ธุรกิจประมงและแปรรูปอาหารทะเลมีโครงสร้างภาษีซับซ้อนเป็นพิเศษ เพราะสินค้าชิ้นเดียวกันอาจยกเว้น VAT ในสภาพดิบ แต่ต้องเสีย VAT ทันทีที่ผ่านกระบวนการแปรรูป
ภาพรวมภาษีธุรกิจประมงและแปรรูปอาหารทะเล
ธุรกิจในกลุ่มนี้ครอบคลุมตั้งแต่ชาวประมงรายย่อย โรงงานแปรรูปขนาดกลาง ไปจนถึงผู้ส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งรายใหญ่ แต่ละขั้นตอนในห่วงโซ่อุปทานมีภาระภาษีที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)
จุดที่เจ้าของธุรกิจมักสับสนที่สุดคือเส้นแบ่งระหว่าง "สัตว์น้ำที่ยกเว้น VAT" กับ "สินค้าแปรรูปที่ต้องเสีย VAT" ซึ่งหากจัดประเภทผิดพลาดอาจนำไปสู่การยื่นภาษีไม่ครบถ้วนหรือการขอคืน VAT ที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ข้อมูลในบทความนี้อิงตามกฎหมายและประกาศที่บังคับใช้ ณ ปี 2569 ควรตรวจสอบอัตราและเงื่อนไขที่บังคับใช้จริง ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรเสมอ
VAT สัตว์น้ำ: เส้นแบ่งระหว่างยกเว้นและต้องเสีย
ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 กำหนดให้สินค้าเกษตรและสัตว์น้ำบางประเภทได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ตาม การยกเว้นนี้มีขอบเขตชัดเจนที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจให้ถูกต้อง
ประเภทสัตว์น้ำที่ยกเว้น VAT (มาตรา 81)
- สัตว์น้ำมีชีวิต เช่น ปลาเป็น กุ้งเป็น ปูเป็น หอยเป็น
- สัตว์น้ำไม่มีชีวิตที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น ปลาสด กุ้งสด ที่เพิ่งจับขึ้นมาหรือแช่เย็นเพื่อรักษาสภาพ
- เนื้อสัตว์น้ำสดหรือแช่เย็น แช่แข็ง ที่ยังไม่ผ่านการปรุงแต่งหรือเพิ่มคุณค่าด้วยสารเคมี เครื่องปรุง หรือกระบวนการอุตสาหกรรม
ประเภทสัตว์น้ำแปรรูปที่ต้องเสีย VAT 7%
- ปลาแห้ง กุ้งแห้ง ที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหารเพื่อเปลี่ยนสภาพ (เช่น การอบแห้ง การรมควัน)
- อาหารทะเลที่ผสมเครื่องปรุงรส เช่น กุ้งแช่แข็งปรุงรส ปลาหมักเกลือ
- อาหารกระป๋อง เช่น ทูน่ากระป๋อง ปลาซาร์ดีนกระป๋อง ไม่ว่าจะปิดผนึกหรือไม่ก็ตาม
- ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกรรมวิธีอุตสาหกรรม เช่น ลูกชิ้นปลา ทอดมันปลา เส้นปลา ปลาเส้น
- ซอสปลา น้ำปลา กะปิ และผลิตภัณฑ์หมักดอง
หลักง่าย ๆ ที่ใช้จำได้คือ: หากสัตว์น้ำยังคงสภาพธรรมชาติหรือเพียงแค่แช่เย็น/แช่แข็งเพื่อรักษาความสด ถือเป็นสินค้ายกเว้น VAT แต่ทันทีที่มีการ "เปลี่ยนสภาพ" หรือ "เพิ่มคุณค่า" ไม่ว่าจะโดยการตากแห้ง รมควัน ปรุงรส หมัก หรือบรรจุกระป๋อง สินค้านั้นจะกลายเป็นสินค้าที่ต้องเสีย VAT
ข้อควรระวังสำคัญ: VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 ซึ่งมีผลบังคับถึง 30 กันยายน 2569 อัตรานี้เป็นการลดจากอัตราตามกฎหมาย 10% และต้องต่ออายุทุกปีโดยพระราชกฤษฎีกา ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรก่อนเสมอ (ข้อมูล ณ ปี 2569)
เกณฑ์จดทะเบียน VAT และกรณีพิเศษของธุรกิจประมง
ผู้ประกอบการที่มีรายได้จากสินค้าหรือบริการที่ ต้องเสีย VAT เกิน 1,800,000 บาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียน VAT ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย (ข้อมูล ณ ปี 2569 — ยืนยันจาก rd.go.th)
สำหรับธุรกิจประมงที่ขายทั้งสัตว์น้ำดิบ (ยกเว้น VAT) และสินค้าแปรรูป (ต้องเสีย VAT) ต้องนับเฉพาะรายได้จากสินค้าแปรรูปเพื่อเทียบกับเกณฑ์ 1,800,000 บาท ไม่ใช่รวมยอดขายทุกประเภท อย่างไรก็ตาม หากจดทะเบียน VAT แล้ว การขายสินค้าที่ยกเว้น VAT จะเป็น "กิจการที่ไม่อยู่ในระบบ VAT" ซึ่งมีผลต่อการขอคืนภาษีซื้อ (Input VAT)
ปัญหาการขอคืน Input VAT ที่พบบ่อย: โรงงานแปรรูปที่ซื้อสัตว์น้ำดิบ (ยกเว้น VAT) มาใช้เป็นวัตถุดิบ จะไม่มี VAT ซื้อจากการซื้อวัตถุดิบดังกล่าว แต่อาจมี VAT ซื้อจากค่าบริการอื่น เช่น ค่าไฟฟ้าห้องเย็น ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าซ่อมเครื่องจักร ผู้ประกอบการต้องแบ่งแยก Input VAT ที่เกี่ยวข้องกับกิจการที่อยู่ในระบบ VAT และที่ไม่อยู่ในระบบ VAT ให้ถูกต้อง
หากต้องการคำแนะนำเรื่องจดทะเบียนบริษัทเพื่อประกอบธุรกิจประมงอย่างถูกต้อง สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการจดทะเบียนบริษัท ของเรา
การคุมสต๊อกวัตถุดิบ: น้ำหนักสด vs น้ำหนักแห้ง
หนึ่งในความท้าทายด้านบัญชีที่เฉพาะเจาะจงของธุรกิจแปรรูปอาหารทะเลคือ การสูญเสียน้ำหนักในกระบวนการผลิต สัตว์น้ำสดเมื่อผ่านกระบวนการต่าง ๆ จะมีน้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งต้องสะท้อนให้ถูกต้องในระบบสต๊อก
อัตราการสูญเสียน้ำหนักโดยทั่วไป (ใช้เป็นแนวทาง ไม่ใช่ตัวเลขที่กรมสรรพากรกำหนด):
- กุ้งสดเป็นกุ้งแช่แข็งปอกเปลือก: น้ำหนักลดประมาณ 30–50% ขึ้นกับขนาดและสายพันธุ์
- ปลาสดเป็นปลาแล่ไม่มีก้าง: น้ำหนักลดประมาณ 40–60% ขึ้นกับชนิดปลา
- ปลาสดเป็นปลาแห้ง: น้ำหนักลดประมาณ 60–75% เนื่องจากการระเหยของน้ำ
- กุ้งแช่แข็งเมื่อถาย (Thaw): อาจมีการสูญเสียน้ำประมาณ 5–15%
แนวทางการบันทึกบัญชีสต๊อกที่ถูกต้อง:
- บันทึกวัตถุดิบรับเข้าคลังตามน้ำหนักสดจริง พร้อมวันที่รับ ราคาต่อกิโลกรัม และล็อตสินค้า
- บันทึก ใบสั่งผลิต (Work Order) ที่ระบุน้ำหนักวัตถุดิบที่เบิกใช้ น้ำหนักสินค้าสำเร็จรูปที่ได้ และน้ำหนักที่สูญเสียในกระบวนการ (Yield Loss)
- กำหนด อัตราผลได้มาตรฐาน (Standard Yield Rate) สำหรับสินค้าแต่ละประเภท และตรวจสอบความคลาดเคลื่อนเป็นประจำ
- ของเสียหรือเศษที่เหลือจากกระบวนการผลิต (เช่น หัวปลา ก้างปลา กระดองกุ้ง) ต้องบันทึกแยกต่างหาก และหากนำไปขายต้องพิจารณา VAT ด้วย
ผลกระทบต่อภาษี: หากสต๊อกวัตถุดิบไม่ตรงกับบัญชีเนื่องจากการสูญเสียในกระบวนการที่ไม่ได้บันทึก อาจถูกมองว่าเป็น "สินค้าขาดบัญชี" ซึ่งกรมสรรพากรอาจประเมิน VAT บนมูลค่าส่วนที่ขาดได้ การมีเอกสารกระบวนการผลิตที่ครบถ้วนจึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญในการถูกตรวจสอบ
ต้นทุนห้องเย็น: การบันทึกและผลกระทบทางภาษี
ห้องเย็น (Cold Storage) เป็นต้นทุนหลักของธุรกิจประมงและแปรรูปอาหารทะเล ทั้งในรูปแบบที่ลงทุนเองหรือเช่าจากภายนอก การบันทึกต้นทุนที่ถูกต้องมีผลโดยตรงต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล
กรณีลงทุนห้องเย็นเอง:
- ตัวอาคารห้องเย็น: เป็น สินทรัพย์ถาวร บันทึกราคาทุน รวมค่าก่อสร้าง ค่าวัสดุฉนวน และค่าติดตั้ง หักค่าเสื่อมราคาตามเกณฑ์กรมสรรพากร (อาคารถาวร อัตราไม่เกิน 5% ต่อปี)
- ระบบทำความเย็น (Compressor, Condenser, Evaporator): เป็นสินทรัพย์ถาวรประเภทเครื่องจักร หักค่าเสื่อมราคาตามเกณฑ์กรมสรรพากร (เครื่องจักรและอุปกรณ์ อัตราไม่เกิน 20% ต่อปี)
- ค่าซ่อมบำรุงประจำปี: บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น ส่วนการปรับปรุงที่เพิ่มอายุหรือประสิทธิภาพต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์
- ค่าไฟฟ้าห้องเย็น: เป็นต้นทุนการผลิตโดยตรง ต้องรวมในต้นทุนสินค้า ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร
กรณีเช่าห้องเย็น (Cold Storage Services):
- ค่าเช่าห้องเย็นรายเดือนหรือรายปีบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวด
- หากชำระให้นิติบุคคล ผู้จ่ายเงินต้องพิจารณาการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53) ในอัตราที่กำหนด ทั้งนี้อัตราขึ้นอยู่กับประเภทของบริการและลักษณะสัญญา ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
- ค่าเช่าที่จ่ายล่วงหน้า (Prepaid Rent) ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์และตัดจำหน่ายตามงวดบัญชี
ต้นทุนห้องเย็นกับการคำนวณต้นทุนสินค้า: สำหรับโรงงานแปรรูปที่มีห้องเย็นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิต ค่าใช้จ่ายห้องเย็นต้องถูกจัดสรรเป็น ต้นทุนโสหุ้ยการผลิต (Manufacturing Overhead) และรวมเข้าในต้นทุนสินค้าตาม TFRS for NPAEs อย่างเหมาะสม ไม่ใช่บันทึกทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายในงวด ซึ่งจะทำให้กำไรขั้นต้นบิดเบือน
หากต้องการให้ทีมบัญชีดูแลระบบบันทึกต้นทุนห้องเย็นและสต๊อกสินค้าให้ถูกต้อง ดูรายละเอียดที่ บริการรับทำบัญชีรายเดือน ของเรา ซึ่งมีประสบการณ์กับธุรกิจแปรรูปอาหาร
ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ประมงและแปรรูปอาหารทะเล
หากจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) ธุรกิจประมงและแปรรูปอาหารทะเลจะเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) บนกำไรสุทธิ โดยหากเข้าเงื่อนไข SME จะได้รับอัตราก้าวหน้าที่เป็นประโยชน์ (ข้อมูล ณ ปี 2569)
เงื่อนไข SME ต้องครบทั้ง 2 ข้อ ณ สิ้นรอบบัญชี:
- ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ไม่เกิน 5,000,000 บาท
- รายได้จากกิจการ ไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี
อัตราภาษีสำหรับ SME ที่ผ่านเกณฑ์:
- กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท: อัตรา 0% (ยกเว้น)
- กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: อัตรา 15%
- กำไรสุทธิเกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%
บริษัทที่ไม่เข้าเกณฑ์ SME หรือปีใดที่ฝ่าฝืนเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง จะเสียในอัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิทั้งหมด (ที่มา: PwC Worldwide Tax Summaries Thailand, ทบทวน ก.พ. 2569)
ประเด็นสำคัญสำหรับธุรกิจประมง: ต้นทุนการจับปลา ค่าเชื้อเพลิงเรือ ค่าเบี้ยเลี้ยงลูกเรือ เป็นค่าใช้จ่ายที่หักได้ทางภาษีหากมีหลักฐานเอกสารครบถ้วน แต่ค่าใช้จ่ายที่จ่ายโดยไม่มีใบเสร็จรับเงิน เช่น การซื้อสัตว์น้ำจากชาวประมงรายย่อย อาจเป็นประเด็นในการตรวจสอบของกรมสรรพากรได้ ควรจัดทำหลักฐานให้รัดกุม เช่น ใบรับซื้อที่มีชื่อ-ที่อยู่ผู้ขาย
สำหรับการวางแผนภาษีเพื่อลดภาระ CIT อย่างถูกกฎหมาย ดูรายละเอียดที่ บริการวางแผนภาษี ของเรา
ประเด็นภาษีอื่นที่ธุรกิจประมงต้องรู้
นอกจาก VAT และ CIT แล้ว ธุรกิจประมงและแปรรูปอาหารทะเลยังต้องให้ความสนใจกับประเด็นภาษีต่อไปนี้
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax): เมื่อชำระเงินให้บุคคลหรือนิติบุคคลในฐานะค่าบริการต่าง ๆ ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากรตามแบบ ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 ตามกรณี ตัวอย่างเช่น ค่าขนส่ง ค่าซ่อมแซมเครื่องจักร ค่าเช่าห้องเย็น ค่าบริการห้องแล็บตรวจสินค้า
อากรแสตมป์: สัญญาเช่าที่ดินสำหรับท่าเรือหรือโรงงาน สัญญากู้ยืมเงิน สัญญาจ้างแรงงาน อาจต้องเสียอากรแสตมป์ตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอากรแสตมป์
การส่งออกอาหารทะเล: การส่งออกอยู่ในอัตรา VAT 0% (ไม่ใช่ยกเว้น VAT) ความแตกต่างสำคัญคือ ผู้ส่งออกที่จด VAT สามารถขอคืน Input VAT ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตได้ จึงเป็นแรงจูงใจในการจดทะเบียน VAT แม้ยอดขายในประเทศจะยังไม่ถึงเกณฑ์ 1,800,000 บาท
ใบอนุญาตและค่าธรรมเนียม: ธุรกิจประมงต้องได้รับใบอนุญาตหลายประเภทจากกรมประมง ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายที่หักได้ทางภาษีในปีที่ชำระ
แรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมประมง: หากจ้างแรงงานต่างด้าวซึ่งพบได้บ่อยในอุตสาหกรรมนี้ นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน (ภ.ง.ด.1) ตามเกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าแรงงานมีใบอนุญาตทำงานถูกกฎหมาย
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจประมงและแปรรูปอาหารทะเล: สต๊อกวัตถุดิบ ยกเว้น VAT สินค้าเกษตร และต้นทุนห้องเย็น ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ขายกุ้งแช่แข็งต้องเสีย VAT ไหม
ขึ้นอยู่กับสภาพของกุ้ง หากเป็นกุ้งสดหรือกุ้งแช่เย็น/แช่แข็งที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งหรือเพิ่มคุณค่าใด ๆ ถือเป็นสัตว์น้ำในสภาพธรรมชาติที่ได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81 แห่งประมวลรัษฎากร แต่หากเป็นกุ้งที่ผ่านการปรุงรส มีการเคลือบสารหรือซอส หรือบรรจุในลักษณะที่เปลี่ยนสภาพเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป จะต้องเสีย VAT 7% (ณ ปี 2569) ควรตรวจสอบกับสรรพากรพื้นที่หากไม่แน่ใจในประเภทสินค้าของตน
โรงงานแปรรูปอาหารทะเลขาดทุนจากน้ำหนักสินค้าสูญหายระหว่างผลิต ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไหม
การสูญเสียน้ำหนักในกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นตามปกติ เช่น การระเหยของน้ำในการตากแห้ง การตัดแต่งเนื้อสัตว์ ถือเป็นต้นทุนการผลิตตามปกติที่รับรู้ได้ทางภาษี สิ่งสำคัญคือต้องมีเอกสารประกอบ ได้แก่ ใบสั่งผลิต บันทึกอัตราผลได้ (Yield Rate) และรายงานสต๊อกที่แสดงน้ำหนักรับเข้าและน้ำหนักสินค้าสำเร็จรูป หากสต๊อกขาดเกินกว่าอัตราปกติโดยไม่มีคำอธิบาย กรมสรรพากรอาจประเมินภาษีเพิ่มเติม ดังนั้นการมีระบบบันทึกที่ดีจึงสำคัญมาก
ธุรกิจประมงขนาดเล็กที่ขายให้โรงงาน ต้องจด VAT ไหม
หากขายเฉพาะสัตว์น้ำในสภาพดิบ (มีชีวิตหรือสด/แช่เย็น/แช่แข็งโดยไม่แปรรูป) ซึ่งเป็นสินค้ายกเว้น VAT ก็ไม่มีหน้าที่จด VAT โดยบังคับ ไม่ว่ายอดขายจะสูงเพียงใด เนื่องจากเกณฑ์ 1,800,000 บาทนับเฉพาะรายได้จากสินค้าหรือบริการที่ต้องเสีย VAT เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางรายเลือกจดทะเบียน VAT โดยสมัครใจหากมีแผนขยายไปสู่การแปรรูปในอนาคต ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อประเมินความเหมาะสม