ธุรกิจรีไซเคิลและกำจัดของเสียอุตสาหกรรมมีรายได้หลายกระแสพร้อมกัน ทั้งค่าบริการรับกำจัดและรายได้จากขายวัตถุดิบที่คัดแยกได้ ซึ่งแต่ละกระแสมีภาระภาษีที่ต้องจัดการแยกกันอย่างถูกต้อง
ภาพรวมธุรกิจและประเภทรายได้ที่ต้องแยกให้ออก
ธุรกิจในกลุ่มนี้มักมีรายได้อย่างน้อยสองกระแสในเวลาเดียวกัน ได้แก่ ค่าบริการรับกำจัดหรือบำบัดของเสีย (ลูกค้าโรงงานเป็นผู้จ่ายให้เรา เพราะต้องการกำจัดของเสียออกจากระบบ) และ รายได้จากการขายวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์รีไซเคิล (เราขายวัสดุที่คัดแยกได้ไปให้โรงงานหรือผู้ซื้อรายอื่น) การแยกสองกระแสนี้ออกจากกันอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้บันทึกบัญชี ออกใบกำกับภาษี และคำนวณภาษีได้ถูกต้อง
นอกจากนี้ บางบริษัทยังมีรายได้จาก ค่าขนส่งกากอุตสาหกรรม ที่เรียกเก็บแยกต่างหากจากค่าบริการกำจัด ซึ่งมีผลต่อประเภทภาษีที่ถูกหักและอัตราที่ใช้ด้วยเช่นกัน ผู้ประกอบการที่จัดการทั้งสามกระแสนี้จำเป็นต้องมีระบบบัญชีที่แยกศูนย์รายได้อย่างชัดเจน
ใบอนุญาตกรมโรงงานอุตสาหกรรม: ก่อนเริ่มต้องมีก่อน
ก่อนจะพูดถึงภาษี เรื่องที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนเปิดดำเนินการคือ ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานออกใบอนุญาต ธุรกิจในกลุ่มนี้มักเข้าข่ายโรงงานประเภทต่อไปนี้
- โรงงานประเภท 101 โรงงานปรับคุณภาพของเสียรวม (Central Waste Treatment Plant) รับบำบัดหรือกำจัดของเสียจากแหล่งกำเนิดหลายแห่ง
- โรงงานประเภท 105 โรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับการคัดแยก ฝังกลบ หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ซึ่งรวมถึงธุรกิจรีไซเคิลและคัดแยกวัสดุหลายประเภท
- โรงงานประเภท 106 โรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับการนำวัสดุที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) เช่น หลอมพลาสติก หลอมโลหะ เป็นต้น
การประกอบกิจการโดยไม่มีใบอนุญาต หรือดำเนินการนอกเหนือขอบเขตที่ระบุในใบอนุญาต มีโทษทางกฎหมายที่รุนแรง รวมถึงการสั่งหยุดประกอบกิจการ นอกจากนี้ ลูกค้าโรงงานที่จ้างเราเป็นผู้รับกำจัดของเสียก็มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องตรวจสอบว่าผู้รับจ้างมีใบอนุญาตถูกต้อง ดังนั้น ใบอนุญาตจึงเป็นทั้งข้อกำหนดทางกฎหมายและปัจจัยสำคัญในการได้มาซึ่งลูกค้ารายใหญ่
สำหรับของเสียอันตราย (Hazardous Waste) ที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ติดไฟ กัดกร่อน เป็นพิษ กรอ. มีหลักเกณฑ์การขออนุญาตเพิ่มเติมที่เข้มงวดกว่าของเสียทั่วไป และผู้ประกอบการต้องจัดทำรายงานการรับ-ส่งของเสียอันตรายผ่านระบบ Manifest ที่ กรอ. กำหนด
VAT สำหรับธุรกิจรีไซเคิลและกำจัดของเสีย: แยกสองกระแสรายได้
เมื่อรายได้รวมจากกิจการเกินกว่า 1,800,000 บาทต่อปี ผู้ประกอบการมีหน้าที่จดทะเบียน VAT กับกรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (ข้อมูล ณ ปี 2569)
เมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว รายได้หลักทั้งสองกระแสของธุรกิจนี้ล้วนอยู่ในระบบ VAT ปัจจุบันที่อัตรา 7% ดังนี้
- ค่าบริการรับกำจัดหรือบำบัดของเสียอุตสาหกรรม ถือเป็นการให้บริการตามประมวลรัษฎากร อยู่ในบังคับ VAT 7% ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อได้รับชำระค่าบริการหรือได้รับเงินล่วงหน้า
- รายได้จากการขายวัสดุรีไซเคิล เช่น เศษโลหะ พลาสติก กระดาษ แก้ว ที่คัดแยกได้จากกระบวนการ ถือเป็นการขายสินค้า อยู่ในบังคับ VAT 7% เช่นกัน ต้องออกใบกำกับภาษีขายในทุกครั้ง
ข้อควรระวัง: อัตรา VAT 7% เป็นอัตราที่ลดลงจากอัตราตามประมวลรัษฎากรที่ 10% โดยมีพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาเป็นรายครั้ง พระราชกฤษฎีกาฉบับปัจจุบัน (ฉบับที่ 799) กำหนดให้ใช้อัตรา 7% ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรเสมอ เนื่องจากอาจมีการต่ออายุหรือปรับเปลี่ยน
ในทางปฏิบัติ ธุรกิจที่รับทั้งค่ากำจัดและขายวัสดุรีไซเคิลควรออกใบกำกับภาษีแยกกันสำหรับแต่ละประเภทรายได้ เพื่อความชัดเจนในการตรวจสอบของสรรพากรและความสะดวกในการจัดทำรายงานภาษีซื้อ-ขายรายเดือน
สำหรับภาษีซื้อ (Input VAT) ผู้ประกอบการสามารถขอคืนหรือนำมาหักจากภาษีขายได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมันรถขนส่ง ค่าซ่อมเครื่องจักร อุปกรณ์คัดแยก หรือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในกระบวนการ โดยต้องได้รับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องจากผู้ขายหรือผู้ให้บริการในทุกกรณี
หากต้องการให้ทีมบัญชีมืออาชีพช่วยดูแลการจัดทำรายงาน VAT และภาษีซื้อ-ขายรายเดือน สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการรับทำบัญชีรายเดือน ของเรา
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: ค่าบริการกำจัดกับค่าขนส่งกาก แยกอัตราให้ถูก
ในธุรกิจนี้มักเกิดความสับสนเรื่องอัตราหัก ณ ที่จ่ายระหว่างสองรายการ ซึ่งหากแยกไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่การหักภาษีผิดและถูกประเมินเพิ่มภายหลัง
กรณีที่ 1: ค่าบริการรับกำจัด/บำบัดของเสีย (ค่าจ้างทำของ/ค่าบริการ)
เมื่อโรงงานลูกค้าจ่ายค่าบริการกำจัดของเสียให้บริษัทของเรา ถ้าผู้จ่ายเป็นนิติบุคคล จะต้องหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบอินเทอร์เน็ต) โดยทั่วไปใช้กับรายจ่ายตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อครั้ง
กรณีที่ 2: ค่าขนส่งกากอุตสาหกรรม
หากบริษัทรับทั้งงานขนส่งและงานกำจัด แต่มีการแยกสัญญาหรือแยกใบแจ้งหนี้ค่าขนส่งออกมาต่างหาก ค่าขนส่งดังกล่าวจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% (ประเภทค่าขนส่ง) ไม่ใช่ 3% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หากสัญญาหรือใบแจ้งหนี้รวมค่าขนส่งไว้ในค่าบริการกำจัดเป็นก้อนเดียว โดยไม่มีการแยกรายการออกอย่างชัดเจน สรรพากรอาจถือว่าทั้งหมดเป็นค่าบริการและหักที่อัตรา 3% กล่าวคือ การแยกสัญญาและแยกใบแจ้งหนี้มีผลต่ออัตราหัก ณ ที่จ่ายโดยตรง
บริษัทที่ให้บริการขนส่งกากอุตสาหกรรมในลักษณะรับจ้างขนส่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ทำการกำจัดหรือบำบัด จะถูกหักในฐานะธุรกิจขนส่งที่อัตรา 1% แต่ถ้าให้บริการครบวงจร (รับขน บำบัด กำจัด) ในราคาเดียวกัน ผู้จ่ายมักหักที่ 3% ในฐานะค่าจ้างทำของ ซึ่งเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่าสำหรับผู้จ่าย
สำหรับการขายเศษวัสดุรีไซเคิลระหว่างนิติบุคคล เช่น ขายเศษโลหะ เศษพลาสติก ให้กับโรงงานหลอม กรณีนี้มักไม่อยู่ในหมวดที่ผู้ซื้อต้องหัก ณ ที่จ่าย เพราะเป็นการซื้อขายสินค้า ไม่ใช่การจ้างทำงานหรือให้บริการ อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบลักษณะธุรกรรมเฉพาะกับนักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีที่มีประสบการณ์ด้านนี้
ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) และการวางแผนต้นทุน
ธุรกิจรีไซเคิลและกำจัดของเสียที่จัดตั้งในรูปบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ สำหรับ บริษัท SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี อัตราภาษีเป็นแบบขั้นบันไดดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569)
- กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท: ได้รับยกเว้น (0%)
- กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: 15%
- กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: 20%
บริษัทที่ไม่เข้าเกณฑ์ SME ไม่ว่าจะเพราะทุนเกินหรือรายได้เกิน จะเสียภาษีในอัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิทั้งก้อน
ในการคำนวณกำไรสุทธิ ธุรกิจกลุ่มนี้มีต้นทุนหลักที่สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ เช่น ค่าน้ำมันและซ่อมบำรุงรถขนส่ง ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรคัดแยก ค่าจ้างพนักงาน ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าน้ำ-ไฟฟ้าในโรงงาน ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และค่าที่ปรึกษา โดยแต่ละรายการต้องมีเอกสารหลักฐานที่ถูกต้องและเชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างชัดเจน
ประเด็นที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ ต้นทุนค่าจัดการกากอุตสาหกรรมที่เราจ่ายต่อให้ผู้รับกำจัดรายอื่น (กรณีที่เราเป็นตัวกลาง) จะต้องมีหลักฐานการหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้อง มิฉะนั้นอาจถูกปฏิเสธการนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษี ดังนั้นการหัก ณ ที่จ่ายจึงไม่ใช่เพียงภาระที่ต้องทำ แต่ยังช่วยรับรองความถูกต้องของรายจ่ายด้วย
หากต้องการวางแผนโครงสร้างต้นทุนและภาษีอย่างรัดกุม ทีมของเราพร้อมให้คำปรึกษาผ่านบริการ วางแผนภาษีและที่ปรึกษาภาษี สำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ
การบันทึกบัญชีและต้นทุนขนส่งที่มักทำผิด
ธุรกิจรีไซเคิลและกำจัดของเสียอุตสาหกรรมมีลักษณะบัญชีที่ซับซ้อนกว่าธุรกิจทั่วไป เนื่องจากต้องแยกต้นทุนระหว่างกิจกรรมที่ให้บริการ (Cost of Service) และต้นทุนสินค้าที่ขาย (Cost of Goods Sold) ซึ่งมักปะปนกันในการดำเนินงานจริง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมีดังนี้
- รวมรายได้ค่าบริการกำจัดกับรายได้ขายวัสดุรีไซเคิลไว้บัญชีเดียวกัน ทำให้ไม่สามารถแสดงโครงสร้างรายได้ที่แท้จริงต่อผู้ตรวจสอบบัญชีและสรรพากรได้
- ค่าขนส่งกากอุตสาหกรรมถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไป แทนที่จะแยกเป็นต้นทุนบริการโดยตรง ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นบิดเบือนและยากต่อการวิเคราะห์ราคาบริการ
- ไม่บันทึกปริมาณน้ำหนักของเสียที่รับเข้า-ส่งออก ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ต้นทุนและปริมาณงานต่อสรรพากรและ กรอ.
- ใบกำกับภาษีสำหรับค่าบริการออกก่อนที่จะได้รับเงิน หรือออกหลังจากเวลาที่ควร ซึ่งอาจทำให้ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
- ภาษีซื้อจากค่าน้ำมันรถขนส่ง บางบริษัทลืมเก็บใบกำกับภาษีจากปั๊มน้ำมัน ทำให้สูญเสียสิทธิ์ขอคืนภาษีซื้อจำนวนมากทุกเดือน
การมีระบบบัญชีที่แยกรหัสต้นทุนอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงเมื่อถูกตรวจสอบและทำให้ใบงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรองมีความน่าเชื่อถือสูงกว่า สำหรับธุรกิจที่ต้องการทบทวนระบบบัญชีหรือเลือกสำนักงานบัญชีที่เชี่ยวชาญงานอุตสาหกรรม ดูรายละเอียดได้ที่ สำนักงานบัญชี A Plus Me
ประเด็นพิเศษ: ของเสียอันตรายและข้อกำหนดเพิ่มเติม
หากธุรกิจรับกำจัดของเสียอันตราย (Hazardous Industrial Waste) เช่น กากสารเคมี น้ำมันเครื่องใช้แล้ว ตะกอนจากการชุบโลหะ หรือภาชนะปนเปื้อนสารพิษ จะมีข้อกำหนดเพิ่มเติมที่แตกต่างจากของเสียทั่วไปในเรื่องต่อไปนี้
- ใบอนุญาตพิเศษจาก กรอ. การรับขน บำบัด หรือกำจัดของเสียอันตรายต้องได้รับอนุญาตเฉพาะจาก กรอ. ซึ่งมีเงื่อนไขเข้มข้นด้านอุปกรณ์ สถานที่ และความสามารถทางเทคนิค
- ระบบ Manifest ต้องจัดทำเอกสารกำกับการขนส่งของเสียอันตรายตามแบบที่ กรอ. กำหนด เพื่อติดตามเส้นทางของเสียตั้งแต่แหล่งกำเนิดจนถึงจุดกำจัดขั้นสุดท้าย
- ในทางภาษี ค่าบริการรับกำจัดของเสียอันตรายยังคงอยู่ในบังคับ VAT 7% เหมือนกัน ไม่มีอัตราพิเศษสำหรับของเสียอันตราย แต่ราคาค่าบริการมักสูงกว่าเนื่องจากต้นทุนการดำเนินการที่สูงกว่ามาก
- ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจัดทำรายงาน เช่น รายงานสิ่งแวดล้อม รายงานการจัดการของเสีย สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้หากเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินธุรกิจ
ผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณาขยายขอบเขตจากของเสียทั่วไปมาสู่ของเสียอันตราย ควรปรึกษาทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมและที่ปรึกษาภาษีไปพร้อมกัน เพราะต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างราคาบริการและความสามารถในการทำกำไร
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจรีไซเคิลและบริการกำจัดของเสียอุตสาหกรรม: ใบอนุญาตกรมโรงงาน VAT ค่าบริการ และต้นทุนขนส่ง ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ธุรกิจรับซื้อและขายเศษโลหะต้องเก็บ VAT ไหม ถ้ายังไม่ได้จดทะเบียน VAT
หากรายได้รวมจากการซื้อขายเศษโลหะหรือวัสดุรีไซเคิลไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ยังไม่มีหน้าที่จดทะเบียน VAT แต่เมื่อรายได้เกินเกณฑ์นี้แล้วต้องยื่นขอจดทะเบียนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากไม่จดทะเบียนทั้งที่เข้าเกณฑ์ มีความเสี่ยงถูกประเมินภาษี VAT ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ควรตรวจสอบรายได้สะสมทุกเดือนเพื่อไม่ให้พลาดเกณฑ์ (ข้อมูล ณ ปี 2569)
เมื่อโรงงานลูกค้าจ่ายค่าจ้างกำจัดของเสียให้เรา เขาต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไหร่
หากผู้จ่ายเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าบริการกำจัดของเสียตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อครั้ง ต้องหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้รับ แล้วนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ส่วนบริษัทรับกำจัดควรติดตามหนังสือรับรองการหักภาษีจากลูกค้าทุกรายเพื่อนำมาเครดิตภาษีปลายปี
ประกอบธุรกิจรับกำจัดกากอุตสาหกรรมโดยไม่มีใบอนุญาต กรอ. ได้ไหม
ไม่ได้ การรับกำจัด บำบัด หรือคัดแยกกากอุตสาหกรรมเป็นกิจการโรงงานตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ก่อนเริ่มดำเนินการ ประกอบกิจการโดยไม่มีใบอนุญาตมีโทษทั้งจำและปรับตามกฎหมาย นอกจากนี้โรงงานลูกค้าที่ต้องการว่าจ้างกำจัดของเสียก็มีหน้าที่ตรวจสอบใบอนุญาตผู้รับจ้างด้วย จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะประกอบธุรกิจนี้ได้จริงโดยไม่มีใบอนุญาต