีอื่น
- ญี่ปุ่น: ร้อยละ 15
- สิงคโปร์: ร้อยละ 5 สำหรับลิขสิทธิ์และภาพยนตร์ / ร้อยละ 8 สำหรับสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า / ร้อยละ 10 กรณีอื่น
- เยอรมนี: ร้อยละ 5 สำหรับงานวรรณกรรม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ / ร้อยละ 15 กรณีอื่น
- ออสเตรเลีย, อินเดีย, จีน: ร้อยละ 15
บริษัทต่างประเทศส่วนใหญ่ที่ให้บริการ SaaS รายใหญ่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา (เช่น Google, Microsoft, Salesforce, Adobe) ดังนั้นหากเป็นค่าสิทธิในซอฟต์แวร์ อัตราที่ใช้มักเป็น ร้อยละ 5 แต่ต้องมีเอกสารรับรองถิ่นที่อยู่ (Tax Residency Certificate) จากบริษัทนั้นประกอบการยื่นด้วย ในกรณีที่ไม่สามารถยืนยันถิ่นที่อยู่ได้ให้ใช้อัตราร้อยละ 15 ตามประมวลรัษฎากร
หากจ่ายค่าบริการประเภทมาตรา 40(8) ให้บริษัทที่ไม่มีสถานประกอบการในไทย กรมสรรพากรโดยทั่วไปถือว่าเงินได้นั้นเกิดขึ้นนอกประเทศไทย จึง ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 — อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีโดยละเอียด
หากต้องการความแน่ใจในการจัดประเภทและคำนวณอัตราที่ถูกต้อง บริการวางแผนภาษีและที่ปรึกษาภาษีของเราสามารถช่วยพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนตรวจสอบสัญญา จนถึงการจัดเตรียมเอกสารยื่น ภ.ง.ด.54
ภ.พ.36: ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ซื้อต้องนำส่งแทน
นอกจาก ภ.ง.ด.54 แล้ว ยังมีภาระ VAT ที่มักถูกมองข้ามอีกหนึ่งรายการ ตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อผู้ประกอบการในไทยซื้อบริการจากบริษัทต่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย ผู้ซื้อมีหน้าที่ นำส่ง VAT แทนผู้ขาย ด้วยแบบ ภ.พ.36 ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้รับบริการหรือชำระเงิน
ฐานภาษีและอัตรา VAT สำหรับ ภ.พ.36
- ฐานภาษีคือมูลค่าของบริการที่รับจากต่างประเทศ (ยอดที่จ่ายจริง ไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ)
- อัตรา VAT ปัจจุบัน ร้อยละ 7 (พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 กันยายน 2569 — ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร เนื่องจากอัตรา 7% ต้องต่ออายุทุกปีตามพระราชกฤษฎีกา)
ผู้มีหน้าที่ยื่น ภ.พ.36 และไม่มีหน้าที่ยื่น
- ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT: มีหน้าที่ยื่น ภ.พ.36 ทุกครั้งที่รับบริการจากต่างประเทศ และ VAT ที่นำส่งนั้นนำไปใช้เป็น ภาษีซื้อ (Input Tax Credit) ได้ในเดือนถัดไป
- ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT: ยังคงต้องนำส่ง VAT ด้วย ภ.พ.36 แต่ ไม่สามารถนำไปหักเป็นภาษีซื้อได้ — VAT จำนวนนี้จึงกลายเป็นต้นทุนของกิจการโดยตรง
ทั้ง ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 มีกำหนดนำส่งภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนเหมือนกัน จึงควรทำปฏิทินภาษีรายเดือนเพื่อไม่ให้พลาดกำหนด
ตัวอย่างจริง: บริษัทไทยจ่ายค่า SaaS สหรัฐฯ 10,000 บาท
สมมติบริษัท A จำกัด จดทะเบียน VAT แล้ว จ่ายค่า subscription ซอฟต์แวร์ให้บริษัทในสหรัฐอเมริกา 10,000 บาทในเดือนมิถุนายน 2569 โดยซอฟต์แวร์นั้นจัดเป็น "ค่าสิทธิ" และบริษัทสหรัฐฯ มีใบรับรองถิ่นที่อยู่ภาษีในสหรัฐฯ
- ภ.ง.ด.54 (WHT ค่าสิทธิ อนุสัญญาไทย-สหรัฐฯ): หักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 5 = 500 บาท — ผู้รับในสหรัฐฯ ได้รับเงินจริง 9,500 บาท — ยื่นและนำส่ง 500 บาท ภายใน 7 กรกฎาคม 2569
- ภ.พ.36 (VAT Reverse Charge): 10,000 × 7% = 700 บาท — ยื่นและนำส่ง 700 บาท ภายใน 7 กรกฎาคม 2569 — นำ 700 บาทไปใช้เป็นภาษีซื้อในเดือนกรกฎาคมได้
- ต้นทุนสุทธิของกิจการ: 10,000 + 700 (VAT ที่ได้คืน) - 700 (input tax) = 10,000 บาท (ถ้าเป็น VAT registered) แต่ต้องออกเงินสดเพิ่ม 1,200 บาท (500 + 700) ล่วงหน้าระหว่างรอ input tax credit
หากบริษัทไม่มีใบรับรองถิ่นที่อยู่จากบริษัทสหรัฐฯ อัตรา WHT จะเป็นร้อยละ 15 แทน = 1,500 บาท — ซึ่งสูงกว่ากัน 3 เท่าในเรื่อง WHT
จุดที่กิจการ SME มักผิดพลาดและวิธีป้องกัน
1. ไม่รู้ว่าต้องยื่น ภ.พ.36
ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือกิจการไม่ทราบว่าการซื้อ SaaS ต่างประเทศก่อให้เกิดภาระ VAT ที่ต้องนำส่งเอง โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทต่างประเทศรายนั้นยังไม่ได้จดทะเบียน e-Service VAT ในไทย (ซึ่งบางแพลตฟอร์มขนาดใหญ่จดทะเบียนแล้ว ให้ตรวจสอบใบเสร็จว่ามี VAT ไทยระบุหรือไม่)
2. จ่ายเต็มจำนวนโดยไม่หัก
เมื่อจ่ายค่า SaaS ผ่านบัตรเครดิตหรือโอนเงินไปต่างประเทศ บางกิจการโอนเต็มจำนวนโดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีนี้กิจการต้อง "ออกภาษีแทน" (Gross-up) โดยนำส่ง WHT เองโดยไม่หักจากผู้รับ ซึ่งกลายเป็นต้นทุนเพิ่มเติมของบริษัท
3. ไม่มีเอกสารรับรองถิ่นที่อยู่ภาษี
เพื่อใช้อัตราลดในอนุสัญญา ผู้จ่ายต้องมี Tax Residency Certificate ที่ออกโดยหน่วยงานภาษีของประเทศผู้รับ โดยทั่วไปต้องขอจากบริษัทคู่สัญญาล่วงหน้าและต่ออายุทุกปี
4. ไม่ได้ตรวจสอบว่าแพลตฟอร์มจดทะเบียน VAT ไทยแล้วหรือยัง
ตั้งแต่ปี 2564 กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้ให้บริการ e-Service จากต่างประเทศจดทะเบียน VAT ในไทยหากมีรายได้เกินเกณฑ์ บางแพลตฟอร์มใหญ่ (เช่น Netflix, Zoom) จดทะเบียนแล้วและเรียกเก็บ VAT จากผู้ใช้ไทยโดยตรง — ในกรณีนั้นผู้ซื้อไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 เพิ่ม แต่ก็ไม่มีสิทธิ์นำ VAT นั้นไปเป็น input tax credit หากซื้อในนามบุคคล ให้ตรวจสอบกับบัญชีของกิจการว่าบริษัทนั้นอยู่ในทะเบียน VAT ของกรมสรรพากรไทยหรือไม่
เพื่อให้มั่นใจว่าการบันทึกบัญชีและการยื่นแบบรายเดือนถูกต้องครบถ้วน ลองพิจารณาบริการรับทำบัญชีรายเดือนที่ครอบคลุมการตรวจสอบรายการ SaaS ต่างประเทศและการจัดทำ ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 โดยผู้เชี่ยวชาญ
สรุปหน้าที่และกำหนดเวลาที่ต้องจำ
- ภ.ง.ด.54 (WHT): ยื่นและนำส่งภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน — อัตรา 15% (หรือตามอนุสัญญา เช่น 5% สำหรับค่าสิทธิซอฟต์แวร์จากสหรัฐฯ) — ใช้เฉพาะกรณีเงินได้ตามมาตรา 40(2)(3)(4)(5)(6)
- ภ.พ.36 (VAT Reverse Charge): ยื่นและนำส่งภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่รับบริการ/ชำระเงิน — อัตรา VAT ปัจจุบัน 7% (ข้อมูล ณ ปี 2569 ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 ซึ่งต้องต่ออายุ — ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร)
- เอกสารที่ต้องเตรียม: ใบแจ้งหนี้/ใบเสร็จจากต่างประเทศ, Tax Residency Certificate ของผู้รับ (ถ้าต้องการใช้อัตราอนุสัญญา), สัญญาหรือ Terms of Service เพื่อยืนยันประเภทเงินได้
- บทลงโทษหากล่าช้า: เงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน และเบี้ยปรับสูงสุด 2 เท่าของภาษีที่ยื่นขาด
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่าซอฟต์แวร์ SaaS และ Subscription ต่างประเทศ: เกณฑ์ ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
บริษัทจ่ายค่า SaaS ต่างประเทศต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ทุกครั้งไหม
โดยทั่วไปต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ทุกครั้งที่จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(3) (ค่าสิทธิ) ให้บริษัทต่างประเทศที่ไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย ซึ่ง SaaS ส่วนใหญ่ถูกจัดเป็นค่าสิทธิตามลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ อย่างไรก็ตาม หากแพลตฟอร์มนั้นจดทะเบียน VAT ในไทยแล้วและรับเงินในนามนิติบุคคลต่างประเทศที่มีการยื่นภาษีในไทย ข้อเท็จจริงอาจแตกต่างออกไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อพิจารณาเป็นรายกรณี
ถ้าจ่ายค่า SaaS เต็มจำนวนไปแล้วโดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายต้องทำอย่างไร
กรณีนี้บริษัทผู้จ่ายต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายเองทั้งหมดโดยไม่หักจากผู้รับ เรียกว่าการ 'ออกภาษีแทน' (Gross-up) ซึ่งจำนวนภาษีที่นำส่งจะกลายเป็นต้นทุนของกิจการ และควรยื่น ภ.ง.ด.54 ให้เร็วที่สุดเพื่อลดเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนที่จะเริ่มนับตั้งแต่วันพ้นกำหนดชำระ ในกรณีที่ค้างมานาน ควรประเมินความเสี่ยงและแนวทางปรับปรุงร่วมกับที่ปรึกษาภาษีก่อนยื่นแก้ไข
VAT ที่นำส่งตาม ภ.พ.36 นำมาเป็นภาษีซื้อได้ไหม
ได้ เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT เท่านั้น โดย VAT ที่นำส่งตาม ภ.พ.36 ในเดือน A สามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อ (Input Tax Credit) ในเดือน A+1 ได้ ทำให้ต้นทุน VAT สุทธิเป็นศูนย์สำหรับกิจการที่จดทะเบียน VAT แต่หากกิจการยังไม่ได้จดทะเบียน VAT ยอด VAT ที่นำส่งจะกลายเป็นต้นทุนถาวรของกิจการโดยไม่มีสิทธิ์นำคืน