เจ้าของกิจการสปาและนวดแผนไทยหลายรายเข้าใจผิดว่าบริการนวดทุกประเภทได้รับยกเว้น VAT เสมอ ทั้งที่ความจริงแล้วสิทธิยกเว้นนั้นผูกติดกับ "ใบอนุญาตสถานพยาบาล" ไม่ใช่ประเภทของบริการที่ให้

หัวใจของเรื่อง: VAT ยกเว้นได้ แต่ต้องมี "ใบอนุญาตสถานพยาบาล"

ประมวลรัษฎากร มาตรา 81(1)(ญ) กำหนดว่า บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยไม่จำกัดยอดรายได้ หมายความว่าไม่ว่ากิจการจะมีรายได้เกิน 1,800,000 บาทต่อปีหรือไม่ก็ตาม หากได้รับอนุญาตเป็น "สถานพยาบาล" อย่างถูกต้องตามกฎหมาย รายได้จากการให้บริการรักษาพยาบาล (รวมถึงนวดแผนไทยในฐานะการรักษา) ก็ไม่ต้องเสีย VAT

อย่างไรก็ดี คำว่า "สถานพยาบาล" มีความหมายตามกฎหมายเฉพาะ ต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากใบอนุญาตประกอบธุรกิจสปาหรือนวดแผนไทยที่ออกโดยหน่วยงานอื่น การมีนักนวดที่ผ่านการรับรองหลักสูตรนวดแผนไทยจากกรมการแพทย์แผนไทยฯ ไม่ได้ ทำให้กิจการกลายเป็น "สถานพยาบาล" โดยอัตโนมัติ

กรมสรรพากรได้วินิจฉัยในหนังสือตอบข้อหารือที่ 0702/2994 ว่า เมื่อกิจการได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลแล้ว จะไม่สามารถเรียกเก็บ VAT จากผู้รับบริการสำหรับรายได้จากบริการรักษาพยาบาลได้อีกต่อไป และต้องยกเลิกทะเบียน VAT สำหรับส่วนนั้น นั่นคือสิทธิยกเว้นเป็นทั้งสิทธิประโยชน์ และ ข้อผูกพันที่กิจการต้องปฏิบัติตาม

สปาความงามและนวดแผนไทยทั่วไป: เมื่อใดต้องจดทะเบียน VAT

กิจการสปาความงาม สปาเพื่อผ่อนคลาย และร้านนวดแผนไทยที่ ไม่มีใบอนุญาตสถานพยาบาล ถือเป็นการให้บริการทั่วไปตามมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร จึงอยู่ในข่ายที่ต้องเสีย VAT เมื่อรายได้จากการให้บริการเกิน 1,800,000 บาทต่อปี (ข้อมูล ณ ปี 2569)

เมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ดังกล่าว กิจการต้องยื่นขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย โดยยื่นแบบ ภ.พ.01 และเมื่อจดทะเบียนแล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ปัจจุบัน VAT อยู่ที่ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 ซึ่งมีผลถึง 30 กันยายน 2569 — ทั้งนี้อัตรา 7% เป็นอัตราลดพิเศษที่ต้องต่ออายุโดยพระราชกฤษฎีกา หากไม่มีการต่ออายุ อัตราตามประมวลรัษฎากรจะกลับเป็น 10% ดังนั้นควรติดตามอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรเสมอ

ข้อสำคัญที่กรมสรรพากรวินิจฉัยไว้ในหนังสือตอบข้อหารือที่ 0702/6179 คือ ฐานภาษี VAT ของกิจการสปาและนวดคือมูลค่าเต็มของค่าบริการที่เก็บจากลูกค้า ไม่สามารถหักส่วนแบ่งรายได้ที่จ่ายให้หมอนวดออกจากฐานภาษีได้ แม้กิจการจะใช้ระบบแบ่งสัดส่วนรายได้กับหมอนวดก็ตาม เจ้าของกิจการจึงต้องระวังอย่าคำนวณ VAT จากเฉพาะส่วนที่กิจการรับไว้

สำหรับกิจการที่มีรายได้ยังไม่ถึง 1,800,000 บาท ไม่มีหน้าที่จด VAT แต่หากสมัครใจจดทะเบียน (ซึ่งไม่แนะนำหากไม่มีความจำเป็น) ก็สามารถทำได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังว่าหากมีสาขาหลายแห่ง ยอดรายได้ทุกสาขาต้องรวมกันเพื่อพิจารณาเกณฑ์ 1,800,000 บาท

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: จ่ายค่าจ้างหมอนวดอย่างไรถึงถูกต้อง

ภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าจ้างหมอนวดขึ้นอยู่กับรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างกิจการกับหมอนวด ซึ่งแบ่งออกเป็นสองกรณีหลัก

  • หมอนวดที่เป็นลูกจ้างประจำ (พนักงาน): รายได้ค่าจ้างเงินเดือนถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร กิจการในฐานะนายจ้างต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้าของบุคคลธรรมดา และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบอินเทอร์เน็ต) พร้อมยื่นสรุปรายปีด้วยแบบ ภ.ง.ด.1ก
  • หมอนวดที่รับจ้างอิสระ (ฟรีแลนซ์): หากเป็นการว่าจ้างบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างประจำ ค่าจ้างนวดมักจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) (ค่าจ้างแรงงาน) หรือมาตรา 40(6) (วิชาชีพอิสระ) ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและข้อตกลง กิจการต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป อัตราหักปกติสำหรับเงินได้ประเภทนี้อยู่ที่ 3% แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดประเภทเงินได้ที่ถูกต้องในแต่ละกรณี

ข้อควรระวัง: หากกิจการจ่ายเงินในรูปแบบ "แบ่งรายได้" โดยไม่มีสัญญาจ้างชัดเจน กรมสรรพากรอาจพิจารณาว่าเป็นความสัมพันธ์ผู้รับจ้างอิสระ ซึ่งกิจการยังคงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย การไม่หักและไม่นำส่งภาษีมีโทษทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ ดังนั้นจึงควรกำหนดโครงสร้างสัญญาจ้างหมอนวดให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น สำนักงานบัญชีสามารถช่วยออกแบบโครงสร้างนี้ได้ — อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับรับทำบัญชีรายเดือนสำหรับธุรกิจสปา

สำหรับกิจการที่จ่ายค่าจ้างให้นิติบุคคลอื่น เช่น บริษัทจัดหาพนักงานนวด ต้องใช้แบบ ภ.ง.ด.53 แทน

โครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับกิจการสปา

กิจการสปาที่จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ที่ต้องวางแผนให้ดีตั้งแต่เริ่มกิจการ (ข้อมูล ณ ปี 2569)

  • SME ที่ผ่านเกณฑ์: ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ≤ 5,000,000 บาท และรายได้ ≤ 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี ใช้อัตราก้าวหน้า: กำไรสุทธิ 0–300,000 บาท ยกเว้น 0% / กำไรสุทธิ 300,001–3,000,000 บาท 15% / กำไรสุทธิเกิน 3,000,000 บาท 20%
  • บริษัทที่ไม่ผ่านเกณฑ์ SME: อัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิ

กิจการสปาที่มีรายได้ปานกลางมักอยู่ในกลุ่ม SME และได้ประโยชน์จากอัตราก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น หากกิจการมีกำไรสุทธิ 1,000,000 บาท จะเสีย CIT เพียง 105,000 บาท [(300,000 × 0%) + (700,000 × 15%)] เมื่อเทียบกับ 200,000 บาท หากคำนวณด้วยอัตรา 20% ทั้งหมด

กิจการยังต้องยื่นภาษีกลางปีด้วยแบบ ภ.ง.ด.51 ภายในเดือนสิงหาคม (ภายใน 2 เดือนนับจากวันสิ้นสุดครึ่งรอบบัญชีแรก) โดยประมาณการจากกำไรสุทธิครึ่งปีแรกคูณสอง หรือใช้วิธีประมาณการกำไรทั้งปี หากประมาณการต่ำกว่าภาษีจริงเกิน 25% จะมีเงินเพิ่ม 20% ของส่วนที่ขาด

การวางแผนภาษีที่ดีตั้งแต่ต้นปีบัญชีช่วยหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้ ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจสปาเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมในทุกรอบบัญชี

รายได้ผสม: เมื่อกิจการมีทั้งบริการที่ยกเว้นและบริการที่ต้องเสีย VAT

กรณีที่ซับซ้อนที่สุดในธุรกิจนี้คือกิจการที่มีรายได้ "ผสม" เช่น คลินิกนวดแผนไทยที่ได้รับใบอนุญาตสถานพยาบาล (รายได้จากบริการรักษา = ยกเว้น VAT) แต่ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร น้ำมันนวด หรือให้บริการนวดเสริมความงามที่ไม่อยู่ในขอบเขตใบอนุญาตสถานพยาบาล (รายได้ส่วนนี้ = ไม่ยกเว้น VAT)

ในกรณีเช่นนี้ กิจการต้องแยกบัญชีรายได้สองส่วนออกจากกันอย่างชัดเจน และหากรายได้ส่วนที่ไม่ยกเว้นเกิน 1,800,000 บาท ก็ต้องจด VAT และยื่น ภ.พ.30 สำหรับรายได้ส่วนนั้น ในขณะที่ภาษีซื้อ (input tax) ที่เกิดจากต้นทุนร่วม เช่น ค่าสาธารณูปโภคหรือค่าเช่าสถานที่ ต้องปันส่วนตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ไม่สามารถนำมาหักทั้งหมดได้

แม้แต่กิจการที่ได้รับยกเว้น VAT ทั้งหมด ก็ยังมีหน้าที่ ทำบัญชีและยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามปกติ การยกเว้น VAT ไม่ได้หมายความว่าปลอดภาษีทุกชนิด กิจการจึงต้องมีระบบบัญชีที่ถูกต้องเพื่อรองรับการตรวจสอบของกรมสรรพากร

สรุปข้อปฏิบัติที่ต้องทำสำหรับเจ้าของกิจการสปาและนวด

เพื่อให้กิจการสปาและนวดแผนไทยดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายภาษี ควรตรวจสอบและดำเนินการดังนี้

  • ตรวจสอบสถานะใบอนุญาต: ระบุให้ชัดว่ากิจการมีใบอนุญาตสถานพยาบาลจาก สบส. หรือไม่ เพราะนี่คือจุดแยกหลักระหว่างกิจการที่ยกเว้น VAT กับที่ต้องเสีย VAT
  • ติดตามยอดรายได้รายปี: กิจการสปาที่ไม่มีใบอนุญาตสถานพยาบาลต้องติดตามรายได้ให้ใกล้ชิด และเตรียมจด VAT เมื่อรายได้เข้าใกล้ 1,800,000 บาทต่อปี
  • วางโครงสร้างสัญญาหมอนวด: กำหนดให้ชัดว่าหมอนวดเป็นลูกจ้าง (ภ.ง.ด.1) หรือผู้รับจ้างอิสระ (ภ.ง.ด.3) เพื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ถูกต้อง
  • แยกบัญชีรายได้: หากมีรายได้ทั้งส่วนที่ยกเว้นและไม่ยกเว้น VAT ต้องแยกบัญชีให้ชัดเจนเพื่อคำนวณภาษีซื้อที่นำมาหักได้อย่างถูกต้อง
  • ยื่น ภ.ง.ด.51 กลางปี: อย่าลืมยื่นภาษีกลางปีภายในกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงเงินเพิ่ม 20%
  • เก็บเอกสารให้ครบถ้วน: ใบเสร็จรับเงิน สัญญาจ้าง และบันทึกการจ่ายเงินทุกรายการ เป็นหลักฐานสำคัญหากถูกตรวจสอบ

ภาษีธุรกิจสปามีรายละเอียดและเงื่อนไขที่แตกต่างกันตามรูปแบบกิจการ ขอแนะนำให้ปรึกษาสำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจสุขภาพและความงามเพื่อวางระบบบัญชีและภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่แรก

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจสปาและนวดแผนไทยมาตรฐาน: สิทธิยกเว้น VAT สถานพยาบาล เทียบกับสปาเพื่อความงาม ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ร้านนวดแผนไทยที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT ทุกกรณีหรือไม่

ขึ้นอยู่กับว่ากิจการมีใบอนุญาตสถานพยาบาลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) หรือไม่ หากมีใบอนุญาตสถานพยาบาลและให้บริการรักษาพยาบาล รายได้ส่วนนั้นได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่มีเพดานรายได้ แต่หากเป็นร้านนวดทั่วไปที่ไม่มีใบอนุญาตสถานพยาบาล รายได้เกิน 1,800,000 บาทต่อปีต้องจด VAT และเสียภาษีในอัตรา 7% (ข้อมูล ณ ปี 2569) ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรเสมอ

จ่ายค่าจ้างหมอนวดแบบแบ่งสัดส่วนรายได้ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือเปล่า

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ว่าจะใช้รูปแบบใดก็ตาม หากหมอนวดเป็นลูกจ้างประจำ ให้หักตามอัตราก้าวหน้าบุคคลธรรมดาและนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1 หากเป็นผู้รับจ้างอิสระที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง ให้หักและนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 นอกจากนี้กรมสรรพากรได้วินิจฉัยไว้ว่าฐาน VAT ของกิจการคือมูลค่าเต็มของค่าบริการที่เก็บจากลูกค้า ไม่สามารถหักส่วนแบ่งที่จ่ายหมอนวดออกจากฐาน VAT ได้

สปาที่ได้รับยกเว้น VAT ยังต้องทำบัญชีและยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่

ต้องทำทุกประการ การยกเว้น VAT มีผลเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น ไม่ได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล กิจการยังต้องจัดทำบัญชี งบการเงิน ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ประจำปีและแบบ ภ.ง.ด.51 กลางปี รวมถึงหักภาษี ณ ที่จ่ายพนักงาน SME ที่มีทุนจดทะเบียน ≤ 5 ล้านบาท และรายได้ ≤ 30 ล้านบาทต่อปี จะเสีย CIT ในอัตรา 0/15/20% แบบก้าวหน้า (ข้อมูล ณ ปี 2569)