ธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ก่อสร้างและนั่งร้านมีจุดสำคัญด้านภาษีที่หลายเจ้าของกิจการมักเข้าใจผิด โดยเฉพาะการเลือกใช้สัญญาเช่าหรือสัญญาบริการที่ส่งผลโดยตรงต่ออัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาระ VAT ของทั้งสองฝ่าย

ทำไมประเภทสัญญาถึงสำคัญมากสำหรับธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ก่อสร้าง

ธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเครนยก ปั้นจั่น นั่งร้าน แบบหล่อคอนกรีต หรือเครื่องจักรขุดดิน ล้วนมีปัญหาเดียวกันคือ ประเภทของสัญญาที่ทำกับลูกค้าจะกำหนดว่าใครต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าไร ซึ่งต่างกันถึง 2 ระดับ

กรมสรรพากรแยกรายได้จากการให้ใช้ทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภทหลักตามประมวลรัษฎากร ได้แก่ รายได้จากค่าเช่า (มาตรา 40(5)) และรายได้จากการให้บริการ (มาตรา 40(8)) โดยหลักการแบ่งแยกขึ้นอยู่กับ ว่าผู้ให้เช่าโอนการครอบครองและควบคุมทรัพย์สินให้ผู้เช่าหรือไม่

  • สัญญาเช่า (มาตรา 40(5)): ผู้เช่าได้รับมอบการครอบครองอุปกรณ์ไปใช้เอง ผู้ให้เช่าไม่ได้ส่งพนักงานควบคุม ถือเป็น "ค่าเช่า" อัตราหัก ณ ที่จ่าย 5%
  • สัญญาบริการ/รับจ้าง (มาตรา 40(8)): ผู้ให้บริการนำอุปกรณ์ไปพร้อมกับพนักงานควบคุม ผู้รับบริการไม่ได้ครอบครองตัวเครื่องจักร ถือเป็น "ค่าบริการ" อัตราหัก ณ ที่จ่าย 3%

ตัวอย่างที่ชัดเจน: บริษัทรับเหมาเช่าเครนพร้อมช่างควบคุมจากบริษัทผู้ให้บริการ พนักงานยังอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ให้บริการ กรณีนี้ควรเป็นสัญญาบริการ หักภาษี 3% แต่ถ้าส่งมอบเครนให้บริษัทรับเหมานำไปควบคุมใช้งานเองโดยที่ผู้ให้เช่าไม่ยุ่งเกี่ยว กรณีนี้เป็นสัญญาเช่า หัก 5%

หัก ณ ที่จ่าย 5% เทียบ 3%: เงื่อนไขจริงที่ต้องดู

ในทางปฏิบัติ ธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ก่อสร้างส่วนใหญ่มักรวมการส่งพนักงานควบคุมเครื่องจักรไปด้วย เช่น คนขับรถเครน ช่างควบคุมปั้นจั่น หรือทีมติดตั้งนั่งร้าน ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่รายได้นั้นจะถูกจัดเป็น "ค่าบริการ" หัก ณ ที่จ่าย 3% แทนที่จะเป็น 5%

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญที่กรมสรรพากรพิจารณาคือ

  • ใครเป็นผู้ควบคุมการทำงาน: หากพนักงานขับเครนยังรับคำสั่งจากบริษัทผู้ให้บริการ ไม่ใช่จากผู้รับบริการ เป็นสัญญาบริการ
  • ความรับผิดชอบในกรณีอุปกรณ์เสียหาย: ผู้ให้บริการรับผิดชอบซ่อมบำรุงและเสี่ยงภัยในตัวอุปกรณ์หรือไม่
  • ข้อความในสัญญา: ระบุชัดว่าเป็น "สัญญาให้บริการ" หรือ "สัญญาเช่า" อย่างไรก็ดีสรรพากรจะดูพฤติกรรมจริง ไม่ใช่แค่ชื่อสัญญา
  • กรณีให้เช่าอุปกรณ์ล้วน ๆ ไม่มีพนักงาน: เช่น ให้เช่านั่งร้านสำเร็จรูปและส่งมอบให้ผู้รับเหมาไปประกอบเอง กรณีนี้เป็นสัญญาเช่าชัดเจน หัก 5%

สำหรับผู้จ่ายเงิน (ลูกค้า) ซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายค่าเช่าหรือค่าบริการที่เข้าเกณฑ์ และยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต) ส่วนผู้ให้เช่าในฐานะผู้รับเงินจะได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อนำไปเครดิตภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นปี

หากต้องการวิเคราะห์โครงสร้างสัญญาให้ถูกต้องและวางแผนลดภาระภาษีอย่างมีหลักการ สามารถปรึกษาผ่านบริการวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจของเราได้

VAT ธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ก่อสร้าง: เกณฑ์ การลงทะเบียน และเงินประกัน

ธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ก่อสร้างและนั่งร้านเป็นธุรกิจที่อยู่ในระบบ VAT โดยทั่วไป (ไม่ได้รับการยกเว้นเหมือนธุรกิจการเกษตรหรือบริการทางการแพทย์) ดังนั้น

  • หากรายรับจากการให้เช่า/บริการรวมต่อปีเกิน 1,800,000 บาท ต้องจดทะเบียน VAT กับกรมสรรพากรและเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า
  • อัตรา VAT ปัจจุบัน 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 กันยายน 2569 โปรดตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรด้วย เนื่องจากอัตรานี้ต้องต่ออายุเป็นรายปี
  • ผู้ให้เช่าที่จดทะเบียน VAT แล้วต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่มีรายรับ และยื่น ภ.พ.30 รายเดือน

เงินประกัน (Security Deposit) กับ VAT เป็นประเด็นที่หลายรายสับสน หลักการที่ถูกต้องคือ เงินประกันที่รับมาจากผู้เช่าโดยมีภาระผูกพันต้องคืนเมื่อสิ้นสุดสัญญาและไม่มีความเสียหาย ไม่ถือเป็นรายรับ จึงไม่ต้องเรียกเก็บ VAT และไม่ต้องบันทึกเป็นรายได้ในงวดที่รับมา ให้บันทึกเป็นหนี้สิน (เจ้าหนี้อื่น) แทน

อย่างไรก็ตาม หากเงินประกันถูก ริบ เพราะผู้เช่าทำอุปกรณ์เสียหายหรือไม่คืน ให้รับรู้เงินประกันส่วนนั้นเป็น รายได้ในงวดที่ริบ และต้องเสีย VAT หากรายการดังกล่าวอยู่ในระบบ VAT ของกิจการ นอกจากนี้หากลูกค้าเป็นนิติบุคคล ยังต้องพิจารณาว่าเงินริบประกันอาจต้องหัก ณ ที่จ่ายด้วยหรือไม่ตามสถานการณ์

สำหรับกิจการที่ยังไม่ได้จดทะเบียนแต่กำลังเติบโตเข้าใกล้เกณฑ์ 1.8 ล้านบาท ควรติดตามยอดรายรับสะสมอย่างสม่ำเสมอ และเตรียมยื่นขอจดทะเบียน VAT ก่อนล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ input tax และไม่ถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

ค่าเสื่อมราคาเครน ปั้นจั่น และอุปกรณ์ก่อสร้าง: หักได้เท่าไรตามกฎภาษี

สำหรับผู้ให้เช่าที่เป็นนิติบุคคล ต้นทุนหลักของธุรกิจคือตัวเครื่องจักรและอุปกรณ์มูลค่าสูง เช่น เครนยกสินค้า ปั้นจั่น รถเจาะ แบบหล่อ นั่งร้านเหล็ก ซึ่งล้วนเสื่อมสภาพตามการใช้งาน กฎหมายภาษีไทยอนุญาตให้หัก "ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา" ออกจากกำไรสุทธิได้ตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

อัตราค่าเสื่อมราคาสูงสุดที่กฎหมายกำหนดสำหรับ เครื่องจักรและอุปกรณ์ (รวมถึงเครนและปั้นจั่น) โดยทั่วไปคือ ไม่เกิน 20% ต่อปี ของมูลค่าต้นทุน (วิธีเส้นตรง) กล่าวคือเครนราคา 5 ล้านบาทจะหักค่าเสื่อมได้สูงสุด 1 ล้านบาทต่อปี และต้องคงมูลค่าคงเหลือในบัญชีอย่างน้อย 1 บาทเสมอ จะตัดจนเหลือ 0 ไม่ได้

  • วิธีเส้นตรง (Straight-line): หักเท่ากันทุกปี เป็นวิธีที่นิยมและสรรพากรยอมรับ
  • วิธียอดคงเหลือลดลง (Declining Balance): ใช้ได้แต่ต้องระวังไม่ให้เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดในแต่ละปี
  • อัตราที่ต่ำกว่ากฎหมาย: สรรพากรยอมรับการหักในอัตราที่ต่ำกว่าเพดาน แต่ต้องใช้วิธีที่ทางบัญชียอมรับและสม่ำเสมอ
  • อัตราที่สูงกว่ากฎหมาย: ส่วนเกินจะถูกบวกกลับเป็นรายได้เมื่อคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี

นั่งร้านเหล็กและชิ้นส่วนอุปกรณ์ขนาดเล็ก ที่ราคาต่ำและสึกหรอเร็วอาจจัดเป็น "วัสดุสิ้นเปลือง" หรือทรัพย์สินที่ตัดค่าเสื่อมได้เร็วกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมูลค่าและนโยบายบัญชีของกิจการที่ต้องสอดคล้องกันทั้งทางบัญชีและภาษี

ค่าเสื่อมราคาที่หักได้ถูกต้องตามกฎหมายเป็นหนึ่งในเครื่องมือลดภาระภาษีที่ถูกกฎหมายที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับธุรกิจนี้ การวางแผนว่าจะซื้อเครื่องจักรใหม่ในปีไหน หรือจะตั้งค่าเสื่อมอัตราเท่าไร ควรทำร่วมกับนักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีที่เข้าใจธุรกิจก่อสร้าง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล SME สำหรับผู้ให้เช่าอุปกรณ์ก่อสร้าง

ผู้ให้เช่าอุปกรณ์ก่อสร้างที่จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จากกำไรสุทธิ โดยหากกิจการมีคุณสมบัติ SME กล่าวคือ ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และรายรับจากสินค้า/บริการไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันได (ข้อมูล ณ ปี 2569)

  • กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท: ได้รับการยกเว้นภาษี (0%)
  • กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: เสียภาษีในอัตรา 15%
  • กำไรสุทธิ ส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: เสียภาษีในอัตรา 20%

หากกิจการไม่เข้าเกณฑ์ SME ไม่ว่าด้วยเหตุใด จะเสีย CIT อัตราเดียว 20% ของกำไรสุทธิทั้งหมด

ธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ก่อสร้างที่มีเครื่องจักรราคาสูงมักมีค่าเสื่อมราคาจำนวนมาก ซึ่งช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี สิ่งสำคัญคือการบันทึกบัญชีรายได้ค่าเช่า/ค่าบริการให้ถูกประเภท และรวบรวมค่าใช้จ่ายที่หักได้อย่างครบถ้วน ได้แก่ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง ค่าแรงพนักงาน ค่าประกันภัยเครื่องจักร และค่าเสื่อมราคา

กิจการที่ต้องการให้บัญชีรายรับ-รายจ่ายถูกต้องและพร้อมสำหรับการยื่นภาษีสิ้นปี สามารถใช้บริการรับทำบัญชีรายเดือนที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจก่อสร้างและให้เช่าอุปกรณ์โดยเฉพาะ

การวางแผนสัญญาและโครงสร้างธุรกิจให้ได้ประโยชน์สูงสุด

นอกจากการเลือกประเภทสัญญาให้ตรงกับความเป็นจริงของธุรกิจแล้ว ผู้ประกอบการธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ก่อสร้างควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้เพื่อบริหารภาระภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ

การออกแบบสัญญาให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

สัญญาที่ดีควรระบุให้ชัดว่า ใครเป็นผู้ควบคุมอุปกรณ์ ใครรับผิดชอบค่าซ่อมและค่าน้ำมัน อายุสัญญา เงื่อนไขการคืนอุปกรณ์ และการจัดการเงินประกัน ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติจริงและลดความเสี่ยงถูกสรรพากรตีความประเภทสัญญาใหม่

การแยกบัญชีรายได้ให้ชัดเจน

หากกิจการมีทั้งรายได้ค่าเช่า (5%) และรายได้ค่าบริการ (3%) ในเวลาเดียวกัน ควรแยกบันทึกรายได้แต่ละประเภทให้ชัดเจน และให้ลูกค้าออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกประเภท เพื่อให้นำภาษีที่ถูกหักไว้มาเครดิตได้ครบถ้วนเมื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.50

การจัดการ Input VAT จากการซื้อเครื่องจักร

เมื่อซื้อเครนหรืออุปกรณ์ราคาสูง ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT มีสิทธิ์นำ VAT จากการซื้อ (Input Tax) มาหักออกจาก VAT ที่ต้องชำระ ซึ่งอาจทำให้ในเดือนที่ซื้อมี VAT ขอคืนได้ ดังนั้นการซื้อเครื่องจักรรายการใหญ่ควรวางแผนจังหวะเวลาร่วมกับนักบัญชีเพื่อให้บริหาร Cash Flow ได้ดีที่สุด

ภาษีกลางปีและการประมาณการกำไร

บริษัทต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 กลางปี (ภายใน 2 เดือนนับจากวันครบกึ่งหนึ่งของรอบบัญชี) โดยประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี หากประมาณการต่ำกว่าความเป็นจริงเกิน 25% จะมีเบี้ยปรับ ธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ก่อสร้างที่รายได้ผันผวนตามฤดูกาลและปริมาณงานก่อสร้างควรให้ความสำคัญกับการประมาณการนี้เป็นพิเศษ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ก่อสร้างและนั่งร้าน: สัญญาเช่า vs สัญญาบริการ VAT ค่าเสื่อมเครน และหัก ณ ที่จ่าย ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ให้เช่าเครนพร้อมคนขับ ลูกค้าจะหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์

หากสัญญาเป็นแบบ 'ให้บริการ' คือผู้ให้เช่าส่งคนขับและยังควบคุมการทำงานของพนักงานเอง ลูกค้าควรหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ตามมาตรา 40(8) เนื่องจากถือเป็นค่าบริการ ไม่ใช่ค่าเช่า แต่ถ้าส่งมอบตัวเครนให้ผู้เช่าไปใช้เองโดยไม่มีพนักงานผู้ให้เช่าควบคุม จะถือเป็นค่าเช่าและหัก 5% สิ่งสำคัญคือเนื้อหาของสัญญาและพฤติกรรมจริงต้องสอดคล้องกัน

รับเงินประกันจากผู้เช่าอุปกรณ์ ต้องเสีย VAT ไหม

เงินประกันที่รับมาโดยมีภาระต้องคืนเมื่อสิ้นสุดสัญญาและไม่มีความเสียหาย ไม่ถือเป็นรายรับ จึงไม่ต้องเรียกเก็บ VAT และควรบันทึกเป็นหนี้สินในงบดุล ไม่ใช่รายได้ อย่างไรก็ตาม หากริบเงินประกันเพราะผู้เช่าทำอุปกรณ์เสียหายหรือผิดสัญญา เงินส่วนนั้นจะกลายเป็นรายได้ที่ต้องรับรู้และอาจต้องเสีย VAT ในงวดที่ริบ

ค่าเสื่อมราคาเครนและปั้นจั่น หักได้ปีละเท่าไร

โดยทั่วไปเครนและปั้นจั่นจัดอยู่ในประเภทเครื่องจักร ซึ่งกรมสรรพากรกำหนดอัตราค่าเสื่อมราคาสูงสุดไม่เกิน 20% ต่อปีของราคาต้นทุน เช่น เครนราคา 5 ล้านบาทสามารถหักค่าเสื่อมได้สูงสุด 1 ล้านบาทต่อปี โดยต้องคงมูลค่าคงเหลือในบัญชีไว้อย่างน้อย 1 บาทเสมอ ทั้งนี้ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อเลือกวิธีการคิดค่าเสื่อมที่เหมาะกับนโยบายของกิจการ