ทุกครั้งที่จ่ายเงินให้ฟรีแลนซ์ จ้างบริษัทรับจ้างงาน หรือแม้แต่จ่ายค่าเช่าออฟฟิศ — กิจการของคุณอาจมีหน้าที่ "หักเงินไว้ก่อน" แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทน นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย และถ้าคุณไม่รู้ว่าต้องทำ ค่าปรับจะมาเองโดยที่คุณไม่ทันรู้ตัว

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร อธิบายให้เข้าใจใน 2 นาที

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax หรือ WHT) คือกลไกที่กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักเงินส่วนหนึ่งไว้ก่อน แล้วนำส่งกรมสรรพากรในนามของผู้รับเงิน แทนที่จะให้ผู้รับเงินไปจ่ายภาษีเองทั้งหมดเมื่อสิ้นปี

ลองนึกภาพแบบง่าย ๆ: ถ้าคุณจ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ในราคา 10,000 บาท และค่าจ้างนั้นต้องหักภาษี 3% คุณต้องจ่ายให้ฟรีแลนซ์จริง ๆ แค่ 9,700 บาท แล้วนำ 300 บาทไปส่งกรมสรรพากรแทนฟรีแลนซ์คนนั้น พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้เขาด้วย เพื่อให้เขานำไปยื่นภาษีส่วนตัวของเขาปลายปีได้

ระบบนี้ทำให้รัฐเก็บภาษีได้ทุกเดือนแทนที่จะรอสิ้นปี และช่วยให้ผู้รับเงินไม่ต้องสะสมเงินไว้จ่ายภาษีก้อนใหญ่ในคราวเดียว

ใครมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

สิ่งที่เจ้าของ SME มักสับสนคือ "ใครต้องหัก" กฎทั่วไปคือ ผู้จ่ายเงินเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือ หจก.) มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินให้ผู้อื่นในประเภทที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าผู้รับจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม

ส่วนบุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเองโดยทั่วไปไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ยกเว้นจะดำเนินงานบางประเภทที่กฎหมายระบุไว้เป็นการเฉพาะ

ดังนั้นถ้าคุณเพิ่งจดทะเบียนบริษัทหรือ หจก. เรียบร้อยแล้ว หน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเริ่มตั้งแต่วันแรกที่มีการจ่ายเงินให้ผู้อื่นในประเภทที่ต้องหัก ไม่ใช่แค่เมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง

ประเภทเงินได้ที่ต้องหักและอัตราที่ใช้บ่อย

กฎหมายแบ่งประเภทเงินได้ที่ต้องหักภาษีออกเป็นหลายมาตรา แต่สำหรับ SME ทั่วไป ประเภทที่เจอบ่อยสุดมีดังนี้

ประเภทเงินได้ ผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา ผู้รับเป็นนิติบุคคล
เงินเดือน ค่าจ้างพนักงานประจำ ตามอัตราก้าวหน้า (คำนวณตามเกณฑ์รายปี) ไม่มี (ไม่ใช่นิติบุคคล)
ค่าจ้างฟรีแลนซ์ / รับจ้างทำของ 3% 3%
ค่าบริการวิชาชีพอิสระ (ทนาย แพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี) 3% 3%
ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ (ห้อง อาคาร ที่ดิน) 5% 5%
ค่าโฆษณา (จ่ายให้บริษัทสื่อหรือเอเจนซี่) 2% 2%
ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 1% (บางกรณี 15%) 1%
เงินปันผล 10% 10% (มีกรณียกเว้น)
รางวัล ส่วนลดพิเศษ หรือประโยชน์ใด ๆ จากการส่งเสริมการขาย 3% 3%

หมายเหตุ: อัตราข้างต้นเป็นอัตราทั่วไปตามประมวลรัษฎากรและคำสั่งกรมสรรพากรที่มีผลบังคับ ณ ปี 2567-2568 บางประเภทมีข้อยกเว้นหรืออัตราพิเศษสำหรับกรณีเฉพาะ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญบัญชีตรวจสอบให้ตรงกับธุรกรรมจริงของกิจการ

ข้อสำคัญ: เกณฑ์ขั้นต่ำและกรณีที่ไม่ต้องหัก

ไม่ใช่ทุกการจ่ายเงินจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเสมอไป มีข้อยกเว้นที่ควรรู้ดังนี้

  • จำนวนเงินต่ำกว่า 1,000 บาทต่อครั้ง — โดยทั่วไปการจ่ายเงินที่น้อยกว่า 1,000 บาทต่อครั้งได้รับการยกเว้นไม่ต้องหัก แต่ข้อกำหนดนี้อาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม ควรตรวจสอบกับสำนักงานบัญชีอีกครั้ง
  • จ่ายให้หน่วยงานรัฐ — การจ่ายเงินให้กระทรวง กรม หน่วยงานราชการ หรือรัฐวิสาหกิจโดยทั่วไปได้รับยกเว้น
  • ค่าสินค้า (ซื้อ-ขายของ) — การซื้อสินค้าสำเร็จรูปทั่วไปโดยปกติไม่ต้องหัก แต่ถ้ารวมค่าบริการหรือค่าแรงด้วย อาจต้องหักในส่วนของค่าบริการ
  • ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ — การจ่ายค่าสาธารณูปโภคให้การไฟฟ้า ประปา หรือบริษัทโทรคมนาคมที่เป็นนิติบุคคลในไทยมักไม่ต้องหัก

แบบภาษีที่ต้องยื่น: ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, และ ภ.ง.ด.53

เมื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือยื่นแบบเพื่อนำส่งเงินที่หักไว้ให้กรมสรรพากร แบบที่ใช้แบ่งตามประเภทผู้รับเงิน

ภ.ง.ด.1 — สำหรับเงินเดือนและค่าจ้างพนักงาน

ใช้ยื่นภาษีที่หักจากเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส หรือเงินได้ประเภทอื่นที่จ่ายให้พนักงานในฐานะลูกจ้าง (เงินได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40(1)(2)) ต้องยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป หากยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรจะได้รับการขยายเวลาเป็นวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

ภ.ง.ด.3 — สำหรับการจ่ายเงินให้บุคคลธรรมดา

ใช้ยื่นภาษีที่หักจากการจ่ายเงินให้บุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่ลูกจ้าง เช่น ฟรีแลนซ์ที่ไม่มีบริษัท ผู้รับค่าเช่าที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือวิทยากรอิสระ กำหนดยื่นเหมือนกัน คือภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์)

ภ.ง.ด.53 — สำหรับการจ่ายเงินให้นิติบุคคล

ใช้ยื่นภาษีที่หักจากการจ่ายเงินให้บริษัทหรือ หจก. อื่น เช่น จ้างบริษัท IT พัฒนาเว็บไซต์ จ่ายค่าโฆษณาให้เอเจนซี่ หรือจ่ายค่าเช่าให้บริษัทอสังหา กำหนดยื่นเหมือนกันคือวันที่ 7 หรือ 15 ของเดือนถัดไป

ถ้าเดือนใดมีการจ่ายทั้งให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ก็ต้องยื่นทั้ง ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ในเดือนนั้น ส่วนรายละเอียดความแตกต่างระหว่าง ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 อ่านได้ในบทความแยกต่างหากด้วย

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย คืออะไร และต้องออกให้ใคร

ทุกครั้งที่หักภาษี ณ ที่จ่าย คุณมีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (บางคนเรียกว่า "ใบ 50 ทวิ" ตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร) ให้ผู้รับเงินภายใน 3 วันนับจากวันที่จ่าย

เอกสารนี้สำคัญมากสำหรับผู้รับเงิน เพราะเขาต้องนำไปประกอบการยื่นภาษีเงินได้ประจำปีของตัวเอง เพื่อแสดงว่าถูกหักภาษีไปแล้วจำนวนเท่าไหร่ ถ้าคุณไม่ออกให้เขาหรือออกผิด เขาก็จะเสียสิทธิ์ขอเครดิตภาษีส่วนนั้นไป

หนังสือรับรองต้องมีข้อมูลครบ ได้แก่: ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้จ่าย ชื่อ ที่อยู่ และเลขบัตรประชาชน/เลขนิติบุคคลของผู้รับ วันที่จ่าย จำนวนเงินที่จ่าย อัตราภาษีที่หัก และจำนวนภาษีที่หักไว้

ขั้นตอนการหักและนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือน

  • ขั้นที่ 1 — ตรวจประเภทเงินได้: ก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง ระบุให้ชัดว่าจ่ายในฐานะอะไร เช่น ค่าจ้าง ค่าเช่า ค่าบริการวิชาชีพ หรือรางวัล เพราะอัตราหักต่างกัน
  • ขั้นที่ 2 — หักเงินก่อนจ่าย: คำนวณภาษีที่ต้องหักตามอัตราที่กำหนด แล้วจ่ายเงินให้ผู้รับหลังหักแล้ว
  • ขั้นที่ 3 — ออกหนังสือรับรอง: ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้รับภายใน 3 วัน
  • ขั้นที่ 4 — รวบรวมข้อมูล: รวบรวมรายการที่หักทั้งหมดในเดือนนั้น แยกว่ายอดไหนต้องยื่น ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, หรือ ภ.ง.ด.53
  • ขั้นที่ 5 — ยื่นแบบและชำระภาษี: ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร (https://efiling.rd.go.th) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมชำระภาษีที่หักไว้ทั้งหมด
  • ขั้นที่ 6 — จัดเก็บเอกสาร: เก็บสำเนาแบบที่ยื่น หลักฐานการชำระ และสำเนาหนังสือรับรองทุกฉบับไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี

ค่าปรับถ้าหักผิดหรือนำส่งช้า

ถ้าคุณหักภาษีแล้วแต่นำส่งช้า หรือไม่หักทั้งที่ควรหัก กฎหมายกำหนดโทษไว้หนักพอสมควร

กรณีนำส่งภาษีที่หักไว้ช้า

ต้องเสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน (หรือเศษของเดือน) ของภาษีที่ต้องนำส่ง นับตั้งแต่วันพ้นกำหนด บวกกับเบี้ยปรับอีก 1–2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และระยะเวลาที่ล่าช้า

กรณีไม่หักทั้งที่ต้องหัก

ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดชอบภาษีที่ควรหักไว้ทั้งหมดร่วมกับผู้รับเงิน กล่าวคือถ้าไม่ได้หักไว้ คุณในฐานะบริษัทอาจต้องจ่ายทั้งภาษีส่วนนั้น เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับเอง นี่คือเหตุผลที่ต้องวางระบบตรวจสอบทุกครั้งก่อนจ่ายเงิน

หากต้องการประเมินว่ากิจการมีความเสี่ยงด้านการหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดพลาดหรือไม่ ลองใช้บริการประเมินความเสี่ยงภาษีกับทีม A Plus Me ได้เลย

เคสตัวอย่างที่เจ้าของ SME มักทำผิด

จ้างฟรีแลนซ์ไม่หักภาษี

เจ้าของร้านอีคอมเมิร์ซจ้างดีไซเนอร์อิสระทำกราฟิก 5,000 บาทต่อเดือน โดยโอนเงินเต็มจำนวนโดยไม่ได้หัก 3% (150 บาท) เมื่อสรรพากรตรวจสอบ บริษัทต้องรับผิดชอบภาษีย้อนหลัง 12 เดือน บวกเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ ซึ่งสูงกว่าตัวเลข 150 บาท/เดือนมากหลายเท่า

หักแต่ไม่ยื่นแบบ

บางบริษัทหักเงินไว้แล้ว แต่ลืมยื่น ภ.ง.ด.53 เพราะเข้าใจผิดว่าแค่หักไว้ก็พอ ในความเป็นจริง การหักโดยไม่ยื่นแบบและนำส่งถือว่าผิดกฎหมายเหมือนกัน เพราะเงินที่หักไว้เป็น "ภาษีของรัฐ" ที่ต้องส่งมอบโดยเร็ว

ใช้อัตราผิดประเภท

หักค่าเช่าในอัตรา 3% แทนที่จะเป็น 5% หรือหักค่าบริการโฆษณาในอัตรา 5% แทนที่จะเป็น 2% — ข้อผิดพลาดเหล่านี้เกิดบ่อยมาก โดยเฉพาะตอนเปิดบริษัทใหม่ และมักแก้ยากเมื่อเอกสารปิดรอบไปแล้ว

วางระบบหัก ณ ที่จ่ายอย่างไรให้ไม่พลาด

สำหรับ SME ที่ยังไม่มีทีมบัญชีประจำ แนะนำให้เริ่มจากสิ่งเหล่านี้ก่อน

  • ทำ "รายการจ่ายเงิน" ประจำเดือน: ทุกสิ้นเดือน รวบรวมรายการทุกอย่างที่จ่ายออกไปในเดือนนั้น แล้วส่งให้นักบัญชีตรวจว่าอันไหนต้องหัก
  • กำหนดนโยบายภายในบริษัท: ทุกการจ่ายเงินให้บุคคลภายนอกที่เกิน 1,000 บาท ต้องผ่านการตรวจสอบก่อนโอน ไม่ให้พนักงานโอนเองโดยไม่ปรึกษาบัญชี
  • ใช้บริการสำนักงานบัญชี: สำนักงานบัญชีที่ดีจะช่วยคุณตรวจทุกรายการ จัดทำแบบ ภ.ง.ด. และยื่นให้ตรงเวลาทุกเดือน ซึ่งช่วยป้องกันค่าปรับได้คุ้มกว่าการทำเองที่เสี่ยงพลาด
  • เก็บใบสำคัญจ่ายให้ครบ: ทุกการจ่ายเงินควรมีใบสำคัญจ่ายที่ระบุประเภท จำนวน และชื่อผู้รับอย่างชัดเจน เพื่อให้บัญชีจำแนกได้ถูกต้อง

บริการรับทำบัญชีรายเดือนของ A Plus Me ครอบคลุมการตรวจสอบรายการหักภาษี ณ ที่จ่าย จัดทำแบบ ภ.ง.ด. และยื่นให้ตรงกำหนดทุกเดือน ทำให้เจ้าของกิจการไม่ต้องจำปฏิทินภาษีเอง ถ้าอยากดูว่าบริการครอบคลุมอะไรบ้าง เข้าไปดูได้ที่หน้าบริการทั้งหมด หรือติดต่อทีมงานเพื่อสอบถามโดยตรงได้เลย

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีหัก ณ ที่จ่าย มือใหม่ต้องรู้อะไรบ้าง อัตราและการนำส่ง ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร และต่างจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อย่างไร

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือภาษีเงินได้ที่ผู้จ่ายเงินหักไว้ก่อนแล้วนำส่งกรมสรรพากรแทนผู้รับ เป็นการเก็บภาษีเงินได้ล่วงหน้า ส่วน VAT คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากการขายสินค้าหรือบริการในอัตรา 7% ทั้งสองเป็นคนละภาษี คนละกลไก และต้องยื่นแบบแยกกัน

ถ้าจ้างฟรีแลนซ์ทำงาน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม อัตราเท่าไหร่

ถ้ากิจการของคุณเป็นนิติบุคคล (บริษัทหรือ หจก.) และจ้างฟรีแลนซ์ทำงานลักษณะรับจ้างทำของหรือบริการ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ของค่าจ้าง และยื่น ภ.ง.ด.3 (ถ้าฟรีแลนซ์เป็นบุคคลธรรมดา) หรือ ภ.ง.ด.53 (ถ้าเป็นนิติบุคคล) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปหากยื่นออนไลน์

ต้องยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือนไหม ถ้าเดือนนั้นไม่ได้จ่ายเงินให้ใครเลย

ไม่จำเป็นต้องยื่นแบบในเดือนที่ไม่มีรายการหักภาษี ณ ที่จ่าย กล่าวคือถ้าเดือนนั้นไม่ได้จ่ายเงินประเภทที่ต้องหักให้ใครเลย ก็ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.1/3/53 แต่ถ้ามีรายการ ต้องยื่นให้ครบทุกเดือนที่มีการจ่าย

ถ้าลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว จะทำอย่างไร

ให้รีบปรึกษานักบัญชีโดยเร็ว เพราะอาจต้องยื่นแบบเพิ่มเติมพร้อมเสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ขาด บวกเบี้ยปรับตามที่กฎหมายกำหนด ยิ่งแก้ไขเร็วเท่าไหร่ ค่าปรับยิ่งน้อยลง

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องออกให้ผู้รับเมื่อไหร่

ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ผู้รับภายใน 3 วันนับจากวันที่จ่ายเงิน เอกสารนี้ผู้รับจะใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้ประจำปีของตัวเอง หากไม่ออกให้หรือออกล่าช้าถือว่าผิดกฎหมายและมีโทษปรับ

ค่าเช่าสำนักงานต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม อัตราเท่าไหร่

ใช่ ถ้ากิจการเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ (ห้อง อาคาร หรือที่ดิน) ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ของค่าเช่า ไม่ว่าเจ้าของที่จะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม แล้วยื่น ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 ตามแต่ประเภทผู้รับ