Content Creator และนักทำสื่อออนไลน์ที่มีรายได้หลายช่องทางจำเป็นต้องเข้าใจว่าเงินแต่ละก้อนถูกมองเป็น "เงินได้ประเภทใด" ในสายตากรมสรรพากร เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการวางแผนภาษีที่ถูกต้อง

ทำไม Content Creator ต้องใส่ใจเรื่องภาษีตั้งแต่วันแรก

ธุรกิจสื่อออนไลน์ในไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ความเข้าใจเรื่องภาษีของผู้ทำงานในอุตสาหกรรมนี้มักล้าหลังตามไม่ทัน Creator หลายรายคิดว่ารายได้จาก YouTube AdSense หรือค่า Sponsorship เป็นเงิน "ออนไลน์" ที่กรมสรรพากรตรวจสอบไม่ถึง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมาก

กรมสรรพากรไทยกำหนดชัดเจนว่าเงินได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หรือที่เกิดในต่างประเทศแต่ถูกนำเข้ามาใช้ในประเทศไทย ล้วนต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 การไม่ยื่นภาษีหรือยื่นไม่ครบมีความเสี่ยงทั้งค่าปรับ เบี้ยประกันชำระล่าช้า และดอกเบี้ยเงินเพิ่ม

บทความนี้จะช่วยให้ Creator ทั้งมือใหม่และมือโปรเข้าใจว่ารายได้แต่ละประเภทถูกจำแนกอย่างไร มีค่าใช้จ่ายหักได้เท่าไร และเมื่อถึงจุดใดการจดทะเบียนบริษัทจะช่วยประหยัดภาษีได้อย่างมีนัยสำคัญ

การจำแนกรายได้ Content Creator ตามประมวลรัษฎากร

รายได้ของ Creator มักมาจากหลายแหล่ง และกรมสรรพากรจำแนกแต่ละก้อนเป็น "ประเภทเงินได้" ที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตราค่าใช้จ่ายที่หักได้และอัตราภาษีที่ต้องจ่าย

รายได้จาก AdSense และส่วนแบ่งโฆษณา — มาตรา 40(8)

รายได้ที่ได้รับจาก Google AdSense (YouTube), Meta Audience Network (Facebook/Instagram), TikTok Creator Fund และแพลตฟอร์มอื่นในลักษณะเดียวกัน ถือเป็นเงินได้จาก การประกอบธุรกิจการค้า/พาณิชยกรรม ตามมาตรา 40(8) เนื่องจากเป็นการรับส่วนแบ่งรายได้จากการที่แพลตฟอร์มนำเนื้อหาของ Creator ไปสร้างรายได้โฆษณา

สำหรับเงินได้ประเภท 40(8) ในกรณีที่เป็นธุรกิจบริการหรือพาณิชยกรรม Creator บุคคลธรรมดาสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายเหมาในอัตรา 60% ของรายได้ หรือจะเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงก็ได้ (ต้องมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน) อย่างไรก็ดี อัตราค่าใช้จ่ายเหมาที่แน่นอนขึ้นอยู่กับประเภทย่อยของธุรกิจ Creator ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือตรวจสอบกับกรมสรรพากรเพื่อยืนยันอัตราที่ใช้กับลักษณะธุรกิจของตนเอง

รายได้จาก Sponsorship และค่าพรีเซนเตอร์ — มาตรา 40(2)

เมื่อแบรนด์จ่ายค่า Sponsorship หรือค่าพรีเซนเตอร์ให้กับ Creator โดยมีลักษณะที่ผูกพันกับเงื่อนไขที่แบรนด์กำหนด (เช่น กำหนดสคริปต์ จำนวนครั้งที่โพสต์ ช่วงเวลา ฯลฯ) รายได้ดังกล่าวมักถูกจัดเป็น เงินได้ประเภทที่ 2 ตามมาตรา 40(2) ซึ่งเป็นค่าจ้างแรงงาน ค่าตอบแทนจากการทำงานตามสัญญาจ้างหรือสัญญาบริการที่มีลักษณะคล้ายนายจ้าง-ลูกจ้าง

เงินได้ประเภทนี้หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ซึ่งต่ำกว่า 40(8) มาก และทำให้ฐานภาษีสูงกว่า โดยเฉพาะ Creator ที่มี Sponsorship เป็นรายได้หลัก

ในทางปฏิบัติ Creator บางรายได้รับทั้งค่าโฆษณา AdSense (40(8)) และค่า Sponsorship (40(2)) ในปีภาษีเดียวกัน ต้องแยกแต่ละก้อนและคำนวณค่าใช้จ่ายหักแยกตามประเภท ก่อนรวมคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า

รายได้จากการขายสินค้า (Merchandise) — มาตรา 40(8)

Creator หลายรายมีรายได้จากการขายของ เช่น เสื้อผ้า สินค้าแบรนด์ตัวเอง คอร์สออนไลน์ หรืองานดิจิทัล (Preset, Template, E-book) รายได้เหล่านี้จัดเป็นเงินได้จากการพาณิชยกรรมหรือธุรกิจ ตามมาตรา 40(8) เช่นกัน สามารถหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ และมักมีต้นทุนที่พิสูจน์ได้ชัดเจนกว่ารายได้ประเภทบริการ

รายได้จาก Affiliate Marketing

ค่าคอมมิชชั่นจาก Affiliate ขึ้นอยู่กับสัญญา หากรับเป็นค่านายหน้าจากการแนะนำขาย อาจจัดเป็น 40(8) หรือ 40(2) ตามลักษณะความสัมพันธ์กับแพลตฟอร์ม ควรตรวจสอบสัญญาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อจำแนกให้ถูกต้อง

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: Creator ในฐานะบุคคลธรรมดา

เมื่อ Creator ทำงานในนามบุคคลธรรมดา รายได้สุทธิทั้งหมด (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) จะถูกคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) ดังนี้ — ข้อมูล ณ ปี 2569 อ้างอิง PwC Thailand Individual Tax Summary (ทบทวน ก.พ. 2569):

  • เงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาท: ยกเว้นภาษี
  • เงินได้สุทธิ 150,001 – 300,000 บาท: 5%
  • เงินได้สุทธิ 300,001 – 500,000 บาท: 10%
  • เงินได้สุทธิ 500,001 – 750,000 บาท: 15%
  • เงินได้สุทธิ 750,001 – 1,000,000 บาท: 20%
  • เงินได้สุทธิ 1,000,001 – 2,000,000 บาท: 25%
  • เงินได้สุทธิ 2,000,001 – 5,000,000 บาท: 30%
  • เงินได้สุทธิเกิน 5,000,000 บาท: 35%

Creator ที่มีรายได้รวมหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนบุคคลต่างๆ ตั้งแต่ประมาณ 1 ล้านบาทขึ้นไป เริ่มเสียภาษีในอัตรา 20–25% ซึ่งสูงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคล SME ที่กำหนดไว้ที่ 0–15–20% อย่างเห็นได้ชัด

ค่าลดหย่อนที่ Creator มักใช้ได้แก่ ค่าลดหย่อนส่วนบุคคล ค่าลดหย่อนคู่สมรส/บุตร ประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ กองทุน RMF/SSF และเงินสมทบประกันสังคม — ทั้งนี้แต่ละรายการมีเพดานที่กำหนด ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อใช้ประโยชน์ได้สูงสุด

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: แบรนด์จ่ายเงินให้ Creator อย่างไร

เมื่อนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) จ่ายเงินให้กับ Creator ที่ยังเป็นบุคคลธรรมดา บริษัทนั้นมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงิน ซึ่ง Creator จะได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) เพื่อนำไปหักออกจากภาษีที่ต้องชำระปลายปี

  • ค่าโฆษณา (รวม Sponsorship ค่าพรีเซนเตอร์): โดยทั่วไปหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 2% ของค่าจ้าง/ค่าโฆษณา (ตามหลักเกณฑ์กรมสรรพากร สำหรับการจ่ายค่าโฆษณาให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล)
  • ค่าสิทธิ์ (Royalty) หรือค่าใช้ลิขสิทธิ์เนื้อหา: หักในอัตรา 3% สำหรับผู้จ่ายทั่วไป หรือ 1% หากผู้จ่ายใช้ระบบ e-Withholding Tax (ข้อมูล ณ ปี 2569 ตามประกาศกรมสรรพากร ท.ป.354/2566 ขยายถึง 31 ธ.ค. 2570)

Creator ควรเก็บใบ 50 ทวิ ทุกใบไว้ให้ครบ เพราะหากแบรนด์หักไว้เกินกว่าที่ต้องจ่ายจริง Creator มีสิทธิขอคืนภาษีส่วนเกินนั้น

เปรียบเทียบ: บุคคลธรรมดา vs จดบริษัท — ตัดสินใจอย่างไร

คำถามที่ Creator ระดับรายได้ปานกลาง-สูงถามบ่อยที่สุดคือ "ควรจดบริษัทไหม?" คำตอบขึ้นอยู่กับรายได้รวม โครงสร้างค่าใช้จ่าย และเป้าหมายระยะยาว

ภาษีนิติบุคคล SME: อัตราก้าวหน้าที่เป็นมิตรกว่า

บริษัทที่เข้าเกณฑ์ SME — คือมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และรายได้จากการขายสินค้า/บริการรวมกันไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบปีบัญชี — เสียภาษีนิติบุคคล (CIT) ตามอัตราดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569 อ้างอิง PwC Thailand Corporate Tax Summary):

  • กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท: 0% (ยกเว้น)
  • กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: 15%
  • กำไรสุทธิเกิน 3,000,000 บาท: 20%

หากบริษัทไม่เข้าเกณฑ์ SME (เช่น ทุนจดทะเบียนหรือรายได้เกินกำหนด) อัตราภาษีมาตรฐานคือ 20% ของกำไรสุทธิ ทั้งจำนวน โดยไม่มีการยกเว้น 300,000 บาทแรก

ข้อได้เปรียบสำคัญของการจดบริษัท

  • หักค่าใช้จ่ายตามจริงได้เต็มที่: บริษัทสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจมาหักได้ตามหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นค่าอุปกรณ์ถ่ายทำ ค่าซอฟต์แวร์ตัดต่อ ค่าเช่าสตูดิโอ ค่าเดินทาง ค่าจ้างทีมงาน รวมถึงค่าโฆษณาส่งเสริมช่อง
  • เงินเดือน Director ลดกำไรของบริษัท: บริษัทจ่ายเงินเดือนให้กรรมการ (ตัว Creator เอง) ได้ และนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ทำให้กำไรสุทธิที่เสียภาษีลดลง ส่วน Creator ก็เสียภาษีส่วนบุคคลบนเงินเดือนที่วางแผนไว้อย่างเหมาะสม
  • กำไรที่ไม่จ่ายออกมาสะสมในบริษัท: หากบริษัทไม่จ่ายปันผล กำไรสะสมในบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลแค่ 15–20% แทนที่จะเสีย 25–35% ในอัตราบุคคลธรรมดา
  • ภาพลักษณ์ทางธุรกิจ: การมีบริษัทช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในการทำสัญญากับแบรนด์ระดับใหญ่ และสะดวกในการออกใบกำกับภาษีเมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ VAT

ข้อควรระวังเมื่อจดบริษัท

  • ต้องทำบัญชีอย่างเป็นระบบ: บริษัทมีหน้าที่จัดทำงบการเงินรายปีและให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบ มีค่าใช้จ่ายสำนักงานบัญชีและค่าสอบบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • ต้องยื่นภาษีนิติบุคคลกลางปี (ภ.ง.ด. 51): บริษัทต้องประมาณการกำไรสุทธิและยื่นชำระภาษีครึ่งปีภายใน 2 เดือนนับจากสิ้นงวด 6 เดือนแรก และยื่นภาษีสิ้นปี (ภ.ง.ด. 50) ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี
  • เงินปันผลถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย: เมื่อบริษัทจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนั้นการวางแผนสัดส่วนระหว่างเงินเดือน–ปันผล–กำไรสะสมจึงสำคัญมาก

หากคุณสนใจตั้งบริษัทเพื่อรองรับธุรกิจ Creator สามารถดูรายละเอียดบริการจดทะเบียนบริษัทและขั้นตอนที่ต้องเตรียมได้เลย

VAT กับ Content Creator: เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท

ไม่ว่า Creator จะดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เมื่อรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสีย VAT รวมกันเกิน 1,800,000 บาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT กับกรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กำหนด (โดยทั่วไปอ้างอิงระยะเวลา 30 วันนับจากที่รายได้เกินเกณฑ์) — ข้อมูล ณ ปี 2569 ยืนยันจาก rd.go.th

เมื่อจด VAT แล้ว ต้องเรียกเก็บ VAT ในอัตรา 7% จากผู้ว่าจ้าง/ลูกค้า (ปัจจุบันตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 กันยายน 2569 — ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร เนื่องจากอัตรา 7% ต้องต่ออายุเป็นรายปี) และยื่นแบบ ภ.พ. 30 ทุกเดือน

สำหรับ Creator ที่รับรายได้จาก AdSense โดยตรงจาก Google ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศ ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญว่ารายได้ส่วนนี้อยู่ในขอบเขตที่ต้องนับรวม VAT หรือไม่ เนื่องจากลักษณะของบริการข้ามพรมแดนมีความซับซ้อนและอาจมีข้อยกเว้นเฉพาะกรณี

กรอบเวลาและจุดตัดสินใจ: ควรจดบริษัทเมื่อไร

ไม่มีสูตรตายตัวสากลสำหรับทุกคน แต่จากหลักการทางภาษี จุดที่ควรพิจารณาจดบริษัทจริงจังคือเมื่อ:

  • รายได้รวมเกิน 1,000,000 – 1,500,000 บาทต่อปี: ในระดับนี้อัตราภาษีบุคคลธรรมดา (25–30%) เริ่มแซงอัตรานิติบุคคล SME (15%) อย่างเห็นได้ชัด และส่วนต่างนั้นมักคุ้มค่ากว่าค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งและดูแลบริษัท
  • มีแผนจ้างทีมงาน: บริษัทจัดการระบบ payroll และหักภาษีพนักงานได้ชัดเจนกว่า
  • ต้องการเปิด VAT เพื่อออกใบกำกับภาษีให้แบรนด์: แบรนด์ขนาดใหญ่มักต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ
  • วางแผนขยายธุรกิจ: มีสินค้า คอร์ส หรือกิจการอื่นที่ต้องการโครงสร้างนิติบุคคลรองรับ

ในทางกลับกัน Creator ที่มีรายได้ยังไม่สูงมาก มีต้นทุนน้อย และไม่ต้องการภาระการจัดการบัญชีเพิ่มเติม การทำงานในนามบุคคลธรรมดาและวางแผนค่าลดหย่อนให้เต็มที่ก็ยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

หากต้องการวิเคราะห์ว่าโครงสร้างใดเหมาะกับธุรกิจของคุณ ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำปรึกษาผ่านบริการวางแผนภาษีและที่ปรึกษาภาษีที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจ SME และ Creator โดยเฉพาะ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจสื่อออนไลน์และ Content Creator: รายได้ AdSense Sponsorship และการจดบริษัทเพื่อวางแผนภาษี ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รายได้ AdSense จาก YouTube ต้องเสียภาษีไหม และยื่นแบบอะไร

ต้องเสียภาษีครับ รายได้จาก AdSense ถือเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจตามมาตรา 40(8) ต้องนำมารวมยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแบบ ภ.ง.ด. 90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป (หรือภายในเดือนเมษายนหากยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์) ไม่ว่ารายได้จะมาจากในประเทศหรือต่างประเทศ หากอยู่ในไทยเกิน 180 วันต่อปีและนำเงินเข้าไทยก็ต้องแสดงรายได้นั้นด้วย แนะนำเก็บหลักฐานรายได้ทุกเดือนและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อจำแนกประเภทให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

Creator รายได้เท่าไรถึงควรจดบริษัท คุ้มกว่าไหม

โดยหลักการทั่วไป เมื่อรายได้สุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่าย) เกินประมาณ 1,000,000 – 1,500,000 บาทต่อปี อัตราภาษีบุคคลธรรมดาจะอยู่ที่ 25–30% ซึ่งสูงกว่าอัตรานิติบุคคล SME ที่ 15% อย่างชัดเจน ส่วนต่างนี้มักมากพอที่จะครอบคลุมค่าสำนักงานบัญชีและค่าสอบบัญชีรายปี อย่างไรก็ดี ควรให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์โครงสร้างรายได้และค่าใช้จ่ายจริงของคุณก่อนตัดสินใจ เพราะแต่ละเคสมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน

แบรนด์หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่า Sponsorship เท่าไร และต้องทำอะไรบ้าง

เมื่อบริษัทจ่ายค่า Sponsorship หรือค่าโฆษณาให้ Creator ที่เป็นบุคคลธรรมดา บริษัทนั้นมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงิน โดยทั่วไปในอัตรา 2% ของค่าจ้าง/ค่าโฆษณา และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ให้กับ Creator Creator ควรเก็บเอกสารนี้ไว้ทุกใบ และนำภาษีที่ถูกหักไปแล้วหักออกจากภาษีที่ต้องชำระเมื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 ปลายปี หากถูกหักเกินมีสิทธิขอภาษีคืนได้