ธุรกิจโดรนและบริการถ่ายภาพทางอากาศในไทยมีภาระภาษีและข้อกำหนดด้านใบอนุญาตที่ต้องจัดการควบคู่กัน ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนกับ กสทช. และ CAAT ไปจนถึงการบันทึกค่าเสื่อมราคาตัวโดรนและการจัดการ VAT จากรายได้บริการ

ธุรกิจโดรนพาณิชย์คืออะไร และทำไมภาษีจึงสำคัญ

ตลาดบริการโดรนพาณิชย์ในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งงานถ่ายภาพและวิดีโอทางอากาศ (Aerial Photography/Videography) งานสำรวจที่ดิน การทำแผนที่ด้วย Photogrammetry งานเกษตรกรรม และการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ประกอบการที่รับงานเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ต้องเผชิญกับภาระหน้าที่สองด้านที่แยกกันไม่ออก คือด้านกฎระเบียบการบินและด้านภาษี

การละเลยเรื่องใดเรื่องหนึ่งมีความเสี่ยงสูง ด้านกฎระเบียบหากบินโดยไม่มีใบอนุญาตอาจถูกดำเนินคดีอาญา ขณะที่ด้านภาษีหากบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายผิดประเภทก็อาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม บทความนี้รวบรวมข้อมูลทั้งสองด้านไว้ให้ผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะ

ใบอนุญาตและการจดทะเบียนที่ต้องมีก่อนรับงาน

ผู้ประกอบการโดรนพาณิชย์ในไทยต้องผ่านกระบวนการจดทะเบียนกับหน่วยงานสองแห่ง ซึ่งมีบทบาทต่างกัน

1. การขึ้นทะเบียนเครื่องวิทยุคมนาคมกับ กสทช.

โดรนที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุในการสื่อสารระหว่างผู้บังคับและตัวเครื่อง ถือเป็น "เครื่องวิทยุคมนาคม" ตามกฎหมาย กสทช. ผู้ครอบครองต้องขึ้นทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ที่ anyregis.nbtc.go.th โดยค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนคือ 214 บาทต่อเครื่องตลอดชีพ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพียงครั้งเดียว เอกสารที่ต้องใช้ได้แก่สำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของและข้อมูลของเครื่อง

2. การขึ้นทะเบียนกับสำนักงานการบินพลเรือน (CAAT)

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กำกับดูแลการบินโดรนในฐานะ "อากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน" หรือ UAS ผู้ประกอบการต้องขึ้นทะเบียนทั้งตัวโดรนและผู้บังคับโดรนผ่านระบบ UAS Portal ที่ uasportal.caat.or.th ซึ่งเป็นระบบใหม่ที่ CAAT เปิดให้ใช้งานตั้งแต่ปี 2568 แทนระบบเดิม

โดรนแบ่งเป็นสองกลุ่มหลักตามน้ำหนัก คือ ไม่เกิน 25 กิโลกรัม และ 25 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งมีเงื่อนไขและขั้นตอนขออนุญาตทำการบินที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ผู้ประกอบการต้องจัดทำ ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Third-Party Liability Insurance) ตามน้ำหนักของโดรนด้วย

ค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่จ่ายให้ กสทช. และ CAAT ถือเป็น ค่าใช้จ่ายดำเนินการ (Operating Expense) หักได้เต็มจำนวนในปีที่จ่าย ไม่ต้องตัดค่าเสื่อมราคา เช่นเดียวกับเบี้ยประกันภัยโดรน หากชำระเป็นรายปีก็หักได้ในปีที่จ่าย

การบันทึกบัญชีและค่าเสื่อมราคาตัวโดรน

โดรนเชิงพาณิชย์มีราคาหลายหมื่นถึงหลายแสนบาท จึงต้องบันทึกเป็น สินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset) ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทันที แล้วตัดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน

ประเภทสินทรัพย์และอัตราตัดค่าเสื่อมราคา

กรมสรรพากรกำหนดอัตราค่าเสื่อมราคาสูงสุดตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 พ.ศ. 2527 โดรนและอุปกรณ์ควบคุมจัดเป็น "ทรัพย์สินอื่น" (Other Assets) ที่ไม่ใช่ที่ดินและสินค้า ซึ่งมีอัตราตัดค่าเสื่อมราคาสูงสุด ร้อยละ 20 ต่อปี ของราคาทุน หมายความว่าอายุการใช้งานขั้นต่ำตามภาษีคือ 5 ปี

ทั้งนี้ โดรนไม่ได้รับการจัดประเภทเป็น "คอมพิวเตอร์" ซึ่งมีสิทธิตัดได้ภายใน 3 ปี ดังนั้นอย่าสับสนและนำอัตราของคอมพิวเตอร์มาใช้กับโดรน เว้นแต่จะมีคำวินิจฉัยหรือแนวปฏิบัติเพิ่มเติมจากกรมสรรพากรโดยเฉพาะ

สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ

  • แบตเตอรี่โดรน: มีอายุการใช้งานสั้นมาก (มักไม่เกิน 1-2 ปี) ควรพิจารณาบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลือง (Consumables) และหักเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อใช้งาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายบัญชีของบริษัทและมูลค่าที่มีนัยสำคัญ
  • อุปกรณ์เสริม เช่น Gimbal, Payload, Ground Station: หากมีราคาสูงและอายุการใช้งานเกิน 1 ปี ควรบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวรแยกต่างหาก
  • ซอฟต์แวร์แผนที่และประมวลผลภาพ (Photogrammetry Software): ค่าลิขสิทธิ์รายปีบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการ ส่วนค่าลิขสิทธิ์แบบซื้อขาดบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ตัดจำหน่ายตามอายุสิทธิ์หรืออัตราสูงสุด 10% ต่อปีหากไม่มีกำหนดอายุ

หากบริษัทของคุณไม่มีผู้ดูแลบัญชีประจำ การจัดทำทะเบียนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Register) ที่ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็น บริการรับทำบัญชีรายเดือนของ A Plus Me ช่วยดูแลส่วนนี้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่การลงทะเบียนสินทรัพย์ไปจนถึงการคำนวณค่าเสื่อมราคาที่ถูกต้องตามกฎหมาย

VAT และหัก ณ ที่จ่าย สำหรับรายได้บริการโดรน

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

บริการถ่ายภาพทางอากาศ บริการสำรวจ และบริการแผนที่ด้วยโดรนล้วนเป็น "การให้บริการ" ที่อยู่ในระบบ VAT ทั่วไป อัตราปัจจุบันอยู่ที่ 7% (ข้อมูล ณ ปี 2569 — อัตรานี้ต่ออายุโดยพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 กันยายน 2569 ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร)

เกณฑ์การจดทะเบียน VAT คือรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการรวม เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ผู้ประกอบการที่รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์อาจเลือกที่จะยังไม่จดทะเบียน VAT ก็ได้ แต่เมื่อรายได้เกินต้องยื่นจดทะเบียนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (โดยทั่วไปภายใน 30 วัน)

เมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่รับเงินหรือส่งมอบบริการ และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 23 หากยื่นผ่านระบบออนไลน์)

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)

เมื่อลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลจ่ายค่าบริการโดรนให้แก่ผู้รับงาน การจัดประเภทรายได้เพื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายมีความสำคัญมาก

  • ค่าบริการถ่ายภาพ/วิดีโอ — จำแนกเป็น "ค่าบริการ" ตามมาตรา 40(8): อัตราหัก ณ ที่จ่ายสำหรับนิติบุคคลรับงานคือ 3% (แบบ ภ.ง.ด.53)
  • ค่าบริการสำรวจ/แผนที่/วิเคราะห์ข้อมูล — จำแนกเป็น "ค่าบริการวิชาชีพ" หรือ "ค่าบริการ" ตามมาตรา 40(8): อัตราหัก ณ ที่จ่ายคือ 3% สำหรับนิติบุคคล
  • กรณีมีการให้ใช้งานซอฟต์แวร์หรือลิขสิทธิ์เฉพาะ — อาจจำแนกบางส่วนเป็น "ค่าสิทธิ" ตามมาตรา 40(3): อัตรามาตรฐาน 3% หรือ 1% สำหรับผู้จ่ายที่ใช้ระบบ e-Withholding Tax (ข้อมูล ณ ปี 2569 ตาม ท.ป.354/2566)

ผู้ประกอบการควรระบุในสัญญาจ้างงานให้ชัดเจนว่าค่าบริการแต่ละรายการคืออะไร เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนในการหักภาษี ณ ที่จ่าย และควรรับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งเพื่อนำมาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระปลายปี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับบริษัทโดรน

หากประกอบการในรูปแบบบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ในอัตราที่แตกต่างกันตามขนาดธุรกิจ (ข้อมูล ณ ปี 2569)

  • บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และ รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี) เสียในอัตราขั้นบันได: กำไรสุทธิ 0–300,000 บาท ยกเว้นภาษี / 300,001–3,000,000 บาท 15% / เกิน 3,000,000 บาท 20%
  • บริษัทขนาดใหญ่หรือ SME ที่เกินเกณฑ์ในรอบบัญชีนั้น เสียในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิทั้งจำนวน

กำไรสุทธิคำนวณจากรายได้หักด้วยค่าใช้จ่ายที่กฎหมายอนุญาต ได้แก่ ค่าจ้างนักบิน ค่าเสื่อมราคาโดรนและอุปกรณ์ ค่าประกันภัย ค่าเดินทาง ค่าซ่อมบำรุง ค่าเช่าสตูดิโอตัดต่อ ค่าซอฟต์แวร์ และค่าธรรมเนียม กสทช./CAAT ทั้งหมดต้องมีเอกสารประกอบครบถ้วนและเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงเพื่อประกอบกิจการ

การวางแผนภาษีที่ดีตั้งแต่ต้นปีช่วยให้คุณบริหารกำไรสุทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในปีที่มีการลงทุนซื้อโดรนใหม่หรืออุปกรณ์เพิ่มเติม ซึ่งส่งผลต่อค่าเสื่อมราคาและภาษีที่ต้องชำระ ปรึกษาทีม วางแผนภาษี ของ A Plus Me เพื่อบริหารภาษีได้อย่างถูกกฎหมายและคุ้มค่าที่สุด

ปัญหาที่พบบ่อยและข้อควรระวังสำหรับผู้ประกอบการโดรน

1. บันทึกค่าใช้จ่ายผิดประเภท

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการตัดโดรนและอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีที่ซื้อ แทนที่จะตัดค่าเสื่อมราคา ซึ่งขัดต่อหลักการจับคู่รายได้-ค่าใช้จ่าย และอาจถูกสรรพากรปรับปรุงให้ใส่กลับเป็นรายได้ในการตรวจสอบภาษี นอกจากนี้การนำค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าซ่อมโดรนส่วนตัว มาหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทก็เป็นความเสี่ยงที่ต้องหลีกเลี่ยง

2. รายได้จากโปรเจกต์ข้ามปี

งานโดรนขนาดใหญ่ เช่น งานสำรวจที่ดินหรืองานก่อสร้าง มักมีระยะเวลาหลายเดือน ผู้ประกอบการต้องใช้ เกณฑ์สิทธิ (Accrual Basis) ในการรับรู้รายได้ ไม่ใช่รับรู้รายได้ทั้งหมดเมื่อได้รับเงินมัดจำ การรับรู้รายได้ผิดงวดอาจทำให้ภาษีสูงเกินหรือต่ำเกินในแต่ละปี

3. ไม่ได้รับหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย

เมื่อลูกค้านิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงิน ผู้ประกอบการต้องติดตามขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ทุกครั้ง มิฉะนั้นจะไม่สามารถนำเครดิตภาษีมาใช้ในการยื่นภาษีสิ้นปีได้

4. ลูกค้าต่างชาติและงานส่งออกบริการ

หากรับงานถ่ายภาพทางอากาศให้ลูกค้าต่างประเทศและผลงานถูกใช้งานในต่างประเทศ บริการนั้นอาจได้รับสิทธิ์ VAT อัตรา 0% (Zero-rated) แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นการให้บริการที่ใช้ประโยชน์นอกราชอาณาจักร ซึ่งต้องการการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเฉพาะกรณีโดยผู้เชี่ยวชาญภาษี

5. การจดทะเบียนบริษัทที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ผู้ประกอบการโดรนหลายรายเริ่มต้นรับงานในนามส่วนตัวก่อนแล้วค่อยโอนมาเป็นบริษัท ซึ่งอาจสร้างปัญหาด้านการเสียภาษีซ้ำซ้อนและการโอนสินทรัพย์ การวางแผนโครงสร้างธุรกิจที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่องรูปแบบนิติบุคคลและการจดทะเบียนบริษัท จะประหยัดต้นทุนได้มากในระยะยาว

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจโดรนและบริการถ่ายภาพทางอากาศ: ใบอนุญาต กสทช. รายได้บริการ และการตัดค่าเสื่อมโดรน ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ธุรกิจโดรนต้องจดทะเบียน VAT เมื่อไหร่?

เมื่อรายได้จากการให้บริการโดรน (ถ่ายภาพ สำรวจ หรืออื่น ๆ) รวมกันเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องยื่นจดทะเบียน VAT ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (โดยทั่วไปภายใน 30 วัน) หลังจากนั้นต้องออกใบกำกับภาษีและยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน อัตราปัจจุบัน 7% (ข้อมูล ณ ปี 2569 ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร)

โดรนราคา 150,000 บาท ตัดค่าเสื่อมราคาได้กี่ปี?

ตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145/2527 โดรนจัดอยู่ในประเภท 'ทรัพย์สินอื่น' ซึ่งตัดค่าเสื่อมราคาได้สูงสุดร้อยละ 20 ต่อปีของราคาทุน หมายความว่าอย่างน้อย 5 ปีจึงจะตัดได้ครบ โดรนราคา 150,000 บาทจะตัดค่าเสื่อมราคาได้ปีละสูงสุด 30,000 บาท ทั้งนี้ต้องใช้วิธีเส้นตรงและไม่สามารถนำอัตราของคอมพิวเตอร์ (3 ปี) มาใช้กับโดรนได้ ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อกำหนดนโยบายค่าเสื่อมราคาที่เหมาะสม

ลูกค้านิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการถ่ายภาพโดรนเท่าไหร่?

ค่าบริการถ่ายภาพและวิดีโอทางอากาศจัดเป็น 'ค่าบริการ' ตามมาตรา 40(8) อัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับผู้รับที่เป็นนิติบุคคลอยู่ที่ 3% (แบบ ภ.ง.ด.53) ผู้ประกอบการโดรนต้องติดตามขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) จากลูกค้าทุกครั้งเพื่อนำมาใช้เป็นเครดิตในการยื่นภาษีสิ้นปี