ธุรกิจโรงสีข้าวและแปรรูปธัญพืชมีโครงสร้างภาษีที่ซับซ้อนกว่าที่เห็น เพราะเส้นแบ่งระหว่าง "สินค้าเกษตรดิบ" กับ "ผลิตภัณฑ์แปรรูป" ส่งผลโดยตรงต่อภาระ VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และวิธีบันทึกสต๊อกที่ถูกต้อง

ขอบเขต VAT ยกเว้น: ข้าวเปลือก ข้าวสาร และผลพลอยได้จากการสีข้าว

มาตรา 81(1)(ก) แห่งประมวลรัษฎากรให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการขายพืชผลทางการเกษตรในสภาพดิบหรือที่ผ่านกระบวนการเก็บรักษาเพื่อการขนส่งตามปกติ โดยหลักการนี้ครอบคลุมสินค้าหลักในกิจการโรงสีข้าวดังนี้

  • ข้าวเปลือก (Paddy Rice) — ได้รับยกเว้น VAT เนื่องจากเป็นผลผลิตทางเกษตรกรรมที่ยังไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นอาหาร การรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ทั้งที่ชำระเป็นเงินสดหรือผ่านระบบรับจำนำ จึงไม่มีภาระ VAT ทั้งฝ่ายผู้ขายและผู้ซื้อ
  • ข้าวสาร และผลิตภัณฑ์จากการสีข้าว — แม้จะผ่านกระบวนการสีแล้ว กรมสรรพากรถือว่าข้าวสารและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสีข้าว (เช่น รำข้าว แกลบ) ยังคงได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(ก) เช่นกัน ทั้งนี้ไม่ว่าจะบรรจุถุงหรือภาชนะทั่วไปหรือไม่
  • ข้าวสารบรรจุถุงแบบอุตสาหกรรม (ยกเว้นที่ได้รับยกเว้น) — หากข้าวสารถูกบรรจุในกระป๋อง ภาชนะ หรือหีบห่อในลักษณะที่ทำเป็นอุตสาหกรรม (เช่น สินค้าพร้อมรับประทานที่ผ่านกรรมวิธีเพิ่มเติม) จะไม่ได้รับยกเว้น VAT และต้องลงทะเบียน VAT หากรายได้รวมเกิน 1,800,000 บาทต่อปี

สรุปหลักการสำคัญ: ข้าวเปลือก ข้าวสาร รำ และแกลบ ได้รับยกเว้น VAT แต่ผลิตภัณฑ์ข้าวที่ผ่านกรรมวิธีเพิ่มเติมจนเป็นอาหารอุตสาหกรรม (เช่น ข้าวกล้องแบ่งบรรจุเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ผ่านการอบหรือเคลือบ) อาจต้องตรวจสอบสถานะเพิ่มเติมกับกรมสรรพากรเป็นรายกรณี

กิจการรับจ้างสีข้าว: VAT ยกเว้น แต่ต้องระวังภาษีหัก ณ ที่จ่าย

โรงสีหลายแห่งประกอบกิจการสองรูปแบบพร้อมกัน ได้แก่ (1) ซื้อมาขายไป และ (2) รับจ้างสีข้าวให้ลูกค้า ซึ่งมีสถานะภาษีที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

  • การรับจ้างสีข้าว (บริการ) — ค่าจ้างสีข้าวถือเป็นรายได้จากการรับจ้างทำของ (Service Income) ซึ่งได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(ก) เช่นกัน เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแปรรูปผลิตผลเกษตร อย่างไรก็ตาม หากผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคล ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 3% จากค่าจ้างสีข้าวในฐานะค่าจ้างทำของ ตาม ท.ป.4/2528
  • ผู้รับจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา — ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% แล้วยื่น ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์)
  • ผู้รับจ้างที่เป็นนิติบุคคล — ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% เช่นกัน และยื่น ภ.ง.ด.53

ข้อควรระวัง: โรงสีที่รับทั้งสองกิจการต้องแยกบัญชีรายได้ระหว่าง "รายได้จากการขายข้าว" และ "รายได้ค่าจ้างสีข้าว" อย่างชัดเจน เพื่อให้รายงานทางบัญชีถูกต้องและลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีผิดประเภท

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่าขนส่งข้าว: 1% กับกรณีที่ต้องระวัง

โรงสีข้าวมักจ้างรถบรรทุกเพื่อรับข้าวเปลือกจากชาวนาหรือส่งข้าวสารให้ลูกค้า ซึ่งมีประเด็นภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

  • ค่าขนส่งอย่างเดียว (บริการขนส่งล้วน) — หากสัญญาระบุชัดเจนว่าจ่ายเฉพาะค่าขนส่ง อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายคือ 1% ของค่าจ้าง
  • ค่าจ้างขนส่งรวมบริการอื่น (เช่น ยกของ จัดเรียง) — หากสัญญารวมบริการอื่นที่เป็นส่วนใหญ่ของงาน อาจถูกจัดเป็น "จ้างทำของ" ซึ่งอัตราหัก ณ ที่จ่ายเป็น 3% แทน
  • ผู้ให้บริการขนส่งที่เป็นบุคคลธรรมดา — นิติบุคคลที่จ่ายค่าขนส่งต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและยื่น ภ.ง.ด.3
  • ผู้ให้บริการที่เป็นนิติบุคคล — ยื่น ภ.ง.ด.53

เจ้าของโรงสีควรขอเอกสารประกอบการจ่ายเงิน เช่น ใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีอย่างง่าย และเก็บหลักฐานไว้ครบถ้วนอย่างน้อย 5 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด หากท่านต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลการจัดทำเอกสารภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือน สามารถพิจารณาบริการรับทำบัญชีรายเดือนที่ครอบคลุมการยื่นแบบ ภ.ง.ด. ครบทุกฉบับ

การคุมสต๊อกน้ำหนักความชื้น: ความท้าทายทางบัญชีที่เฉพาะโรงสีข้าว

หนึ่งในปัญหาที่เจ้าของโรงสีพบบ่อยที่สุดคือความแตกต่างระหว่างน้ำหนักข้าวเปลือกที่รับเข้า กับน้ำหนักข้าวสารที่ผลิตได้จริง ซึ่งเกิดจากความชื้นและกระบวนการสีที่ทำให้น้ำหนักลดลงตามธรรมชาติ

  • อัตราสูญเสียน้ำหนักจากความชื้น — ข้าวเปลือกที่มีความชื้นสูง (เช่น 28–30%) เมื่อสีเป็นข้าวสารขาวจะสูญเสียน้ำหนักไปอย่างมีนัย ทั้งจากการอบลดความชื้นและจากกระบวนการสีที่ได้รำ แกลบ และปลายข้าวเพิ่มเติม ทำให้อัตราแปลงข้าวเปลือกเป็นข้าวสารโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 60–70% (ขึ้นอยู่กับพันธุ์ข้าวและความชื้น)
  • หลักการบันทึกต้นทุนสินค้า — ควรบันทึกต้นทุนข้าวเปลือกตามน้ำหนักจริงที่ซื้อมา แล้วปันส่วนต้นทุนไปยังข้าวสาร รำ แกลบ และปลายข้าว ตามน้ำหนักผลผลิตจริง (Joint Cost Allocation) วิธีนี้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและสอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs)
  • การปรับยอดสต๊อก — ควรมีระบบชั่งน้ำหนักที่ได้รับการรับรองและบันทึกการอ่านค่าทุกครั้งที่รับและจ่ายสินค้า เพื่อให้บัญชีคลังสินค้าตรงกับปริมาณจริง และลดความเสี่ยงที่กรมสรรพากรอาจตั้งข้อสังเกตว่ายอดสต๊อกในบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริง
  • การตีราคาสินค้าคงเหลือ — ข้าวสารในสต๊อกตีราคาด้วยวิธีที่สม่ำเสมอ เช่น ต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Cost) และต้องไม่เปลี่ยนวิธีโดยพลการ เนื่องจากจะส่งผลต่อกำไรสุทธิที่ใช้คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

โรงสีที่มีปริมาณการผลิตสูงควรพิจารณาจัดทำ "รายงานการผลิตประจำวัน" ที่ระบุน้ำหนักข้าวเปลือกเข้า ความชื้น อัตราสีได้จริง และน้ำหนักผลผลิตแต่ละชนิด เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบบัญชีและรองรับการตรวจสอบ

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับโรงสีข้าว SME

หากกิจการโรงสีข้าวดำเนินการในรูปของบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะมีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามโครงสร้างต่อไปนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569)

  • SME ที่มีสิทธิ์ได้รับอัตราลดหย่อน — ต้องมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5,000,000 บาท และรายได้จากการขายสินค้าและบริการต้องไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี หากครบทั้งสองเงื่อนไข อัตราภาษีจะเป็นแบบขั้นบันได ดังนี้
  • กำไรสุทธิ 0–300,000 บาท: ยกเว้น (0%)
  • กำไรสุทธิ 300,001–3,000,000 บาท: 15%
  • กำไรสุทธิเกิน 3,000,000 บาท: 20%
  • นิติบุคคลทั่วไป (ไม่ใช่ SME หรือ SME ที่ทะลุเกณฑ์) — ชำระภาษีในอัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิทั้งหมด
  • ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) — โรงสีที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ภายใน 2 เดือนนับจากวันสิ้นสุดรอบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี โดยประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปีและชำระภาษีล่วงหน้า ข้อควรระวัง: หากประมาณการต่ำกว่ากำไรจริงมากกว่า 25% จะถูกเบี้ยปรับ 20% ของส่วนที่ขาด

การวางแผนภาษีที่ดีช่วยให้โรงสีใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้อย่างเต็มที่ เช่น ค่าเสื่อมราคาเครื่องสีข้าว ค่าซ่อมบำรุง ค่าไฟฟ้า และค่าแรงงาน หากต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหมาะสมกับรูปแบบโรงสีของท่าน ทีมงานของเรายินดีให้คำปรึกษา

ประเด็นพิเศษ: โรงสีที่ส่งออกข้าวและกรณี VAT อัตรา 0%

สำหรับโรงสีที่ส่งออกข้าวสารโดยตรง มีประเด็นภาษีเพิ่มเติมที่ต้องทราบ แม้ว่าการขายข้าวในประเทศจะได้รับยกเว้น VAT (ไม่มีอัตรา 0%) แต่กิจการที่ส่งออกสินค้าเกษตรสามารถจดทะเบียน VAT โดยสมัครใจตามมาตรา 81/3 เพื่อขอคืน VAT จากการซื้อสินค้า/บริการที่ใช้ในการผลิต

  • การจดทะเบียน VAT โดยสมัครใจ — โรงสีที่ส่งออกสินค้าและมีต้นทุน VAT จากการซื้ออุปกรณ์ เครื่องจักร หรือบรรจุภัณฑ์ อาจพิจารณาจดทะเบียน VAT โดยสมัครใจ เพื่อให้สามารถขอคืน VAT Input ดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าเมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว การขายสินค้าในประเทศที่เคยได้รับยกเว้นจะต้องนำมาคำนวณสัดส่วนการใช้สิทธิ VAT Input ตามหลัก Apportionment
  • VAT อัตรา 0% สำหรับการส่งออก — หากโรงสีจดทะเบียน VAT และส่งออกข้าวสาร การส่งออกจะเสีย VAT อัตรา 0% ซึ่งทำให้สามารถขอคืน VAT Input ที่เกี่ยวข้องได้เต็มจำนวน
  • ข้อควรระวังอัตรา VAT ปัจจุบัน — ปัจจุบัน VAT อยู่ที่ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2569 ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร เนื่องจากอัตรา 7% ต้องได้รับการต่ออายุทุกปีโดยพระราชกฤษฎีกา

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับเจ้าของโรงสีข้าว

เพื่อให้กิจการโรงสีข้าวดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและลดความเสี่ยงทางภาษี ควรปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้

  • จัดทำบัญชีแยกประเภทรายได้ ระหว่างรายได้จากการขายข้าว รายได้ค่าจ้างสีข้าว และรายได้อื่น เพื่อความชัดเจนในการคำนวณภาษีและรองรับการตรวจสอบ
  • บันทึกน้ำหนักและความชื้นทุกล็อต ทั้งขาเข้า (ข้าวเปลือก) และขาออก (ข้าวสาร รำ แกลบ) พร้อมเอกสารประกอบที่สามารถอธิบายความแตกต่างของน้ำหนักได้
  • หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ครบถ้วน ทั้งค่าจ้างสีข้าว (3%) และค่าขนส่ง (1%) พร้อมยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 ตรงเวลาทุกเดือน
  • ตรวจสอบเกณฑ์ VAT หากรายได้รวมจากกิจการที่ต้องเสีย VAT (เช่น ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ไม่ได้รับยกเว้น) เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด
  • จัดทำงบการเงินประจำปี โดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) หากกิจการเป็นนิติบุคคล เพื่อให้งบการเงินสะท้อนต้นทุนการผลิตที่ถูกต้องและใช้ยื่นประกอบ ภ.ง.ด.50 ได้

การดูแลบัญชีและภาษีของโรงสีข้าวให้ถูกต้องตลอดทั้งปีเป็นงานที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หากท่านต้องการทีมบัญชีมืออาชีพที่เข้าใจโครงสร้างธุรกิจข้าว สามารถติดต่อสำนักงานบัญชีของเราเพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจโรงสีข้าวและแปรรูปธัญพืช: ยกเว้น VAT ข้าวเปลือก เทียบกับข้าวสาร และการคุมสต๊อกความชื้น ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

โรงสีข้าวต้องจดทะเบียน VAT ไหม ถ้าขายแต่ข้าวสาร?

การขายข้าวสารและผลิตภัณฑ์จากการสีข้าว (รำ แกลบ ปลายข้าว) ได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นหากโรงสีขายเฉพาะสินค้าเหล่านี้ รายได้ส่วนนี้ไม่นับเป็นรายได้จากกิจการที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องจดทะเบียน VAT ไม่ว่ายอดขายจะสูงเพียงใดก็ตาม อย่างไรก็ดี หากมีรายได้จากกิจการอื่นที่ไม่ได้รับยกเว้น VAT รวมเกิน 1,800,000 บาทต่อปี จึงจะมีหน้าที่จดทะเบียน VAT ในส่วนนั้น

รับจ้างสีข้าวให้ชาวนา ต้องถูกหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายไหม?

หากผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคล (บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หน่วยงานรัฐ สหกรณ์ ฯลฯ) ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 3% จากค่าจ้างสีข้าวในฐานะค่าจ้างทำของตาม ท.ป.4/2528 แต่หากผู้ว่าจ้างเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจ ไม่มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่าย โรงสีควรตรวจสอบสถานะผู้ว่าจ้างทุกครั้งก่อนออกใบเสร็จ เพื่อให้รู้ว่าจะได้รับเงินเต็มจำนวนหรือหักภาษีแล้ว

สต๊อกข้าวเปลือกในบัญชีต้องตีราคาอย่างไร และความชื้นส่งผลต่อบัญชีได้อย่างไร?

สต๊อกข้าวเปลือกบันทึกด้วยต้นทุนจริงที่ซื้อมา (รวมค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง) โดยมาตรฐานการบัญชีสำหรับ NPAEs กำหนดให้ตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีที่สม่ำเสมอ เช่น ต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ความชื้นส่งผลโดยตรงต่อน้ำหนักสุทธิ: ข้าวเปลือกที่ความชื้นสูงจะสูญเสียน้ำหนักมากขึ้นระหว่างการอบและสี ดังนั้นควรบันทึกน้ำหนักจริง ณ วันรับมอบ และบันทึกการสูญเสียน้ำหนักจากการอบเป็นต้นทุนการผลิต ไม่ใช่เป็น 'ของเสีย' ที่ตัดทิ้ง เพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยของข้าวสารสะท้อนความเป็นจริง