ร้านกาแฟสดดูเหมือนธุรกิจเรียบง่าย แต่เมื่อรวมต้นทุนเมล็ดกาแฟ ค่าธรรมเนียม GP แพลตฟอร์มเดลิเวอรี และค่าสิทธิแฟรนไชส์เข้าด้วยกัน ภาระภาษีที่ซ่อนอยู่กลับซับซ้อนกว่าที่คิด

ร้านกาแฟสด: รูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกัน ภาษีก็แตกต่างกัน

ก่อนจะพูดถึงภาษี ต้องเข้าใจก่อนว่าร้านกาแฟสดในไทยมีอยู่สองรูปแบบหลักที่มีโครงสร้างภาษีต่างกันอย่างชัดเจน

  • แบรนด์ตัวเอง (Independent Café) — เจ้าของคิดเมนูเอง ซื้อเมล็ดกาแฟจากซัพพลายเออร์ที่เลือกเอง ไม่มีค่าสิทธิ ไม่มีค่า Royalty Fee รายได้ทั้งหมดเป็นของร้านโดยตรง
  • แฟรนไชส์ (Franchise Café) — ได้รับสิทธิ์ใช้แบรนด์ สูตรเครื่องดื่ม และระบบบริหารจากแฟรนไชส์ซอร์ โดยต้องจ่าย ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ครั้งแรก (Franchise Fee) และ ค่าสิทธิ์รายเดือน (Royalty Fee) บางรายอาจมีค่า GP (Gross Profit) จากยอดขายรายเดือนด้วย

ความแตกต่างนี้ส่งผลโดยตรงต่อภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และการบันทึกบัญชีต้นทุน เจ้าของร้านต้องแยกแยะให้ชัดตั้งแต่วันแรกที่เปิดกิจการ

VAT ร้านกาแฟ: เมื่อไรต้องจดทะเบียน และคำนวณอย่างไร

ร้านกาแฟที่จำหน่ายเครื่องดื่มและของกินให้ลูกค้าโดยตรงถือเป็นการขายสินค้าและให้บริการที่ต้องอยู่ในระบบ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อรายได้รวมต่อปีเกิน 1,800,000 บาท (ข้อมูล ณ ปี 2569 — rd.go.th)

เมื่อถึงเกณฑ์ดังกล่าว เจ้าของร้านต้องยื่นขอจดทะเบียน VAT ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด และต้องออก ใบกำกับภาษี ทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ รวมถึงยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็นรายเดือน

อัตรา VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% (รวมภาษีท้องถิ่นแล้ว) ซึ่งเป็นอัตราลดหย่อนตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 กันยายน 2569 ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรอีกครั้ง เนื่องจากอัตรา 7% ต้องได้รับการต่ออายุเป็นรายปี

สิ่งที่เจ้าของร้านกาแฟมักสับสนคือ ภาษีซื้อ (Input Tax) จากต้นทุนวัตถุดิบ เช่น เมล็ดกาแฟ นมสด น้ำตาล บรรจุภัณฑ์ สามารถนำมาหักออกจากภาษีขาย (Output Tax) ได้ แต่ต้องมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องจากซัพพลายเออร์เท่านั้น ซัพพลายเออร์รายย่อยที่ไม่อยู่ในระบบ VAT จะออกใบกำกับภาษีให้ไม่ได้ — นี่คือเหตุผลสำคัญที่ต้องเลือกซื้อวัตถุดิบจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้ว

ต้นทุนเมล็ดกาแฟและวัตถุดิบ: บันทึกบัญชีและภาษีอย่างถูกต้อง

ต้นทุนวัตถุดิบเป็นรายจ่ายที่ใหญ่ที่สุดของร้านกาแฟ การบันทึกบัญชีที่ถูกต้องมีผลโดยตรงต่อการคำนวณกำไรสุทธิและภาษีที่ต้องจ่าย

  • เมล็ดกาแฟ (นำเข้า) — หากสั่งซื้อเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศโดยตรง ต้องชำระอากรนำเข้าและ VAT นำเข้าตามพิกัดศุลกากรที่กำหนด รายการเหล่านี้ต้องบันทึกเป็นต้นทุนสินค้าและสามารถใช้เป็นรายจ่ายได้เต็มจำนวน
  • เมล็ดกาแฟ (ในประเทศ) — ซื้อจากผู้คั่วหรือผู้จัดจำหน่ายในประเทศ ให้ขอใบกำกับภาษีที่ถูกต้องทุกครั้งเพื่อใช้เป็นภาษีซื้อและรายจ่ายทางบัญชี
  • เครื่องมือและอุปกรณ์ — เครื่องชงกาแฟ เครื่องบดเมล็ดกาแฟ ตู้เย็น มูลค่าสูงต้องบันทึกเป็น สินทรัพย์ถาวร และตัดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ไม่สามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายทีเดียวในปีที่ซื้อได้ (เว้นแต่มูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่กิจการกำหนด)
  • ค่าเช่าพื้นที่และค่าตกแต่งร้าน — ค่าเช่าเป็นรายจ่ายประจำปีที่หักได้ทั้งจำนวน ส่วนค่าตกแต่งร้านหากมูลค่าสูงต้องตัดค่าเสื่อมราคาตามอายุสัญญาเช่าหรืออายุการใช้งาน

การมีระบบบัญชีที่ดีจะช่วยแยกแยะรายจ่ายที่หักได้กับที่หักไม่ได้ และทำให้รู้กำไรสุทธิที่แท้จริงก่อนยื่นภาษีเงินได้ หากต้องการระบบบัญชีที่จัดการต้นทุนได้อย่างครบถ้วน สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการรับทำบัญชีรายเดือน ที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจ SME โดยเฉพาะ

ค่า GP แพลตฟอร์ม Delivery: ภาระภาษีที่เจ้าของร้านต้องเข้าใจ

ร้านกาแฟหลายแห่งเข้าร่วมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี เช่น Grab Food, LINE MAN, Foodpanda โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้จะหัก ค่าธรรมเนียม GP (Gross Profit Fee) จากยอดขายของร้านโดยอัตโนมัติ

อัตรา GP ที่แพลตฟอร์มเดลิเวอรีในไทยเรียกเก็บโดยเฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ 30–35% ของยอดขาย (ยังไม่รวม VAT) ซึ่งหมายความว่า VAT อีก 7% จะถูกคำนวณและเรียกเก็บ จากค่า GP เท่านั้น ไม่ใช่จากยอดขายทั้งหมด

ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ: หากร้านกาแฟมียอดขายผ่านแพลตฟอร์ม 10,000 บาทในวันนั้น และแพลตฟอร์มเรียกเก็บ GP 30%

  • ค่า GP = 3,000 บาท
  • VAT บนค่า GP = 3,000 × 7% = 210 บาท
  • รายได้ที่ร้านได้รับจริง = 10,000 – 3,000 – 210 = 6,790 บาท

ใบกำกับภาษีที่ได้รับจากแพลตฟอร์ม (สำหรับค่า GP + VAT) สามารถนำมาใช้เป็น ภาษีซื้อ ในแบบ ภ.พ.30 ประจำเดือนได้ ทำให้ภาระ VAT โดยรวมลดลง เงื่อนไขคือร้านต้องจดทะเบียน VAT แล้วและต้องเก็บใบกำกับภาษีจากแพลตฟอร์มอย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ เมื่อแพลตฟอร์มเดลิเวอรี (ซึ่งเป็นนิติบุคคลในประเทศไทย) จ่ายเงินให้ร้านค้า ทางแพลตฟอร์มอาจมีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากค่าบริการตามมาตรา 3 เตรส ของประมวลรัษฎากร ร้านค้าควรตรวจสอบหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากแพลตฟอร์มทุกสิ้นปี เพื่อนำไปใช้เครดิตภาษีเงินได้ประจำปี

ร้านกาแฟแฟรนไชส์: ค่าสิทธิ์ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และ VAT ที่ซับซ้อนกว่า

สำหรับร้านกาแฟที่ดำเนินงานในรูปแบบแฟรนไชส์ จะมีค่าใช้จ่ายพิเศษที่ร้านแบรนด์ตัวเองไม่มี และแต่ละประเภทมีภาระภาษีแตกต่างกัน

ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ครั้งแรก (Franchise Fee / Initial Fee)

เป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายครั้งเดียวเพื่อซื้อสิทธิ์ดำเนินกิจการ บันทึกเป็น สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ในบัญชี และตัดจำหน่ายตามอายุสัญญาแฟรนไชส์ ไม่สามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายทีเดียวในปีที่จ่ายได้ทั้งหมด

ค่าสิทธิ์รายเดือน (Royalty Fee)

เป็นค่าใช้จ่ายประจำที่จ่ายให้แฟรนไชส์ซอร์ตามสัดส่วนยอดขายหรืออัตราคงที่ ถือเป็น ค่าสิทธิ์ตามมาตรา 40(3) ของประมวลรัษฎากร ซึ่งมีผลต่อภาษีหัก ณ ที่จ่ายดังนี้

  • แฟรนไชส์ซอร์เป็นบริษัทในประเทศไทย — ผู้จ่าย (แฟรนไชส์ซี) ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากค่า Royalty ทุกครั้งที่จ่าย และนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์) หากผู้จ่ายใช้ระบบ e-Withholding Tax อัตราลดเหลือ 1% (ท.ป.354/2566 ขยายถึง 31 ธ.ค. 2570)
  • แฟรนไชส์ซอร์เป็นบริษัทต่างประเทศ — อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าสิทธิ์ที่จ่ายไปต่างประเทศอาจแตกต่างไป ขึ้นอยู่กับอนุสัญญาภาษีซ้อน (Tax Treaty) ระหว่างไทยกับประเทศนั้น ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีก่อนทำสัญญา

VAT บนค่า Royalty Fee

ค่า Royalty ที่จ่ายให้แฟรนไชส์ซอร์ในประเทศก็ต้องมีการออกใบกำกับภาษี VAT 7% ด้วย แฟรนไชส์ซีสามารถใช้ใบกำกับภาษีดังกล่าวเป็นภาษีซื้อได้ในแบบ ภ.พ.30 (หากจดทะเบียน VAT แล้ว)

ความซับซ้อนของโครงสร้างภาษีแฟรนไชส์ทำให้การวางแผนภาษีตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญาแฟรนไชส์เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะโครงสร้างค่าใช้จ่ายแต่ละแบบส่งผลต่อกระแสเงินสดและภาระภาษีต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ภาษีเงินได้นิติบุคคล SME สำหรับร้านกาแฟ

ร้านกาแฟที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จากกำไรสุทธิ ซึ่งหมายความว่ารายจ่ายที่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจทั้งหมด เช่น ต้นทุนวัตถุดิบ เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่า ค่า GP แพลตฟอร์ม ค่า Royalty Fee ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ สามารถนำมาหักออกจากรายได้ก่อนคำนวณภาษีได้

สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นแบบขั้นบันได (ข้อมูล ณ ปี 2569)

  • กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท: ได้รับยกเว้น (0%)
  • กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: 15%
  • กำไรสุทธิเกิน 3,000,000 บาท: 20%

กิจการที่ไม่เป็น SME หรือปีใดที่รายได้หรือทุนเกินเกณฑ์ข้างต้น จะเสียภาษีในอัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิทั้งหมด (PwC Worldwide Tax Summaries — Thailand, ทบทวน ก.พ. 2569)

การยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลแบ่งเป็นสองรอบ คือ ยื่นกลางปี (ภ.ง.ด.51) ภายใน 2 เดือนนับจากวันครบรอบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี และยื่นประจำปี (ภ.ง.ด.50) ภายใน 150 วันหลังสิ้นสุดรอบบัญชี พร้อมงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)

หากยังไม่มีนิติบุคคล การจดทะเบียนบริษัทตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้วางแผนโครงสร้างต้นทุนและภาษีได้อย่างเป็นระบบมากกว่าการดำเนินงานในนามบุคคลธรรมดา

สรุปภาพรวมและข้อควรระวังสำคัญ

ร้านกาแฟที่เติบโตอย่างรวดเร็วมักพบปัญหาภาษีย้อนหลังจากสาเหตุเหล่านี้

  • ไม่จดทะเบียน VAT ทันเวลา — เมื่อยอดขายแตะ 1.8 ล้านบาทแล้ว กฎหมายกำหนดเวลายื่นจดทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนด หากช้ากว่านั้นอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ
  • ไม่มีใบกำกับภาษีจากซัพพลายเออร์ — ซื้อวัตถุดิบจากตลาดหรือผู้ค้ารายย่อยที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ทำให้ภาษีซื้อที่จะนำมาหักมีน้อย ภาระ VAT สุทธิจึงสูงขึ้น
  • ลืมยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่า Royalty — การไม่หักและนำส่งภาษีตามกฎหมายทำให้ผู้จ่ายต้องรับผิดชอบค่าภาษีที่ขาดพร้อมเบี้ยปรับ
  • บันทึกรายได้จากเดลิเวอรีไม่ครบ — รายได้จากทุกแพลตฟอร์มต้องรวมในการคำนวณเกณฑ์ VAT และภาษีเงินได้ แม้เงินจะโอนเข้าบัญชีช้ากว่าวันที่ขายจริง
  • ไม่ตัดค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์อย่างถูกต้อง — ทำให้กำไรในงบการเงินไม่สะท้อนความเป็นจริง และอาจถูกปฏิเสธรายจ่ายในการตรวจสอบบัญชี

การมีสำนักงานบัญชีที่เข้าใจธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มจะช่วยจัดการทุกปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ ดูรายละเอียดบริการได้ที่ สำนักงานบัญชี A Plus Me

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจร้านกาแฟสดแบรนด์ตัวเองและแฟรนไชส์: ต้นทุนเมล็ดกาแฟ ค่า GP แพลตฟอร์ม และ VAT ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ร้านกาแฟที่ขายผ่าน LINE MAN และ GrabFood ต้องยื่น VAT แยกต่างหากไหม

ไม่ต้องยื่นแยก รายได้จากทุกช่องทางขาย ทั้งหน้าร้าน LINE MAN GrabFood และ Foodpanda นับรวมกันเป็นรายได้เดียวเพื่อพิจารณาเกณฑ์จดทะเบียน VAT 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นรวมในแบบ ภ.พ.30 ฉบับเดียวทุกเดือน สิ่งสำคัญคือต้องเก็บใบกำกับภาษีค่า GP จากแต่ละแพลตฟอร์มเพื่อนำมาใช้เป็นภาษีซื้อด้วย

ค่า Royalty Fee ที่จ่ายให้แฟรนไชส์กาแฟ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร

หากแฟรนไชส์ซอร์เป็นนิติบุคคลในประเทศไทย ผู้จ่าย (แฟรนไชส์ซี) ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากค่า Royalty ทุกครั้งที่จ่าย และนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด.53 หากใช้ระบบ e-Withholding Tax อัตราลดเหลือ 1% ตามประกาศกรมสรรพากร ท.ป.354/2566 สำหรับแฟรนไชส์ต่างประเทศ อัตราอาจแตกต่างกันตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทำสัญญา

ร้านกาแฟที่เพิ่งเปิดและยังไม่มีกำไร ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไหม

ถ้าเป็นนิติบุคคล SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี กำไรสุทธิส่วนแรก 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี และหากยังขาดทุนอยู่ก็ไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องจ่าย อย่างไรก็ตาม ยังต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 ตามกำหนดทุกปี พร้อมส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ แม้จะไม่มีภาษีที่ต้องชำระ