ธุรกิจ HR Outsource และจัดหาพนักงานชั่วคราวเผชิญกับภาระภาษีที่ซับซ้อนกว่าธุรกิจบริการทั่วไป เพราะเกี่ยวพันกับทั้ง VAT บนรายได้บริการ ประกันสังคมในฐานะนายจ้างตัวจริง และภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ผู้ว่าจ้างต้องหักจากค่าบริการที่จ่ายให้

ธุรกิจ HR Outsource คืออะไร และทำไมภาษีจึงซับซ้อนกว่าบริการทั่วไป

ธุรกิจ HR Outsource หรือบริการจัดหาพนักงานชั่วคราว คือการที่บริษัทผู้ให้บริการรับสรรหา จ้างงาน และบริหารพนักงาน แล้วส่งพนักงานเหล่านั้นไปปฏิบัติงาน ณ สถานที่ของบริษัทผู้ว่าจ้าง (Client) โดยที่ผู้ให้บริการ HR Outsource คือ นายจ้างตามกฎหมาย ไม่ใช่บริษัท Client

โครงสร้างนี้ทำให้ธุรกิจ HR Outsource มีภาระภาษีและกฎหมายหลายชั้นพร้อมกัน ได้แก่:

  • VAT บนรายได้ค่าบริการที่เรียกเก็บจาก Client
  • ประกันสังคม ในฐานะนายจ้างที่จ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้างให้พนักงานทุกคน
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่ Client มีหน้าที่หักจากค่าบริการก่อนจ่ายให้บริษัท HR Outsource
  • ภาษีเงินได้พนักงาน (ภ.ง.ด.1) ที่บริษัทในฐานะนายจ้างต้องหักและนำส่งทุกเดือน

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในธุรกิจนี้คือ "คิด VAT แค่บน Margin ก็พอ" ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายภาษีไทย และอาจนำไปสู่การประเมินภาษีย้อนหลัง เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มได้

ฐาน VAT สำหรับธุรกิจ HR Outsource: คิดบนค่าบริการทั้งหมด ไม่ใช่แค่ Margin

คำถามที่พบบ่อยที่สุดในธุรกิจนี้คือ: บริษัท HR Outsource ต้องออก VAT บนยอดอะไร? บนค่าแรงพนักงานที่เรียกเก็บจาก Client ทั้งหมด หรือแค่บน Margin (ส่วนต่างระหว่างที่เก็บ Client กับที่จ่ายให้พนักงานจริง)?

กรมสรรพากรได้วินิจฉัยเรื่องนี้ไว้แล้วในหนังสือตอบข้อหารือที่ 0811/พ.4331 โดยสรุปสาระสำคัญคือ สัญญาจัดส่งแรงงาน/พนักงาน Outsource ที่คิดค่าบริการเป็นรายคน-รายวัน แล้วนำเงินส่วนหนึ่งไปจ่ายเป็นค่าแรงพนักงาน ถือเป็น "การให้บริการ" ตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงานที่ได้รับยกเว้น VAT

ดังนั้น ฐาน VAT คือมูลค่าค่าบริการทั้งหมดที่เรียกเก็บจาก Client ซึ่งรวมทั้งส่วนที่เป็นค่าแรงพนักงาน (Labour Cost) และส่วนที่เป็น Management Fee หรือ Margin ของบริษัท

ตัวอย่างการคำนวณ VAT สำหรับธุรกิจ HR Outsource

สมมติบริษัท HR Outsource ส่งพนักงาน 10 คนให้ Client ในเดือนหนึ่ง คำนวณค่าบริการดังนี้:

  • ค่าแรงพนักงานที่จ่ายจริง (ฝั่งต้นทุน): 200,000 บาท
  • Management Fee / Margin ของบริษัท: 40,000 บาท
  • ค่าบริการรวมที่เรียกเก็บ Client: 240,000 บาท
  • VAT 7% คำนวณบน 240,000 บาท = 16,800 บาท
  • ยอดที่ Client ต้องจ่ายทั้งสิ้น: 256,800 บาท (ก่อนหัก ณ ที่จ่าย)

หากบริษัทคิด VAT เพียงบน Margin 40,000 บาท จะออก VAT แค่ 2,800 บาท ซึ่งต่ำกว่าที่ควรเป็นถึง 14,000 บาท และเสี่ยงต่อการถูกประเมินภาษีเพิ่ม

หมายเหตุสำคัญ: ปัจจุบัน VAT อยู่ที่ 7% (ข้อมูล ณ ปี 2569) ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 ซึ่งมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2569 อัตรา VAT นี้เป็นการลดจากอัตราตามกฎหมายที่ 10% และต้องต่ออายุทุกปี ผู้ประกอบการควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรอีกครั้ง

เกณฑ์การจดทะเบียน VAT

บริษัท HR Outsource ที่มีรายได้จากค่าบริการ (คำนวณบนยอดทั้งหมดตามที่อธิบายข้างต้น) เกิน 1,800,000 บาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่ส่งพนักงานแค่ไม่กี่คนก็อาจเกินเกณฑ์นี้ได้เร็วมาก เพราะฐานรายได้คิดบนค่าบริการทั้งหมด ไม่ใช่แค่ Margin

หากรายได้เกิน 1,800,000 บาทแล้วยังไม่ได้จดทะเบียน VAT จะมีความรับผิดในภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม การวางแผนและติดตามยอดรายได้สะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญตั้งแต่เริ่มธุรกิจ ปรึกษา สำนักงานบัญชีที่เชี่ยวชาญธุรกิจบริการ เพื่อติดตามและวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ประกันสังคม: บริษัท HR Outsource คือนายจ้างตัวจริง

ประเด็นสำคัญอีกข้อที่เจ้าของธุรกิจ HR Outsource ต้องเข้าใจให้ชัดคือ บริษัทคือนายจ้างตามกฎหมายของพนักงาน Outsource ทุกคน ไม่ใช่ Client ดังนั้นภาระนำส่งเงินสมทบประกันสังคมในส่วนของนายจ้างจึงตกอยู่ที่บริษัท HR Outsource ไม่ใช่ Client

อัตราเงินสมทบประกันสังคม (ข้อมูล ณ ปี 2568-2569)

  • ส่วนของนายจ้าง: 5% ของค่าจ้าง (ฐานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณ 15,000 บาท/เดือน ในปี 2568 ทำให้เงินสมทบสูงสุด 750 บาท/คน/เดือน)
  • ส่วนของลูกจ้าง: 5% ของค่าจ้าง (บริษัทหักจากเงินเดือนพนักงานแล้วนำส่งแทน)
  • ส่วนรัฐบาล: 2.75% ของค่าจ้าง

ตัวอย่าง: หากพนักงานได้รับเงินเดือน 15,000 บาท บริษัท HR Outsource ในฐานะนายจ้างต้องออกเงินสมทบ 750 บาทต่อเดือนต่อคน หักเงินสมทบส่วนลูกจ้าง 750 บาทจากเงินเดือน แล้วนำส่งสำนักงานประกันสังคมรวม 1,500 บาทต่อคนต่อเดือน

หากบริษัทมีพนักงาน Outsource 50 คน ที่ได้รับค่าจ้าง 15,000 บาทขึ้นไปทุกคน ค่าใช้จ่ายประกันสังคมส่วนนายจ้างจะสูงถึง 37,500 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่ต้องนำมาคำนวณใน Pricing ค่าบริการที่เรียกเก็บ Client อย่างถูกต้อง

กำหนดนำส่งเงินสมทบประกันสังคมคือ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือวันทำการสุดท้ายก่อนหน้าหากวันที่ 15 ตรงกับวันหยุด) การนำส่งล่าช้ามีเงินเพิ่มอีก 2% ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้างชำระ

ต้นทุนประกันสังคมที่ต้องสะท้อนใน Pricing

ข้อผิดพลาดทางธุรกิจที่พบบ่อยคือการคิด Pricing ค่าบริการโดยนำแค่ค่าแรงพนักงานมาบวก Margin โดยลืมคำนวณต้นทุนที่แท้จริงของนายจ้าง ซึ่งได้แก่:

  • เงินสมทบประกันสังคมส่วนนายจ้าง 5% (สูงสุด 750 บาท/คน/เดือน)
  • เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน (หากมีการเลิกจ้าง)
  • ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ Payroll และ HR Administration
  • ต้นทุนการสรรหาและคัดเลือกพนักงาน

การออกแบบโครงสร้าง Pricing ที่ครอบคลุมต้นทุนทั้งหมดนี้เป็นสิ่งสำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจ หากต้องการให้ ที่ปรึกษาวางแผนภาษีและโครงสร้างต้นทุน ช่วยตรวจสอบ สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้เลย

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: หน้าที่ของ Client และหน้าที่ของ HR Outsource

ในธุรกิจ HR Outsource มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย 2 ระดับที่ต้องเข้าใจให้ชัด:

1. Client หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการที่จ่ายให้บริษัท HR Outsource

เมื่อ Client (ผู้ว่าจ้าง) ที่เป็นนิติบุคคลจ่ายค่าบริการ HR Outsource ให้บริษัท Client มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงิน เนื่องจากค่าบริการ HR Outsource จัดเป็น ค่าบริการหรือรับจ้างทำของ ซึ่งตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายอยู่ที่ 3% ของค่าบริการก่อน VAT

ตัวอย่าง: Client จ่ายค่าบริการ 240,000 บาท + VAT 16,800 บาท = 256,800 บาท Client จะหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จาก 240,000 บาท = 7,200 บาท บริษัท HR Outsource จะได้รับเงินจริง 256,800 - 7,200 = 249,600 บาท พร้อมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)

บริษัท HR Outsource นำภาษีหัก ณ ที่จ่าย 7,200 บาทนี้ไปเครดิตกับภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องจ่ายปลายปี จึงต้องเก็บรักษาหนังสือ 50 ทวิ ทุกฉบับอย่างเป็นระบบ

2. บริษัท HR Outsource หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงาน

ในฐานะนายจ้าง บริษัท HR Outsource มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนและค่าจ้างพนักงาน ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 กรณียื่นผ่านอินเทอร์เน็ต)

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นอัตราก้าวหน้าตามเงินได้สุทธิของพนักงานแต่ละคน หน้าที่นี้เป็นของบริษัท HR Outsource โดยตรง ไม่ใช่ของ Client แม้พนักงานจะไปนั่งทำงานที่ Client ก็ตาม

กำหนดยื่นแบบที่เกี่ยวข้อง

  • ภ.ง.ด.1 (ภาษีเงินได้พนักงาน): ยื่นทุกเดือน ภายในวันที่ 7 (หรือ 15 กรณี e-filing)
  • ภ.พ.30 (VAT): ยื่นทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือ 23 กรณี e-filing)
  • นำส่งประกันสังคม: ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
  • ภ.ง.ด.51 (ภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี): ภายใน 2 เดือนหลังสิ้นสุด 6 เดือนแรกของรอบบัญชี
  • ภ.ง.ด.50 (ภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นปี): ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับธุรกิจ HR Outsource

บริษัท HR Outsource ที่เป็นนิติบุคคลไทยเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายที่กฎหมายยอมรับ) กำไรที่ว่านี้คือ Management Fee หรือ Margin หลังหักต้นทุนค่าแรง ประกันสังคมนายจ้าง และค่าดำเนินการทั้งหมด

สำหรับบริษัท SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ไม่เกิน 5,000,000 บาท และรายได้จากกิจการ ไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี จะได้สิทธิ์อัตราภาษีก้าวหน้า ดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569):

  • กำไรสุทธิ 0 - 300,000 บาท: 0% (ยกเว้นภาษี)
  • กำไรสุทธิ 300,001 - 3,000,000 บาท: 15%
  • กำไรสุทธิเกิน 3,000,000 บาท: 20%

บริษัทที่ไม่เข้าเกณฑ์ SME หรือปีใดที่รายได้เกิน 30,000,000 บาท จะเสียภาษีในอัตรามาตรฐาน 20% บนกำไรสุทธิทั้งหมด

ธุรกิจ HR Outsource ที่โตเร็วและมีรายได้บริการรวม (ฐาน VAT) เกิน 30,000,000 บาทต่อปีจะเสียสิทธิ์ SME rate ในทันที ดังนั้นการวางแผนภาษีล่วงหน้าจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจกำลังเติบโต

จุดสำคัญที่เจ้าของธุรกิจ HR Outsource มักพลาด

จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาธุรกิจบริการบุคลากร มีจุดที่พลาดบ่อยและมีนัยสำคัญทางภาษีสูง ดังนี้:

  • คิด VAT บน Margin อย่างเดียว: ผิดกฎหมาย ฐาน VAT คือค่าบริการทั้งหมดที่เก็บ Client รวมส่วนค่าแรง
  • ลืมนับรายได้รวมเมื่อตัดสินใจจด VAT: เพราะรายได้คิดบนยอดเต็ม ไม่ใช่แค่ Margin ทำให้ถึงเกณฑ์ 1,800,000 บาทเร็วกว่าที่คิด
  • ไม่ออก Invoice + ใบกำกับภาษีถูกต้อง: ต้องออกใบกำกับภาษีพร้อมระบุรายละเอียดค่าบริการให้ครบถ้วน
  • ไม่รับรู้ว่าตัวเองเป็นนายจ้างตามกฎหมาย: ทำให้ละเลยภาระประกันสังคมและภาษีเงินได้พนักงาน
  • ไม่เก็บหนังสือ 50 ทวิ อย่างเป็นระบบ: ทำให้เครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายหายไป ต้องจ่ายภาษีเพิ่มโดยไม่จำเป็น
  • Pricing ค่าบริการที่ไม่ครอบคลุมต้นทุนจริง: โดยเฉพาะเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างที่สูงถึง 750 บาท/คน/เดือน

การจัดทำบัญชีที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นรากฐานสำคัญของธุรกิจ HR Outsource เพราะเกี่ยวข้องกับพนักงานจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายหมุนเวียนสูง และภาระนำส่งภาษีทุกเดือน การมีระบบ รับทำบัญชีรายเดือน ที่เชี่ยวชาญธุรกิจนี้โดยเฉพาะจะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจ HR Outsource และจัดหาพนักงานชั่วคราว: ฐาน VAT ค่าบริการ ประกันสังคม และหัก ณ ที่จ่าย ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ธุรกิจ HR Outsource ต้องคิด VAT บนยอดค่าแรงทั้งหมดหรือแค่ Margin?

ต้องคิด VAT บนค่าบริการทั้งหมดที่เรียกเก็บจาก Client ซึ่งรวมทั้งส่วนค่าแรงพนักงานและ Management Fee กรมสรรพากรได้วินิจฉัยไว้ในหนังสือตอบข้อหารือ 0811/พ.4331 ว่าสัญญาจัดส่งพนักงาน Outsource ถือเป็นการให้บริการที่ต้องเสีย VAT บนมูลค่าค่าบริการเต็ม ไม่ใช่แค่ Margin การคิด VAT เฉพาะ Margin เป็นความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ อัตรา VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% (ข้อมูล ณ ปี 2569) แต่ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นเสมอ

บริษัท HR Outsource ต้องจ่ายประกันสังคมให้พนักงาน Outsource ด้วยหรือเปล่า?

ใช่ บริษัท HR Outsource คือนายจ้างตามกฎหมายของพนักงาน Outsource ทุกคน จึงมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบประกันสังคมในส่วนของนายจ้าง 5% ของค่าจ้าง โดยฐานค่าจ้างสูงสุดในการคำนวณอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน (ปี 2568) ทำให้เงินสมทบนายจ้างสูงสุด 750 บาทต่อคนต่อเดือน ต้นทุนก้อนนี้ต้องนำมาคำนวณรวมใน Pricing ค่าบริการที่เรียกเก็บ Client ด้วย

Client ที่จ้าง HR Outsource ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการกี่เปอร์เซ็นต์?

Client ที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากค่าบริการ HR Outsource (ก่อน VAT) เนื่องจากจัดเป็นค่าบริการหรือรับจ้างทำของตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บริษัท HR Outsource จะได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ซึ่งนำไปเครดิตกับภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระในแต่ละปีได้ จึงควรเก็บรักษาหนังสือ 50 ทวิ ทุกฉบับอย่างเป็นระบบ