ธุรกิจดูแลสวนและภูมิทัศน์มีโครงสร้างภาษีที่ซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะรายได้จากสัญญาดูแลรายเดือน งานออกแบบภูมิทัศน์ และการจัดหาต้นไม้-วัสดุ ต่างอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ภาษีที่แตกต่างกัน

ภาพรวมโครงสร้างธุรกิจและผลกระทบทางภาษี

ธุรกิจบริการดูแลสวนและภูมิทัศน์ในประเทศไทยมีรายได้หลายประเภทในการดำเนินการเดียวกัน ได้แก่ ค่าบริการดูแลสวนรายเดือนตามสัญญาระยะยาว ค่าออกแบบและติดตั้งภูมิทัศน์ และรายได้จากการจัดหาต้นไม้ ปุ๋ย และวัสดุต่าง ๆ การเข้าใจว่ารายได้แต่ละประเภทอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ภาษีใด ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในการออกใบกำกับภาษีและการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้อย่างถูกต้อง

โดยหลักแล้ว รายได้ของธุรกิจนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ที่มีการปฏิบัติทางภาษีต่างกัน คือ รายได้จากการให้บริการดูแลรักษา (ค่าบริการ/ค่าจ้าง) รายได้จากงานก่อสร้างและติดตั้ง (งานโยธาภูมิทัศน์) และ รายได้จากการขายสินค้า (ต้นไม้ ปุ๋ย วัสดุ) ซึ่งแต่ละประเภทมีผลกระทบต่อ VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับสัญญาดูแลสวนรายเดือน

สัญญาดูแลสวนรายเดือนเป็นสัญญาจ้างบริการ (จ้างทำของ) ที่รายได้จัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อผู้จ่ายเงินเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินค่าบริการ และนำส่งกรมสรรพากร

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% ใช้สำหรับกรณีที่ผู้รับเงินเป็นนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน) โดยผู้จ่ายต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้รับเงิน 2 ฉบับ

กรณีที่ผู้ให้บริการดูแลสวนเป็นบุคคลธรรมดา อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายและแบบที่ใช้อาจแตกต่างกัน ผู้ว่าจ้างต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 แทน ข้อควรระวังคือการดูแลสวนที่ใช้แรงงานบุคคลธรรมดาโดยตรงในลักษณะค่าจ้างแรงงาน (มาตรา 40(1)) จะมีการปฏิบัติทางภาษีแตกต่างออกไป ดังนั้นควรพิจารณาลักษณะสัญญาและสถานะผู้รับเงินให้ชัดเจน

สำหรับธุรกิจที่มีสัญญาดูแลสวนกับหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ อัตราและเงื่อนไขการหักภาษี ณ ที่จ่ายอาจมีความแตกต่าง ควรตรวจสอบกับผู้ว่าจ้างหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

VAT สำหรับค่าบริการดูแลสวน: เมื่อไหร่ต้องจดทะเบียน

ธุรกิจที่มีรายได้จากการให้บริการดูแลสวน (ซึ่งไม่ใช่การขายสินค้าเกษตรที่ได้รับยกเว้น) ต้องจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้จากกิจการที่ต้องเสีย VAT เกิน 1,800,000 บาทต่อปี (ข้อมูล ณ ปี 2569) โดยต้องยื่นขอจดทะเบียนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายนับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์

เมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว คุณต้องเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าในอัตรา 7% (ปัจจุบันตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 กันยายน 2569 ทั้งนี้อัตรา 7% เป็นอัตราที่ลดจากอัตราตามกฎหมาย 10% โดยต้องมีการต่ออายุเป็นรายคราว ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรด้วย) และออกใบกำกับภาษีทุกครั้ง พร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 รายเดือนภายใน 15 วันของเดือนถัดไป

ประเด็นสำคัญที่หลายธุรกิจดูแลสวนมองข้าม คือรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทรวมถึงรายได้จากการให้บริการและจากการขายวัสดุที่ต้องเสีย VAT เช่น กระถาง ดิน หรือวัสดุก่อสร้าง แต่ ไม่รวมรายได้จากการขายสินค้าที่ได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81 เช่น ต้นไม้และปุ๋ย ดังนั้นต้องแยกบัญชีรายได้ให้ชัดเจน

หากท่านต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลการยื่น VAT รายเดือนและงานบัญชีของธุรกิจ บริการรับทำบัญชีรายเดือน ของเราพร้อมช่วยธุรกิจบริการดูแลสวนที่ต้องการความถูกต้องและครบถ้วน

ต้นไม้ ปุ๋ย และวัสดุเกษตร: ยกเว้น VAT แต่มีเงื่อนไข

หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจดูแลสวนและภูมิทัศน์คือการแยกแยะสินค้าที่ได้รับยกเว้น VAT ออกจากสินค้าที่ต้องเสีย VAT ประมวลรัษฎากรมาตรา 81(1) ยกเว้น VAT สำหรับสินค้าเกษตรดังต่อไปนี้

  • ต้นไม้และพืชทุกชนิด ทั้งต้น กิ่ง ใบ ราก ดอก และส่วนต่าง ๆ ของพืชในสภาพธรรมชาติ รวมถึงต้นไม้ประดับและไม้ดอกไม้ประดับ
  • ปุ๋ยทุกประเภท ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ในการเกษตร
  • ยาและเคมีภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช และสารเคมีที่ใช้สำหรับพืช

อย่างไรก็ตาม สินค้าและบริการต่อไปนี้ ไม่ได้รับยกเว้น VAT และต้องเรียกเก็บ VAT 7% (ปัจจุบัน) ตามปกติ

  • กระถาง ถาดเพาะชำ และภาชนะ ที่จำหน่ายพร้อมต้นไม้
  • ดินปลูก หินกรวด ทราย และวัสดุปูพื้น
  • ไม้ซุง ไม้แปรรูป และวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ
  • ค่าบริการดูแลสวน ค่าแรงติดตั้ง และค่าบริการอื่น ๆ

ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติคือเมื่อคุณส่งใบแจ้งหนี้รายเดือนให้ลูกค้า จะต้องแยกรายการในใบแจ้งหนี้อย่างชัดเจน เช่น "ค่าต้นไม้ (ยกเว้น VAT)" และ "ค่าบริการดูแลสวน + VAT 7%" เพื่อความถูกต้องและโปร่งใส

ข้อควรระวังพิเศษ: ธุรกิจที่ขายสินค้าเกษตรที่ยกเว้น VAT เป็นหลัก แต่มีรายได้จากบริการหรือสินค้าที่ต้องเสีย VAT ด้วย อาจถึงเกณฑ์บังคับจดทะเบียน VAT จากส่วนที่ต้องเสียภาษีเพียงส่วนเดียว การติดตามรายได้แต่ละประเภทอย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

งานออกแบบภูมิทัศน์และก่อสร้าง: VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่แตกต่าง

งานออกแบบภูมิทัศน์และติดตั้ง (เช่น งานปูทางเดิน ระบบน้ำ ศาลา หรืองานโยธาในสวน) มีลักษณะที่แตกต่างจากการดูแลสวนรายเดือนทั้งในแง่ภาษีและการบัญชี โดยหลักพิจารณามีดังนี้

ด้าน VAT: รายได้จากงานก่อสร้างและติดตั้งทุกประเภทต้องเสีย VAT ตามปกติ รวมถึงวัสดุก่อสร้างที่ใช้ในงาน เช่น ซีเมนต์ กระเบื้อง เหล็ก ท่อน้ำ ซึ่งล้วนเสีย VAT 7% ต่างจากปุ๋ยและต้นไม้ที่ยกเว้น

ด้านภาษีหัก ณ ที่จ่าย: เมื่อผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นนิติบุคคลจ่ายค่าจ้างงานก่อสร้าง/ภูมิทัศน์ มักจะหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% เช่นเดียวกับสัญญาบริการทั่วไป หากสัญญาเป็นลักษณะงานรับเหมาก่อสร้างรวมวัสดุ อย่างไรก็ตาม ลักษณะสัญญาและข้อกำหนดเฉพาะอาจมีผลต่อการปฏิบัติ ควรตรวจสอบกับนักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนลงนามสัญญาขนาดใหญ่

กรณีที่ธุรกิจให้บริการทั้งดูแลสวนรายเดือนและงานออกแบบติดตั้งในโปรเจกต์เดียวกัน ควรแยกสัญญาหรืออย่างน้อยแยกรายการในสัญญาให้ชัดเจน เพื่อให้ลูกค้าสามารถหักภาษี ณ ที่จ่ายได้อย่างถูกต้อง และคุณสามารถออกใบกำกับภาษีและรายงาน VAT ได้ตรงตามประเภทรายได้

สำหรับโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ากว่าหลายล้านบาท การวางแผนโครงสร้างสัญญาและภาษีล่วงหน้าสามารถช่วยลดภาระภาษีและความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ ติดต่อ ที่ปรึกษาวางแผนภาษี เพื่อประเมินโครงสร้างที่เหมาะสมกับธุรกิจของท่าน

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับธุรกิจบริการดูแลสวน

หากดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) ภาษีเงินได้นิติบุคคลคำนวณจากกำไรสุทธิตามอัตราที่กำหนด สำหรับบริษัท SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ไม่เกิน 5,000,000 บาท และมีรายได้จากกิจการ ไม่เกิน 30,000,000 บาท ต่อรอบบัญชี จะใช้อัตราภาษีแบบขั้นบันไดดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569)

  • กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท อัตราภาษี 0% (ยกเว้น)
  • กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท อัตราภาษี 15%
  • กำไรสุทธิ เกิน 3,000,000 บาท อัตราภาษี 20%

หากบริษัทไม่เข้าเงื่อนไข SME (ทุนหรือรายได้เกินเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง) จะเสียภาษีในอัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิทั้งจำนวน

สำหรับธุรกิจดูแลสวนที่มีต้นทุนสูง เช่น ค่าแรงงาน ค่าต้นไม้ ค่าเชื้อเพลิงรถขนส่ง และค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ การบันทึกบัญชีรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นเป็นรากฐานสำคัญของการจัดการภาษีที่มีประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายที่มีหลักฐานครบถ้วน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี และสัญญาว่าจ้าง สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้

การบริหารจัดการภาษีในทางปฏิบัติสำหรับธุรกิจดูแลสวน

เพื่อให้ธุรกิจบริการดูแลสวนและภูมิทัศน์ดำเนินการด้านภาษีได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ต่อไปนี้คือแนวปฏิบัติสำคัญที่ควรนำไปใช้

  • แยกประเภทรายได้และต้นทุนให้ชัดเจน โดยแบ่งบัญชีย่อยระหว่างรายได้บริการ (VAT) รายได้ขายสินค้าเกษตร (ยกเว้น VAT) และรายได้งานก่อสร้าง (VAT) เพื่อความถูกต้องในการยื่น ภ.พ.30 และการรายงาน CIT
  • ออกใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินให้ถูกประเภท สำหรับรายการที่ยกเว้น VAT ไม่ต้องออกใบกำกับภาษีแต่ออกใบรับเงินแทน สำหรับรายการที่ต้องเสีย VAT ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ
  • ติดตามใบหัก ณ ที่จ่ายจากลูกค้า สัญญาบริการรายเดือนกับลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลจะถูกหัก 3% ทุกงวด ให้รวบรวมใบรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ไว้ใช้หักกลบเมื่อยื่นภาษีประจำปี
  • จัดทำสัญญาดูแลสวนให้ชัดเจน ระบุขอบเขตงาน มูลค่าค่าบริการ และมูลค่าวัสดุแยกต่างหาก เพื่อให้ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ถูกต้องและคุณสามารถออกเอกสารภาษีได้ครบถ้วน
  • วางแผนภาษีก่อนสิ้นรอบบัญชี หากกำไรเข้าใกล้เกณฑ์ขั้นบันได หรือรายได้ใกล้เกณฑ์ SME 30 ล้านบาท ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนเชิงรุก

การมีระบบบัญชีที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นต้นทุนแต่ละงาน อัตรากำไรของสัญญาแต่ละฉบับ และสามารถตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีข้อมูล

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจบริการดูแลสวนและภูมิทัศน์: ค่าจ้างรายเดือน วัสดุเกษตร VAT และหัก ณ ที่จ่ายสัญญาดูแลรักษา ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สัญญาดูแลสวนรายเดือนต้องโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม และกี่เปอร์เซ็นต์

ใช่ หากผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากค่าบริการดูแลสวนก่อนจ่ายเงิน และนำส่งกรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่าย (กรณีผู้รับเงินเป็นนิติบุคคล) หากผู้ว่าจ้างเป็นบุคคลธรรมดาและไม่ได้ประกอบกิจการที่กฎหมายกำหนดให้หัก ก็ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ควรระบุเรื่องนี้ในสัญญาให้ชัดเจนทุกครั้ง

ต้นไม้และปุ๋ยที่ซื้อมาใช้ในงานดูแลสวนต้องเสีย VAT ไหม

การซื้อต้นไม้ (ทั้งต้น กิ่ง ใบ ราก) และปุ๋ยทุกประเภทได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1) แห่งประมวลรัษฎากร แปลว่าผู้ขายสินค้าเหล่านี้ไม่ต้องเรียกเก็บ VAT ดังนั้นจึงไม่มีภาษีซื้อ (Input VAT) ให้นำไปหักกับภาษีขาย (Output VAT) ในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม กระถาง ดินปลูก หินกรวด และวัสดุที่ไม่ใช่ผลผลิตทางการเกษตรต้องเสีย VAT ปกติ ควรตรวจสอบใบกำกับภาษีของวัสดุแต่ละรายการให้ถูกต้องก่อนบันทึกบัญชีภาษีซื้อ

ธุรกิจดูแลสวนควรจดทะเบียนบริษัทหรือดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาดีกว่ากัน

ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจและกลุ่มลูกค้า หากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นองค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานที่ต้องการสัญญาเป็นทางการและต้องการหักค่าใช้จ่ายภาษีนิติบุคคล การจดทะเบียนบริษัทมักได้รับความน่าเชื่อถือสูงกว่า อีกทั้งอัตราภาษีนิติบุคคล SME สูงสุดที่ 20% อาจต่ำกว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดในกรณีที่มีกำไรสูง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์ให้ตรงกับสถานการณ์จริงของธุรกิจคุณ