ธุรกิจเหมืองแร่และขุดเจาะในไทยต้องเผชิญกับภาระทางการเงินและภาษีที่ซับซ้อนหลายชั้น ตั้งแต่ค่าภาคหลวงแร่ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ไปจนถึงการบันทึกบัญชีต้นทุนสำรวจและภาษีสรรพสามิต ซึ่งจำเป็นต้องทำความเข้าใจอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น

ภาพรวมภาระภาษีและค่าธรรมเนียมในธุรกิจเหมืองแร่

ธุรกิจเหมืองแร่ในประเทศไทยอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายหลักสองชุด ได้แก่ พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ซึ่งกำกับดูแลโดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) และ ประมวลรัษฎากร ซึ่งกำกับดูแลโดยกรมสรรพากร รวมถึงพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจว่าภาระเหล่านี้ไม่ได้แทนที่กัน แต่เกิดขึ้นพร้อมกันและมีฐานการคำนวณที่แตกต่างกัน

ภาระหลักที่ผู้ประกอบการเหมืองแร่ต้องรับผิดชอบ ได้แก่

  • ค่าภาคหลวงแร่ — จ่ายตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ให้แก่รัฐ คำนวณจากราคาตลาดของแร่ที่ผลิตได้
  • เงินพิเศษ (Special Contribution) — คิดเป็นสัดส่วนจากค่าภาคหลวงแร่อีกชั้นหนึ่ง
  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) — คำนวณจากกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) — ใช้กับการขายแร่และการซื้อสินค้า/บริการที่เกี่ยวข้องกับกิจการ
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย — ใช้กับการจ่ายค่าบริการ ค่าเช่า และค่าสิทธิ

ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิง ณ ปี 2569 ผู้ประกอบการควรตรวจสอบอัตราและเงื่อนไขที่บังคับใช้จริงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนยื่นแบบทุกครั้ง

ค่าภาคหลวงแร่: โครงสร้างและการคำนวณตามกฎหมายแร่ พ.ศ. 2560

พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ผู้ถือประทานบัตรเหมืองแร่และผู้ประกอบการโรงแต่งแร่ต้องชำระ ค่าภาคหลวงแร่ ให้แก่รัฐ โดยอัตราค่าภาคหลวงแต่ละชนิดแร่กำหนดผ่าน กฎกระทรวง และต้องไม่เกิน ร้อยละ 30 ของราคาตลาด ของแร่นั้น อัตราที่ใช้จริงในปัจจุบันจะประกาศโดยอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เป็นรายไตรมาส ตามราคาตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

ตัวอย่างช่วงอัตราค่าภาคหลวงที่กำหนดตามกฎกระทรวง:

  • แร่ดีบุก แร่ทองคำ และแร่ที่มีทังสเตนออกไซด์ — อยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 2.5 ถึง 20 ของราคาตลาด ทั้งนี้อัตราจริงขึ้นอยู่กับราคาตลาดในแต่ละไตรมาสที่ กพร. ประกาศ
  • แร่ตะกั่วและแร่สังกะสี — อยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 2.0 ถึง 15 ของราคาตลาด
  • แร่ชนิดอื่น — อัตราแตกต่างกันไปตามกฎกระทรวงที่ใช้บังคับกับแร่แต่ละประเภท

นอกจากค่าภาคหลวงแร่แล้ว ผู้ถือประทานบัตรยังต้องชำระ เงินพิเศษ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 10 ของค่าภาคหลวงแร่ที่คำนวณได้ ในทางปฏิบัติค่าภาคหลวงแร่จะชำระเป็น รายไตรมาส โดยยื่นต่อ กพร. พร้อมแสดงหลักฐานปริมาณและมูลค่าแร่ที่ผลิตได้

สำหรับการวางแผนภาษี ค่าภาคหลวงแร่และเงินพิเศษถือเป็น ค่าใช้จ่ายที่หักได้ ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เนื่องจากเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการตามปกติของธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีเพื่อพิจารณาการบันทึกและการหักค่าใช้จ่ายให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์กรมสรรพากร

การบันทึกบัญชีต้นทุนสำรวจและพัฒนา (Exploration and Evaluation Costs)

ต้นทุนในขั้นตอนสำรวจและประเมินผลแร่ (Exploration and Evaluation) ถือเป็นประเด็นบัญชีที่ซับซ้อนที่สุดในธุรกิจเหมืองแร่ เพราะบริษัทต้องตัดสินใจว่าจะ บันทึกเป็นสินทรัพย์ (Capitalize) หรือ รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทันที (Expense) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรและฐานภาษีในแต่ละงวด

หลักเกณฑ์ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS/IFRS 6)

ในระดับสากล IFRS 6 (ซึ่ง TFRS ของไทยอ้างอิง) อนุญาตให้บริษัทเหมืองแร่เลือกนโยบายบัญชีระหว่างสองแนวทาง

  • วิธี Full Cost Method — รับรู้ต้นทุนสำรวจทั้งหมดเป็นสินทรัพย์ ไม่ว่าจะพบแร่หรือไม่ก็ตาม แล้วตัดจำหน่ายเมื่อเริ่มผลิต หรือตัดออกเมื่อยืนยันว่าไม่พบปริมาณแร่เพียงพอ
  • วิธี Successful Efforts Method — รับรู้ต้นทุนเป็นสินทรัพย์เฉพาะโครงการที่พิสูจน์แล้วว่ามีความเป็นไปได้ทางเทคนิคและเชิงพาณิชย์ ส่วนต้นทุนของโครงการที่ไม่ประสบผลให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น

บริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมนิยมใช้ Successful Efforts Method เพราะสะท้อนผลการดำเนินงานได้ตรงกว่า แต่บริษัท SME ขนาดเล็กที่ใช้ TFRS for NPAEs อาจพิจารณาแนวทางที่เรียบง่ายกว่า โดยให้ผู้สอบบัญชีพิจารณาความเหมาะสม

ประเภทต้นทุนที่เกี่ยวข้องและการจัดประเภท

  • ต้นทุนการสำรวจ (Exploration Costs) — ค่าสำรวจทางธรณีวิทยา ค่าเจาะสำรวจ ค่าตัวอย่างและการทดสอบ ค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งสิทธิสำรวจ
  • ต้นทุนการพัฒนา (Development Costs) — ค่าก่อสร้างเหมือง ค่าเปิดหน้าดิน ค่าก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมักบันทึกเป็นสินทรัพย์และตัดจำหน่ายตามปริมาณผลิต
  • ต้นทุนการผลิต (Production Costs) — ค่าใช้จ่ายในการขุด แต่ง และแปรรูปแร่ในงวดปัจจุบัน บันทึกเป็นต้นทุนสินค้าในงวดที่เกิดขึ้น

การตัดจำหน่ายสินทรัพย์สำรวจและพัฒนา

เมื่อโครงการผ่านขั้นสำรวจและยืนยันปริมาณสำรองที่สามารถผลิตได้เชิงพาณิชย์ สินทรัพย์สำรวจจะถูกจัดประเภทใหม่เป็น สินทรัพย์สำหรับการผลิต และเริ่มตัดจำหน่ายตาม วิธีหน่วยผลิต (Unit of Production Method) คือตัดจำหน่ายตามสัดส่วนของปริมาณแร่ที่ผลิตได้จริงเทียบกับปริมาณสำรองทั้งหมดที่ประมาณไว้ วิธีนี้สะท้อนการสิ้นสุดของสินทรัพย์ตามการใช้งานจริงมากกว่าการตัดจำหน่ายแบบเส้นตรง

สำหรับวัตถุประสงค์ทางภาษี ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์สำรวจ/พัฒนาที่หักได้ในการคำนวณกำไรสุทธิจะขึ้นอยู่กับว่ากรมสรรพากรยอมรับวิธีการตัดจำหน่ายที่บริษัทใช้อยู่หรือไม่ ควรตรวจสอบกับสำนักงานบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากกรมสรรพากรอาจกำหนดเพดานหรือวิธีที่แตกต่างจากมาตรฐานบัญชี

ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีซื้อต้องห้ามสำหรับเครื่องจักรงานเหมือง

ธุรกิจเหมืองแร่ที่มีรายได้จากการขายแร่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับกรมสรรพากร และเรียกเก็บ VAT จากผู้ซื้อแร่ในอัตรา 7% (ข้อมูล ณ ปี 2569 — อัตรา 7% บังคับใช้ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 ถึง 30 กันยายน 2569 ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร เนื่องจากอัตรานี้ต้องต่ออายุเป็นรายปี)

ภาษีซื้อ (Input VAT) สำหรับเครื่องจักรและอุปกรณ์งานเหมือง

ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการเหมืองแร่มักเข้าใจผิดคือเรื่อง ภาษีซื้อต้องห้าม ตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ภาษีซื้อจะนำมาหักออกจากภาษีขายได้ก็ต่อเมื่อเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการที่อยู่ในระบบ VAT และมีเอกสารใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง

สำหรับธุรกิจเหมืองแร่ที่มีทั้งกิจกรรมที่อยู่ในระบบ VAT และกิจกรรมที่ได้รับยกเว้น VAT (เช่น การขายแร่บางประเภทที่อาจได้รับยกเว้น) บริษัทต้องแบ่งสรรภาษีซื้อตามสัดส่วน ซึ่งทำให้การคำนวณมีความซับซ้อน

  • เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้โดยตรงในกระบวนการผลิตแร่ — ภาษีซื้อโดยทั่วไปสามารถขอคืนได้ หากใช้ในกิจกรรมที่อยู่ในระบบ VAT และมีใบกำกับภาษีถูกต้อง
  • ยานพาหนะประเภทรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน — ภาษีซื้อต้องห้ามตามกฎหมาย ไม่สามารถขอคืนหรือหักออกจากภาษีขายได้ แม้จะใช้ในงานเหมืองก็ตาม
  • ค่าก่อสร้างและปรับปรุงอาคารถาวร — ภาษีซื้อในส่วนนี้อาจมีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน
  • สินค้าและบริการที่ใช้เพื่อการบริโภคส่วนตัวหรือไม่เกี่ยวกับกิจการ — ภาษีซื้อต้องห้าม

การจัดทำบัญชีภาษีซื้อ-ภาษีขายที่ถูกต้องและครบถ้วน รวมถึงการแยกแยะภาษีซื้อที่ขอคืนได้กับที่ขอคืนไม่ได้ ถือเป็นงานที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ บริษัทเหมืองแร่ที่ไม่มีทีมบัญชีภายในควรพิจารณาใช้บริการรับทำบัญชีรายเดือนโดยผู้เชี่ยวชาญ

ภาษีสรรพสามิตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเหมืองแร่

นอกเหนือจากค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายแร่แล้ว ผู้ประกอบการบางรายในอุตสาหกรรมเหมืองแร่และแปรรูปแร่อาจมีภาระ ภาษีสรรพสามิต ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ด้วย ภาษีสรรพสามิตในบริบทนี้เกี่ยวข้องกับ ผลิตภัณฑ์แร่ที่ผ่านการแปรรูป หรือสินค้าที่ผลิตจากแร่ซึ่งอยู่ในบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต

ผู้ประกอบการที่มีโรงงานแปรรูปแร่หรือผลิตสินค้าจากวัตถุดิบแร่ควรตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายของตนอยู่ในบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตหรือไม่ เช่น โลหะบางประเภทหรือผลิตภัณฑ์พิเศษที่กรมสรรพสามิตกำกับดูแล เนื่องจากพิกัดและอัตราอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบโดยตรงกับกรมสรรพสามิต (กสส.) ณ ปีที่ดำเนินการ

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ ภาษีสรรพสามิตและค่าภาคหลวงแร่เป็น ภาระภาษีคนละประเภท มีฐานการคำนวณและหน่วยงานจัดเก็บที่แตกต่างกัน ค่าภาคหลวงแร่เป็นของ กพร. ในขณะที่ภาษีสรรพสามิตเป็นของกรมสรรพสามิต และทั้งสองรายการเป็นค่าใช้จ่ายที่หักได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีเงินได้นิติบุคคลและการวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจเหมืองแร่

บริษัทที่ดำเนินธุรกิจเหมืองแร่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรในอัตราปกติ 20% ของกำไรสุทธิ หากเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และรายได้รวมไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันได คือ 0% สำหรับกำไรสุทธิ 0–300,000 บาท, 15% สำหรับ 300,001–3,000,000 บาท และ 20% สำหรับส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท (ข้อมูล ณ ปี 2569 อ้างอิงจาก PwC Worldwide Tax Summaries — Thailand)

ค่าใช้จ่ายที่หักได้ในธุรกิจเหมืองแร่

การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีนิติบุคคลในธุรกิจเหมืองแร่มีรายการที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่

  • ค่าภาคหลวงแร่และเงินพิเศษ — หักได้เป็นค่าใช้จ่ายตามปกติของกิจการ
  • ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์สำรวจและพัฒนา — หักได้ตามระยะเวลาและวิธีที่กรมสรรพากรยอมรับ ซึ่งอาจแตกต่างจากที่มาตรฐานบัญชีกำหนด
  • ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรและอุปกรณ์ — หักได้ตามอัตราที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา เครื่องจักรอุตสาหกรรมมักหักได้ในอัตราสูงสุด 20% ต่อปีตามวิธีเส้นตรง (อ้างอิงตามระเบียบกรมสรรพากรที่ใช้บังคับ)
  • ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูพื้นที่ — การตั้งสำรองค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูพื้นที่เหมืองตามที่กฎหมายแร่กำหนดมีประเด็นทางภาษีที่ต้องพิจารณาว่ากรมสรรพากรยอมรับการหักในงวดใด

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกิจเหมืองแร่

เมื่อบริษัทเหมืองแร่จ่ายค่าบริการหรือค่าเช่าเครื่องจักรให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคล มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนด ในกรณีที่มีการจ่าย ค่าสิทธิ (Royalty) เช่น ค่าสิทธิในการใช้เทคโนโลยีการขุดเจาะหรือค่าสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายอยู่ที่ 3% (หรือ 1% สำหรับผู้จ่ายที่ใช้ระบบ e-Withholding Tax) ตาม ท.ป.4/2528 และ ท.ป.354/2566 (ข้อมูล ณ ปี 2569)

หากต้องการจัดโครงสร้างภาษีให้มีประสิทธิภาพตั้งแต่เริ่มต้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจเหมืองแร่เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างการถือครองสิทธิ ประทานบัตร และสัญญาต่างๆ ถูกจัดเตรียมอย่างเหมาะสมตั้งแต่แรก

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจเหมืองแร่และขุดเจาะ: ค่าภาคหลวงแร่ บัญชีต้นทุนการสำรวจ และภาษีสรรพสามิตแร่ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าภาคหลวงแร่คำนวณอย่างไร และต้องจ่ายเมื่อไหร่

ค่าภาคหลวงแร่คำนวณจากราคาตลาดของแร่ที่ผลิตได้ โดยอัตราแต่ละชนิดแร่กำหนดตามกฎกระทรวงภายใต้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 และต้องไม่เกินร้อยละ 30 ของราคาตลาด อธิบดี กพร. จะประกาศราคาตลาดอ้างอิงเป็นรายไตรมาส ผู้ถือประทานบัตรต้องยื่นและชำระค่าภาคหลวงแร่เป็นรายไตรมาสต่อกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ พร้อมหลักฐานปริมาณและมูลค่าแร่ที่ผลิตได้จริง นอกจากนี้ยังต้องชำระเงินพิเศษซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 10 ของค่าภาคหลวงแร่ที่คำนวณได้ด้วย

ต้นทุนการสำรวจแร่ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่ายทันที

การบันทึกต้นทุนสำรวจขึ้นอยู่กับนโยบายบัญชีที่บริษัทเลือกใช้ตามมาตรฐาน TFRS/IFRS 6 โดยทั่วไปมีสองแนวทาง คือ Full Cost Method ที่บันทึกต้นทุนสำรวจทั้งหมดเป็นสินทรัพย์โดยไม่ว่าจะพบแร่หรือไม่ และ Successful Efforts Method ที่บันทึกเป็นสินทรัพย์เฉพาะโครงการที่พิสูจน์ความเป็นไปได้ทางเทคนิคและเชิงพาณิชย์แล้ว ส่วนโครงการที่ล้มเหลวบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที เมื่อโครงการเริ่มผลิต สินทรัพย์สำรวจจะถูกตัดจำหน่ายตามวิธีหน่วยผลิต (Unit of Production Method) ผู้ประกอบการควรปรึกษาผู้สอบบัญชีเพื่อกำหนดนโยบายที่เหมาะสมกับขนาดและลักษณะของกิจการ

บริษัทเหมืองแร่ต้องจดทะเบียน VAT ไหม และภาษีซื้อเครื่องจักรขอคืนได้หรือไม่

หากรายได้จากการขายแร่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี บริษัทมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT 7% จากผู้ซื้อ (อัตราบังคับใช้ถึง 30 กันยายน 2569 ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่น) สำหรับภาษีซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้โดยตรงในกระบวนการผลิตแร่สามารถขอคืนได้หากมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามภาษีซื้อสำหรับรถยนต์นั่งหรือรถโดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่สามารถขอคืนได้ตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร แม้จะนำมาใช้ในงานเหมืองก็ตาม