ร้านสักและเจาะร่างกายเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างมากในไทย แต่หลายเจ้าของร้านยังไม่ทราบว่าต้องขอใบอนุญาตสาธารณสุข จดทะเบียน VAT เมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ และบันทึกต้นทุนสีหมึก-เข็มอย่างถูกต้อง

กิจการร้านสักและเจาะร่างกายกับกฎหมายสาธารณสุข

ก่อนจะพูดถึงภาษี เจ้าของร้านสักและร้านเจาะร่างกายต้องเข้าใจให้ชัดว่ากิจการประเภทนี้ถูกจัดอยู่ใน กลุ่มกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 หมวดที่ว่าด้วยกิจการที่เกี่ยวกับการบริการ ซึ่งรวมถึงการสักผิวหนังและการเจาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย

การจัดประเภทนี้มีผลสำคัญทางปฏิบัติ คือเจ้าของร้านต้องขอ ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ร้านตั้งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานเขต เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล ก่อนเปิดดำเนินกิจการ โดยในแต่ละท้องถิ่นอาจมีข้อบัญญัติท้องถิ่นกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับการควบคุมกิจการสักโดยเฉพาะ

  • หน่วยงานออกใบอนุญาต: สำนักงานเขต/สำนักงานเทศบาล/อบต. ในพื้นที่ที่เปิดกิจการ
  • เอกสารหลักที่มักต้องใช้: แผนผังสถานที่ สำเนาโฉนดหรือสัญญาเช่า สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของกิจการ และหนังสือรับรองนิติบุคคล (กรณีจดเป็นบริษัท/ห้างหุ้นส่วน)
  • การต่ออายุ: ใบอนุญาตประเภทนี้มักมีอายุ 1 ปี ต้องต่ออายุทุกปีก่อนวันหมดอายุ ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับ อปท. ในพื้นที่โดยตรง
  • บทลงโทษ: ประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากใบอนุญาตจาก อปท. แล้ว หากร้านตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ควรตรวจสอบเพิ่มเติมกับสำนักงานเขตที่รับผิดชอบ เนื่องจาก กทม. มีระเบียบปฏิบัติที่อาจแตกต่างจากต่างจังหวัดในรายละเอียด

รายได้จากค่าบริการสัก: VAT และเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียน

รายได้หลักของร้านสักและร้านเจาะร่างกายคือ ค่าบริการ ซึ่งถือเป็นรายได้จากการให้บริการที่อยู่ในขอบข่ายของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามประมวลรัษฎากร

กฎเกณฑ์ที่เจ้าของร้านต้องรู้มีดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569):

  • เกณฑ์จดทะเบียน VAT: เมื่อรายได้จากค่าบริการสักและเจาะร่างกายรวมกันเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ผู้ประกอบการต้องยื่นขอจดทะเบียน VAT ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (ทั่วไปอ้างอิง 30 วันนับแต่วันที่รายได้เกินเกณฑ์)
  • อัตราภาษี VAT: ปัจจุบัน 7% (รวมภาษีส่วนท้องถิ่น) ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2569 — อัตรา 7% เป็นอัตราที่ลดลงจากอัตราตามกฎหมาย 10% และต้องต่ออายุเป็นรายปี ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรเสมอ
  • ฐานภาษี: คิด VAT บนมูลค่าค่าบริการทั้งหมดที่เรียกเก็บจากลูกค้า รวมถึงค่าออกแบบลาย ค่าวัสดุ และค่าแรงช่าง ที่รวมอยู่ในราคาเดียวกัน
  • การออกใบกำกับภาษี: ผู้ประกอบการที่จด VAT แล้วต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าทุกครั้งที่มีการให้บริการ

ร้านสักที่ยังไม่ถึงเกณฑ์จด VAT สามารถดำเนินกิจการได้ในฐานะผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้น แต่ต้องติดตามรายได้อย่างใกล้ชิด หากรายได้ใกล้เคียง 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อวางแผนล่วงหน้า ดูบริการรับทำบัญชีรายเดือนเพื่อให้มีระบบติดตามรายได้อย่างถูกต้อง

การบันทึกต้นทุนวัสดุสิ้นเปลือง: สีหมึก เข็ม และอุปกรณ์ป้องกัน

ต้นทุนวัสดุสิ้นเปลืองถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สำคัญของร้านสักและเจาะร่างกาย และหากบันทึกอย่างถูกต้องจะช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ประเภทวัสดุสิ้นเปลืองในธุรกิจร้านสัก

  • สีหมึกสัก (Tattoo Ink): บันทึกเป็นต้นทุนวัสดุสิ้นเปลือง ควรมีใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีจากผู้จำหน่ายทุกครั้ง โดยเฉพาะสีหมึกนำเข้าจากต่างประเทศที่มีต้นทุนสูง
  • เข็มสัก (Tattoo Needles/Cartridges): เป็นวัสดุที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่ซื้อหรืองวดที่ใช้ขึ้นอยู่กับนโยบายบัญชีของกิจการ
  • อุปกรณ์ป้องกันและสุขอนามัย: ถุงมือยาง ผ้ากอซ น้ำยาทำความสะอาด พลาสติกหุ้มอุปกรณ์ และสเปรย์ฆ่าเชื้อ บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายสาธารณสุขและความปลอดภัย
  • กระดาษลอกลาย (Transfer Paper/Stencil): วัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในการถ่ายลายก่อนลงหมึก
  • ครีมทาแผล ผลิตภัณฑ์ดูแลหลังสัก: ที่จำหน่ายแยกให้ลูกค้าถือเป็นรายได้จากการขายสินค้า (ไม่ใช่บริการ) ต้องแยกบัญชีรายได้ออกจากค่าบริการสัก

แนวทางบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง

การบันทึกต้นทุนวัสดุสิ้นเปลืองให้ถูกต้องต้องคำนึงถึงประเด็นสำคัญดังนี้:

  • เก็บเอกสารหลักฐานครบถ้วน: ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินจากซัพพลายเออร์ทุกใบ ระบุชื่อสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย และวันที่ซื้อ
  • แยกระหว่างค่าใช้จ่ายและสินทรัพย์ถาวร: เครื่องสักไฟฟ้า (Tattoo Machine) และเครื่องสักโรตารี่ที่มีมูลค่าสูงและใช้งานได้หลายปีถือเป็น สินทรัพย์ถาวร ต้องหักค่าเสื่อมราคาตามอัตราที่กรมสรรพากรกำหนด ไม่ใช่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว
  • ระบบสต็อกวัสดุ: ร้านที่มีปริมาณงานสูงควรมีระบบควบคุมสต็อกสีหมึกและเข็ม เพื่อแสดงยอดคงเหลือต้นงวด-ปลายงวด และคำนวณต้นทุนที่ใช้จริงในแต่ละงวดได้อย่างแม่นยำ
  • VAT ซื้อ (Input Tax): หากร้านจด VAT แล้ว ภาษีซื้อจากการซื้อวัสดุสิ้นเปลืองที่ได้รับใบกำกับภาษีถูกต้องสามารถนำมาหักออกจากภาษีขาย (Output Tax) ได้ ทำให้ภาระ VAT ที่ต้องนำส่งจริงลดลง

การจ้างช่างสักอิสระ: หัก ณ ที่จ่ายและเอกสารที่ต้องมี

ร้านสักหลายแห่งใช้รูปแบบการจ้างช่างสักในลักษณะ อิสระ (Freelance) โดยจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายครั้งหรือแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) แทนการจ้างเป็นพนักงานประจำ รูปแบบนี้มีผลกระทบทางภาษีที่เจ้าของร้านต้องระมัดระวัง

การหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ้างช่างสักอิสระ

เมื่อกิจการ (ที่เป็นนิติบุคคล) จ่ายค่าจ้างให้ช่างสักในฐานะบุคคลธรรมดาอิสระ หน้าที่ของเจ้าของร้านคือ หักภาษี ณ ที่จ่าย ก่อนจ่ายเงิน โดยลักษณะของเงินได้จะกำหนดอัตราและแบบฟอร์ม:

  • กรณีค่าจ้างทำของ/บริการรายครั้ง (มาตรา 40(2) หรือ 40(6)): ค่าตอบแทนช่างสักอิสระที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง โดยทั่วไปอยู่ในกลุ่มเงินได้จากวิชาชีพอิสระหรือค่าจ้างทำของ อัตราหัก ณ ที่จ่ายสำหรับบริการทั่วไปอยู่ที่ 3% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.3
  • กรณีมีลักษณะเป็นเงินเดือน/ค่าจ้างประจำ (มาตรา 40(1)): หากความสัมพันธ์มีลักษณะเป็นนายจ้าง-ลูกจ้างแท้จริง ต้องคำนวณและหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้รับเงิน และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1

การจำแนกประเภทที่ผิดพลาดระหว่างเงินได้ประเภทต่าง ๆ อาจทำให้ถูกประเมินภาษีและเบี้ยปรับย้อนหลัง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านวางแผนภาษีเพื่อกำหนดโครงสร้างการจ้างงานให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

เอกสารที่เจ้าของร้านต้องจัดเก็บ

  • สัญญาจ้างช่างสักอิสระหรือข้อตกลงการแบ่งรายได้ ระบุเงื่อนไขชัดเจน
  • ใบรับเงิน/หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (หนังสือรับรองฯ ต้องออกทุกครั้งที่มีการหัก)
  • แบบ ภ.ง.ด.3 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) ที่ยื่นต่อกรมสรรพากรพร้อมหลักฐานการนำส่ง
  • บันทึกการจ่ายเงินรายครั้ง ระบุวันที่ จำนวนเงิน และชื่อผู้รับ

ภาษีเงินได้นิติบุคคล: SME ร้านสักจ่ายอัตราใด

ร้านสักที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จากกำไรสุทธิ โดยหากกิจการมีคุณสมบัติ SME ตามเกณฑ์กรมสรรพากร จะได้รับอัตราภาษีที่ผ่อนปรนกว่าบริษัทขนาดใหญ่ (ข้อมูล ณ ปี 2569):

  • คุณสมบัติ SME ที่ต้องมีครบทั้งสองเงื่อนไข: ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี และ รายได้จากการขายสินค้าและบริการรวมกันไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี
  • กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท: อัตรา 0% (ยกเว้นภาษี)
  • กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: อัตรา 15%
  • กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%
  • กรณีไม่มีคุณสมบัติ SME หรือเกินเกณฑ์: อัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิทั้งหมด

อัตราเหล่านี้เป็น อัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได แต่ละอัตราใช้เฉพาะกับกำไรในช่วงนั้น ไม่ใช่กับกำไรสุทธิทั้งหมด ร้านสักที่กำไรสุทธิ 500,000 บาท จะเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 บาทในอัตรา 15% ซึ่งเท่ากับ 30,000 บาท ส่วนกำไร 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น

เจ้าของร้านสักที่ยังดำเนินกิจการในนามบุคคลธรรมดาต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) ตามอัตราก้าวหน้าสูงสุด 35% แทน การเลือกโครงสร้างนิติบุคคลที่เหมาะสมจึงมีผลต่อภาระภาษีอย่างมีนัยสำคัญ

การวางแผนภาษีและการจัดตั้งระบบบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ร้านสักและเจาะร่างกายที่ต้องการบริหารธุรกิจได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ควรจัดระบบบัญชีและภาษีให้ครบถ้วนตั้งแต่วันแรกที่เปิดกิจการ ไม่ใช่รอให้กรมสรรพากรตรวจสอบ

ประเด็นที่ต้องดำเนินการ

  • จดทะเบียนธุรกิจ: ตัดสินใจว่าจะดำเนินกิจการในนามบุคคลธรรมดาหรือจดเป็นนิติบุคคล หากเลือกจดบริษัท สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่บริการจดทะเบียนบริษัท
  • แยกบัญชีธุรกิจกับส่วนตัว: เปิดบัญชีธนาคารสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ รายรับจากค่าบริการสักและค่าใช้จ่ายทุกรายการต้องผ่านบัญชีนี้
  • ระบบบันทึกรายได้รายวัน: บันทึกรายรับจากค่าบริการสักและเจาะ ค่าขายผลิตภัณฑ์ดูแลแผล และรายรับอื่น แยกประเภทให้ชัดเจนทุกวัน
  • ติดตามรายได้สะสมเทียบเกณฑ์ VAT: หากรายได้ใกล้ 1,800,000 บาทต่อปี ต้องเตรียมยื่นจด VAT ก่อนรายได้เกินเกณฑ์
  • แบบ ภ.พ.30 รายเดือน: ผู้ประกอบการที่จด VAT ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 23 กรณียื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing)
  • ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) และสิ้นปี (ภ.ง.ด.50): นิติบุคคลต้องยื่นแบบและชำระภาษีครึ่งปีและสิ้นปีตามกำหนด พร้อมงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)

การจัดระบบบัญชีที่ดีไม่เพียงช่วยให้ยื่นภาษีได้ถูกต้อง แต่ยังช่วยให้เจ้าของร้านเห็นภาพรวมต้นทุนวัสดุสิ้นเปลือง ต้นทุนค่าจ้างช่าง และกำไรสุทธิที่แท้จริงของกิจการ เพื่อตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีข้อมูล หากต้องการระบบบัญชีที่ครบวงจรและถูกต้องตามมาตรฐาน สามารถศึกษาบริการของสำนักงานบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจบริการ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจร้านสักและเจาะร่างกาย: ใบอนุญาตสาธารณสุข รายได้บริการ VAT และต้นทุนวัสดุสิ้นเปลือง ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ร้านสักต้องจด VAT ไหม ถ้ารายได้ยังไม่ถึงล้านแปด

หากรายได้จากค่าบริการสักและเจาะร่างกายรวมกันยังไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ไม่มีหน้าที่จด VAT แต่ต้องติดตามรายได้สะสมอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อรายได้เกินเกณฑ์แล้วต้องยื่นจดทะเบียนทันทีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากฝ่าฝืนอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ข้อมูล ณ ปี 2569 อ้างอิงกรมสรรพากร

จ้างช่างสักอิสระมาทำงานในร้าน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร

กรณีกิจการที่เป็นนิติบุคคลจ่ายค่าตอบแทนให้ช่างสักในฐานะผู้รับจ้างอิสระ (บุคคลธรรมดา) ที่ไม่มีลักษณะนายจ้าง-ลูกจ้าง โดยทั่วไปต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป อย่างไรก็ตามหากความสัมพันธ์มีลักษณะเป็นลูกจ้างประจำ จะต้องหักตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและใช้แบบ ภ.ง.ด.1 แทน ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อจำแนกประเภทให้ถูกต้อง

ค่าสีหมึกและเข็มสักนำมาหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไหม

ได้ ค่าสีหมึกสักและเข็มสักที่ใช้ในการให้บริการถือเป็นต้นทุนวัสดุสิ้นเปลืองที่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ตามที่จ่ายจริง โดยต้องมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน ได้แก่ ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินจากผู้จำหน่าย ระบุชื่อสินค้า จำนวน และราคา ส่วนเครื่องสักที่มีมูลค่าสูงและใช้งานได้หลายปีถือเป็นสินทรัพย์ถาวรที่ต้องหักค่าเสื่อมราคา ไม่ใช่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที