ตัวแทนและนายหน้าประกันชีวิตที่เริ่มมีรายได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นค่าคอมมิชชั่นปีแรก ค่าต่ออายุ หรือ Overriding จากทีมงาน มักพบว่าโครงสร้างภาษีซับซ้อนกว่าที่คิด โดยเฉพาะเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายและการจำแนกเงินได้ที่ถูกต้อง

โครงสร้างรายได้ของตัวแทนและนายหน้าประกันชีวิต

ก่อนจะพูดถึงภาษี สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่ารายได้ของตัวแทนและนายหน้าประกันชีวิตในไทยแบ่งออกเป็นหลายกระแสที่มีลักษณะแตกต่างกัน และมีผลต่อการจำแนกประเภทเงินได้ตามประมวลรัษฎากร

  • ค่าคอมมิชชั่นปีแรก (First Year Commission — FYC): รายได้หลักที่ตัวแทนได้รับเมื่อขายกรมธรรม์ใหม่ได้สำเร็จ โดยคำนวณจากเบี้ยประกันปีแรก อัตราแตกต่างกันตามประเภทผลิตภัณฑ์และข้อตกลงกับบริษัทประกัน
  • ค่าคอมมิชชั่นต่ออายุ (Renewal Commission — RYC): รายได้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปีตราบเท่าที่ลูกค้าชำระเบี้ยประกัน โดยทั่วไปอัตราต่ำกว่า FYC แต่สะสมเป็นรายได้ประจำในระยะยาว
  • ค่า Overriding Commission (โอเวอร์ไรดิง): รายได้ที่ผู้จัดการทีมหรือผู้นำกลุ่มได้รับจากผลงานของตัวแทนในสังกัด คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากค่าคอมมิชชั่นของทีม ไม่ใช่จากการขายโดยตรงของตนเอง
  • โบนัสและรางวัลพิเศษ (Bonus & Incentives): รายได้เพิ่มเติมที่บริษัทประกันจ่ายเมื่อตัวแทนหรือทีมทำได้ตามเป้าหมาย เช่น โบนัสประจำปี ทริปท่องเที่ยว หรือรางวัลเป็นสิ่งของ

ความแตกต่างของรายได้แต่ละประเภทนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของจำนวนเงิน แต่ส่งผลโดยตรงต่อว่ารายได้จะถูกจัดอยู่ในมาตราใดของประมวลรัษฎากร ซึ่งมีผลต่อทั้งอัตราหักค่าใช้จ่ายและภาระภาษีที่แท้จริง

การจำแนกประเภทเงินได้ตามประมวลรัษฎากร: มาตรา 40(2) คือหัวใจสำคัญ

สำหรับตัวแทนและนายหน้าประกันชีวิตที่เป็นบุคคลธรรมดาและไม่ได้อยู่ในฐานะลูกจ้างประจำของบริษัทประกัน กรมสรรพากรได้วินิจฉัยผ่านคำสั่งและหนังสือตอบข้อหารือ (เช่น หนังสือที่ 0706/6632) ว่าค่าคอมมิชชั่นที่ได้รับจากบริษัทประกันภัยโดยทั่วไปจัดเป็น เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) ของประมวลรัษฎากร ซึ่งครอบคลุมเงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงาน ค่าธรรมเนียม ค่าส่วนลด ค่านายหน้า และผลประโยชน์ที่ได้รับจากการประกอบวิชาชีพในลักษณะที่มีสัญญาต่างตอบแทนโดยไม่มีนิติสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง

อย่างไรก็ตาม มีข้อพิจารณาสำคัญดังนี้

  • หากตัวแทนดำเนินธุรกิจในลักษณะที่มีสำนักงาน มีพนักงาน มีรายจ่ายจริงในเชิงพาณิชย์ชัดเจน และได้รับหนังสือรับรองจากบริษัทประกันว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจอิสระ รายได้อาจจัดได้ว่าเป็น มาตรา 40(8) (รายได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ หรือการอื่น) ซึ่งเปิดโอกาสให้หักค่าใช้จ่ายจริงได้
  • ค่า Overriding Commission ที่ผู้จัดการทีมได้รับก็ตกอยู่ในหมวดเดียวกัน คือ 40(2) หรือ 40(8) ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของการประกอบธุรกิจ
  • โบนัสและสิ่งของที่ได้รับเป็นรางวัล ให้รวมคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินในปีที่ได้รับ โดยประเมินมูลค่าตามราคาตลาด

การจำแนกประเภทที่ถูกต้องเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง เพราะมันกำหนดทั้งอัตราหักค่าใช้จ่าย สิทธิ์ลดหย่อน และอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทประกันจะต้องหักจากรายได้ที่จ่ายให้ท่าน หากท่านไม่แน่ใจว่ารายได้ของตนควรจัดอยู่ในมาตราใด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนยื่น

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: อัตราและแบบฟอร์มที่ต้องรู้

เมื่อบริษัทประกันชีวิต (ซึ่งเป็นนิติบุคคล) จ่ายค่าคอมมิชชั่นหรือ Overriding ให้ตัวแทนหรือนายหน้า หน้าที่หัก ณ ที่จ่ายจะแตกต่างกันตามสถานะของผู้รับเงิน

กรณีผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา — แบบ ภ.ง.ด.3

เมื่อบริษัทประกัน (นิติบุคคล) จ่ายค่าคอมมิชชั่นให้ตัวแทนที่เป็นบุคคลธรรมดา บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งด้วย แบบ ภ.ง.ด.3 โดยมีกำหนดส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร)

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับรายได้มาตรา 40(2) ที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาโดยนิติบุคคลนั้น ตามหลักการให้ใช้อัตราก้าวหน้าโดยคำนวณจากเงินได้ทั้งปี อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติสำหรับผู้รับที่มิใช่พนักงานประจำ บริษัทประกันมักหัก ณ ที่จ่ายในอัตราคงที่ ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ 5% ของรายได้ที่จ่าย ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดสำหรับเงินได้ประเภทนี้ ผู้รับเงินต้องนำภาษีที่ถูกหักไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปี เพื่อชำระส่วนต่างหรือขอคืนภาษี

สำคัญ: หากตัวแทนเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร (อยู่ในไทยไม่ครบ 180 วันในปีภาษี) อัตราหัก ณ ที่จ่ายเปลี่ยนเป็น 15% ควรตรวจสอบสถานะถิ่นที่อยู่ให้ชัดเจน

กรณีผู้รับเป็นนิติบุคคล — แบบ ภ.ง.ด.53

หากบริษัทประกันจ่ายค่าคอมมิชชั่นหรือค่า Overriding ให้บริษัทนายหน้าประกันภัย (นิติบุคคล) ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในกำหนดเดียวกัน

สิ่งที่ตัวแทนหรือนายหน้ามักสับสน

  • ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปนั้น ไม่ใช่ภาษีสุดท้าย — เป็นเพียงเงินทดรองจ่ายให้กรมสรรพากรล่วงหน้า ต้องนำไปรวมคำนวณในแบบ ภ.ง.ด.90 ปลายปี
  • หาก บ.ประกันลืมหักหรือหักไม่ครบ ตัวแทนก็ยังคงมีหน้าที่เสียภาษีเต็มจำนวน ความรับผิดตกอยู่ที่ผู้รับเงินในท้ายที่สุด
  • ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้วสามารถนำมาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระในปีนั้น หากจ่ายเกินมาก กรมสรรพากรจะคืนภาษีให้

สิทธิ์หักค่าใช้จ่าย: กุญแจที่ช่วยลดภาระภาษีได้จริง

ข้อได้เปรียบสำคัญของการเป็นตัวแทนและนายหน้าประกันชีวิตที่มีรายได้ประเภท 40(2) คือสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาที่ค่อนข้างสูงตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด (ข้อมูล ณ ปี 2569)

  • เงินได้มาตรา 40(2): หักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
  • เงินได้มาตรา 40(8): หากรายได้จัดอยู่ในประเภทนี้ สามารถหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ หรือหักเหมา 60% ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ซึ่งอาจให้ประโยชน์มากกว่า 40(2) หากมีรายจ่ายจริงสูง

สำหรับตัวแทนที่ต้องการสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายจริง กรมสรรพากรได้วินิจฉัยไว้ว่าต้องแสดงหลักฐานชัดเจนว่าตนดำเนินธุรกิจจริงในเชิงพาณิชย์ เช่น มีสำนักงาน มีพนักงาน มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และมีหนังสือรับรองสถานะจากบริษัทประกัน การพิสูจน์สถานะนี้ต้องการเอกสารประกอบที่รัดกุม และหากทำไม่ครบถ้วน กรมสรรพากรจะจัดรายได้กลับไปอยู่ใน 40(2) พร้อมปฏิเสธสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายจริง

นอกจากค่าใช้จ่ายแล้ว อย่าลืมใช้สิทธิ์ลดหย่อนส่วนตัวที่กฎหมายให้ไว้ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนคู่สมรส บุตร บิดามารดา เบี้ยประกันชีวิต และกองทุนต่าง ๆ เพื่อให้การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปีมีประสิทธิภาพสูงสุด หากต้องการวางแผนภาษีให้เหมาะกับสถานการณ์จริงของคุณ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนภาษีจะช่วยให้เห็นภาพรวมและประหยัดภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

VAT สำหรับตัวแทนและนายหน้าประกันชีวิต

เรื่อง VAT สำหรับธุรกิจนี้มีความละเอียดอ่อนที่ต้องระวัง

บริษัทประกันชีวิตและประกันวินาศภัย ได้รับยกเว้น VAT สำหรับรายได้จากเบี้ยประกันตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากบริการประกันภัยจัดอยู่ในประเภทที่ได้รับยกเว้น ดังนั้นบริษัทประกันจึงไม่ได้อยู่ในระบบ VAT สำหรับรายได้หลักของตน

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนและนายหน้าที่ดำเนินธุรกิจเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่ให้บริการเป็นนายหน้า มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาดังนี้

  • หากรายได้รวมจากการให้บริการทุกประเภท ไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี จะยังไม่มีหน้าที่จดทะเบียน VAT (ข้อมูล ณ ปี 2569 — กรมสรรพากร)
  • หากรายได้เกินเกณฑ์ดังกล่าว มีหน้าที่ยื่นขอจดทะเบียนภายในกำหนด โดย VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% ซึ่งเป็นอัตราลดตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรอีกครั้ง เนื่องจากต้องต่ออายุทุกปี
  • ประเด็นว่ารายได้ค่านายหน้าประกันภัยของตัวแทนจะได้รับยกเว้น VAT หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของสัญญาและข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี ควรหารือกับผู้เชี่ยวชาญหรือขอหนังสือตอบข้อหารือจากกรมสรรพากรหากยังไม่แน่ใจ

สรุปคือ ตัวแทนและนายหน้าประกันชีวิตส่วนใหญ่ที่ยังมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท ไม่มีภาระ VAT แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ต้องติดตามยอดรายได้สะสมอย่างสม่ำเสมอ

กรณีตัวแทนดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัท: ภาษีนิติบุคคลและการบัญชี

ตัวแทนและนายหน้าจำนวนมากเมื่อมีทีมงานและรายได้เติบโตถึงระดับหนึ่ง ตัดสินใจจดทะเบียนบริษัทเพื่อรับค่าคอมมิชชั่น Overriding และโบนัสในนามนิติบุคคลแทน ซึ่งมีข้อพิจารณาทางภาษีที่ต่างออกไป

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)

บริษัทนายหน้าประกันภัยที่จัดตั้งเป็นนิติบุคคล จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ หากเข้าเกณฑ์ SME คือมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันได (ข้อมูล ณ ปี 2569 — PwC Worldwide Tax Summaries, Thailand)

  • กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท: ยกเว้น (0%)
  • กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: 15%
  • กำไรสุทธิ ส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: 20%

หากไม่เข้าเกณฑ์ SME อัตราภาษีเป็น 20% แบบอัตราคงที่จากกำไรสุทธิทั้งหมด

หน้าที่บัญชีและการยื่นแบบ

บริษัทที่ดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันภัยในฐานะนิติบุคคลมีภาระสำคัญดังนี้

  • จัดทำบัญชีและงบการเงินตามมาตรฐาน TFRS for NPAEs (สำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ)
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 (ประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปี) ภายใน 2 เดือนนับจากวันครบ 6 เดือนของรอบบัญชี
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี) ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี
  • หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้ตัวแทนในสังกัด และนำส่งด้วย ภ.ง.ด.3 ทุกเดือน

การบริหารภาระทางบัญชีและภาษีทุกประเภทเหล่านี้พร้อมกันอาจเป็นเรื่องซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อมีทีมงานหลายสิบคน การใช้บริการรับทำบัญชีรายเดือนจากสำนักงานบัญชีที่เชี่ยวชาญจะช่วยให้ระบบเอกสารถูกต้อง ไม่พลาดกำหนดยื่นแบบ และลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีเพิ่มเติม

สิ่งที่ตัวแทนและนายหน้าควรทำเพื่อจัดการภาษีอย่างถูกต้อง

สรุปแนวปฏิบัติสำคัญที่ตัวแทนและนายหน้าประกันชีวิตควรดำเนินการตลอดทั้งปีภาษี

  • เก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกฉบับ: บริษัทประกันที่จ่ายค่าคอมมิชชั่นต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ทุกครั้ง เก็บรวบรวมไว้ใช้ยื่นแบบปลายปี
  • ติดตามยอดรายได้รวมสะสม: หากทุกกระแสรายได้รวมกันใกล้ 1,800,000 บาท ให้เตรียมยื่นขอจดทะเบียน VAT ก่อนที่จะเกินเกณฑ์
  • จำแนกรายได้แต่ละประเภทให้ถูกต้อง: อย่าเหมารวม FYC Renewal และ Overriding เข้าด้วยกันโดยไม่พิจารณา เพราะบางส่วนอาจต้องรายงานแยกในแบบภาษี
  • ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีด้วยแบบ ภ.ง.ด.90: ไม่ใช่ ภ.ง.ด.91 (ซึ่งใช้เฉพาะผู้ที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว) เพราะรายได้ค่าคอมมิชชั่นไม่ใช่รายได้มาตรา 40(1)
  • วางแผนภาษีกลางปี: โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้สูงและหลากหลายทาง ควรประมาณการภาระภาษีปลายปีและพิจารณาลงทุนในกองทุน RMF SSF หรือซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตเพิ่มเติมเพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนให้ครบก่อนสิ้นปี

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจนายหน้าและตัวแทนประกันชีวิต: ค่าคอมมิชชั่น Overriding โบนัส และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่า Overriding Commission ที่ได้จากทีมงาน ต้องเสียภาษีอย่างไร แตกต่างจากค่าคอมมิชชั่นปกติไหม?

ค่า Overriding Commission ที่ผู้จัดการทีมได้รับจากผลงานของตัวแทนในสังกัดนั้น โดยหลักการจัดเป็นเงินได้พึงประเมินในลักษณะเดียวกับค่าคอมมิชชั่นทั่วไป คือมาตรา 40(2) หรือ 40(8) ขึ้นอยู่กับลักษณะการดำเนินธุรกิจ บริษัทประกันมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายรายได้นี้เช่นกัน และผู้รับต้องนำรายได้ทั้งหมดรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปีด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 ไม่สามารถแยกออกไปเสียภาษีต่างหากได้

บริษัทประกันหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าคอมมิชชั่นผมแค่ 5% แต่ผมมีรายได้สูง ต้องจ่ายเพิ่มตอนปลายปีไหม?

ใช่ ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย 5% เป็นเพียงการจ่ายล่วงหน้า ไม่ใช่ภาษีสุดท้าย เมื่อถึงปลายปีคุณต้องนำรายได้ทั้งหมดมารวมคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้า (5-35%) ผ่านแบบ ภ.ง.ด.90 หากภาษีที่ต้องชำระจริงสูงกว่ายอดที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ คุณต้องชำระส่วนต่างเพิ่ม แต่หากถูกหักไว้เกินกว่าที่ควรจ่าย กรมสรรพากรจะคืนภาษีส่วนเกินให้

ถ้าเปิดบริษัทรับค่า Overriding จะได้ประโยชน์อะไรจากภาษีมากกว่าเป็นบุคคลธรรมดาไหม?

การรับรายได้ผ่านบริษัทแทนบุคคลธรรมดาอาจให้ประโยชน์ด้านภาษีในกรณีที่รายได้สูงพอสมควร เพราะบริษัท SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท จะเสียภาษีนิติบุคคลในอัตรา 0-15-20% จากกำไรสุทธิ ซึ่งอาจต่ำกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาสูงสุด 35% ของรายได้สูง อย่างไรก็ตาม การเปิดบริษัทมีต้นทุนค่าบัญชี ค่าจัดทำงบการเงิน และภาระการบริหารที่เพิ่มขึ้น ควรวิเคราะห์ตัวเลขจริงกับผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ