ธุรกิจเอเจนซี่โฆษณา รับจัดงานอีเวนต์ ออร์แกไนเซอร์ และทำการตลาดดิจิทัล เป็นธุรกิจบริการสร้างสรรค์ที่มีปริมาณการทำสัญญาและเอกสารธุรกรรมจำนวนมากในแต่ละเดือน นอกเหนือจากความต่างด้านการทำงานจริงแล้ว สรรพากรมีข้อกำหนดภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เข้มงวด โดยเฉพาะอัตรา **2% สำหรับค่าโฆษณา** และ **3% สำหรับค่าบริการจัดงาน** ซึ่งมักสร้างความสับสนตอนออกเอกสารขาย

1. การแยกแยะ "ค่าโฆษณา 2%" vs "ค่าบริการจัดอีเวนต์ 3%"

สรรพากรพิจารณาคัดเลือกอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามรูปแบบการส่งมอบผลงานในสัญญาดังนี้:

  • ค่าโฆษณา (หัก ณ ที่จ่าย 2%): คือการจ่ายเงินเพื่อ **"เผยแพร่ข่าวสารหรือเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้า/บริการผ่านช่องทางสื่อ"** เช่น การจ่ายค่าลงโฆษณาในเพจเฟซบุ๊ก ค่าเช่าบิลบอร์ดริมถนน หรือจ้างอินฟลูเอนเซอร์รีวิวสินค้าตรงๆ
  • ค่าบริการออร์แกไนเซอร์/จัดอีเวนต์ (หัก ณ ที่จ่าย 3%): คือการจ้างเพื่อ **"ดำเนินการวางระบบ จัดงาน ประดับตกแต่ง ดูแลความเรียบร้อยของกิจกรรม"** เช่น การจัดสัมมนาประจำปี จัดคอนเสิร์ต บูธแสดงสินค้า ยอดจ่ายเงินส่วนนี้ถือเป็นการบริการทั่วไป ต้องหัก ณ ที่จ่าย 3%

หากบริษัทเอเจนซี่ส่งบิลรวมรายการโอนย้ายงานโดยไม่แยกสัดส่วนระหว่างพื้นที่สื่อโฆษณากับงานบริการจัดงาน สรรพากรจะประเมินให้หัก ณ ที่จ่าย 3% จากยอดรวมทั้งหมด

2. จุดรับรู้รายได้และจุดเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point)

เนื่องจากเป็นงานบริการ จุดเกิดภาษีมูลค่าเพิ่มจะเกิดขึ้นเมื่อ **"ชำระเงิน หรือ ออกใบกำกับภาษี"** แล้วแต่อย่างใดจะเกิดก่อน:

ระบบคุมเอกสารและรอบชำระของเอเจนซี่:
1. **การเบิกเงินมัดจำล่วงหน้า:** เมื่อมีการเรียกเก็บเงินมัดจำ (เช่น มัดจำงวดแรก 30%) บริษัทต้องออกใบแจ้งหนี้เพื่อขอเก็บเงิน และเมื่อได้รับเงินโอนจริงจึงต้องนำส่ง VAT 7% พร้อมออกใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงินงวดนั้นทันที
2. **การทำสัญญาส่งมอบงาน:** หากทำสัญญาเป็นระยะเวลานาน ควรกำหนดงวดงาน (Milestones) ให้สอดรับกับการส่งมอบและวางบิลจริง เพื่อความแม่นยำในการจัดทำภาษีขายรายเดือน

3. ประเด็นภาษียิงแอดต่างประเทศ (Google, Facebook Ads)

เอเจนซี่ที่รับทำการตลาดให้ลูกค้ามักจ่ายเงินค่าโฆษณาตรงไปยังแพลตฟอร์มต่างประเทศ (เช่น Meta Ads, Google Ads, TikTok Ads) มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องระวัง:

  • ยื่นแบบ ภ.พ.36: บริษัทมีหน้าที่ต้องจัดทำและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แทนผู้ให้บริการต่างประเทศด้วยแบบ ภ.พ.36 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป และสามารถนำใบเสร็จสรรพากรนั้นมาใช้เคลมเป็นภาษีซื้อในเดือนถัดไปได้
  • การบันทึกเป็นรายจ่ายบริษัท: ต้องเซฟรายงานสรุปค่าใช้จ่าย (Invoice/Receipt) จากระบบหลังบ้านของแพลตฟอร์มแนบคู่กับเอกสารตัดจ่ายบัตรเครดิตของบริษัท

สรุป

ธุรกิจโฆษณาและรับจัดงานอีเวนต์จำเป็นต้องแยกแยะสัญญาและใบกำกับภาษีระหว่างค่าสื่อและค่าจัดงานให้ถูกต้องตั้งแต่ระยะเสนอราคา การวางระบบยื่น ภ.พ.36 สำหรับค่าโฆษณาต่างประเทศให้ตรงงวดบัญชี จะช่วยให้บริษัทดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและหลีกเลี่ยงภาระเบี้ยปรับย้อนหลังได้อย่างยั่งยืน

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง ภาษีธุรกิจบริการจัดอีเวนต์และโฆษณา: จุดเสียภาษีและการหัก ณ ที่จ่าย ควรใช้เพื่อจับประเด็นเฉพาะธุรกิจ แล้วนำไปเทียบกับรูปแบบรายได้ สัญญา ช่องทางรับเงิน และเอกสารจริงของกิจการ เพราะธุรกิจชื่อคล้ายกันอาจมีภาระภาษีต่างกันมาก

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • แยกช่องทางรายได้หลัก รายได้เสริม เงินมัดจำ และรายรับล่วงหน้าให้ชัดเจน
  • ตรวจสัญญา ใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี และเงื่อนไขหัก ณ ที่จ่ายของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
  • จัดรายงานต้นทุน สต๊อก ค่าจ้าง outsource และค่าใช้จ่ายเฉพาะธุรกิจให้ตรวจย้อนกลับได้

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • รวมรายได้หลายประเภทไว้ก้อนเดียวจนแยก VAT หรือหัก ณ ที่จ่ายไม่ถูก
  • ไม่มีสัญญาหรือเอกสารงานย่อยรองรับการจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างภายนอก
  • ดูเฉพาะยอดขาย แต่ไม่คุมต้นทุนเฉพาะงาน ทำให้กำไรจริงและภาษีคลาดเคลื่อน

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ภาษีธุรกิจบริการจัดอีเวนต์และโฆษณา: จุดเสียภาษีและการหัก ณ ที่จ่าย ต้องเริ่มวางระบบบัญชีจากอะไร?

ให้เริ่มจากแยกประเภทรายได้ของเรื่อง ภาษีธุรกิจบริการจัดอีเวนต์และโฆษณา: จุดเสียภาษีและการหัก ณ ที่จ่าย ว่าเป็นขายสินค้า บริการ ค่าสมาชิก เงินมัดจำ หรือรายได้ล่วงหน้า จากนั้นออกแบบเอกสารขายและการบันทึกต้นทุนให้ตรงกับรูปแบบรายได้นั้น

ภาษีที่ต้องระวังใน ภาษีธุรกิจบริการจัดอีเวนต์และโฆษณา: จุดเสียภาษีและการหัก ณ ที่จ่าย มีอะไรบ้าง?

โดยทั่วไปควรตรวจ VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และเอกสารค่าใช้จ่ายเฉพาะธุรกิจ โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับสัญญา ลูกค้าจ่ายเป็นงวด หรือการจ้างผู้รับเหมาช่วง

ถ้าธุรกิจทำ ภาษีธุรกิจบริการจัดอีเวนต์และโฆษณา: จุดเสียภาษีและการหัก ณ ที่จ่าย มาหลายเดือนแล้วยังไม่มีระบบเอกสารควรทำอย่างไร?

ให้เริ่มจากดึงรายการขาย รายการรับเงิน รายจ่ายหลัก และสัญญาย้อนหลังอย่างน้อย 3-6 เดือน แล้วให้ผู้ทำบัญชีจัดหมวดเพื่อวางระบบเอกสารเดือนถัดไปและประเมินความเสี่ยงภาษีย้อนหลัง