ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และถุงพลาสติกในไทยต้องเผชิญกับโครงสร้างภาษีที่ซับซ้อน ทั้ง VAT บนงานพิมพ์ฉลาก การบัญชีต้นทุนสต๊อกม้วนฟิล์ม และนโยบายสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

ภาษีสรรพสามิตพลาสติกในไทย: สถานะปัจจุบันที่ผู้ประกอบการต้องรู้

หลายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยังเข้าใจผิดว่าปัจจุบันประเทศไทยมีการจัดเก็บ ภาษีสรรพสามิตจากถุงพลาสติกหรือบรรจุภัณฑ์พลาสติก แล้ว ความจริงคือ พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตที่บังคับใช้ในปัจจุบัน ไม่ได้รวมบรรจุภัณฑ์พลาสติกหรือถุงพลาสติกทั่วไปไว้เป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต

กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีจากสินค้าเฉพาะที่กำหนด เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง สุรา ยาสูบ รถยนต์ เครื่องดื่ม น้ำหอม และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท บรรจุภัณฑ์พลาสติกและถุงพลาสติกเชิงพาณิชย์ยังไม่อยู่ในรายการดังกล่าว ณ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ปี 2569) อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยเชิงนโยบายจำนวนมากที่เสนอให้นำสินค้าเหล่านี้เข้าสู่ระบบภาษีสรรพสามิตในอนาคต และผู้ประกอบการควรติดตามประกาศจากกรมสรรพสามิต (excise.go.th) อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่มีผลบังคับใช้จริงในปัจจุบันคือ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การงดแจกถุงพลาสติกในห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ ข้อบังคับห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในสถานที่ราชการและอุทยานแห่งชาติ และแนวนโยบาย Roadmap การจัดการขยะพลาสติกของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่ภาษีสรรพสามิต แต่ส่งผลต่อต้นทุนทางธุรกิจและความต้องการของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

สรุปสำหรับผู้ประกอบการ: ธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกไม่มีภาระภาษีสรรพสามิตโดยตรงในปัจจุบัน แต่หากภาครัฐมีการแก้ไขพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตในอนาคต ธุรกิจจะต้องจดทะเบียนและนำส่งภาษีสรรพสามิตภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายระบุ ซึ่งอาจกระทบต้นทุนสินค้าอย่างมาก การมีที่ปรึกษาด้านภาษีที่ติดตามกฎหมายอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์: เส้นแบ่งระหว่างสินค้าและบริการ

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่มีรายได้จากหลายกิจกรรมพร้อมกัน ได้แก่ การขายวัสดุบรรจุภัณฑ์ (ถุง กล่อง ฟิล์ม) การรับงานพิมพ์ฉลากและโลโก้ และการรับจ้างผลิตบรรจุภัณฑ์ตามคำสั่งลูกค้า แต่ละกิจกรรมมีการปฏิบัติทาง VAT ที่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง

การขายบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูป ถือเป็นการขายสินค้าที่อยู่ในระบบ VAT ปกติ หากรายได้รวมต่อปีเกินกว่า 1,800,000 บาท ผู้ประกอบการมีหน้าที่จดทะเบียน VAT และเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า (ข้อมูล ณ ปี 2569 — ตรวจสอบเกณฑ์ที่ rd.go.th) อัตรา VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 กันยายน 2569 ทั้งนี้ อัตรา 7% เป็นการลดจากอัตราตามกฎหมายที่ 10% และต้องได้รับการต่ออายุทุกปี ผู้ประกอบการควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรเสมอ

งานพิมพ์ฉลากและงานพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาแยกให้ชัดเจน หากผู้ประกอบการรับจ้างพิมพ์โดยใช้วัสดุของตนเองและส่งมอบสิ่งพิมพ์เป็นสินค้า รายได้นั้นถือเป็น "ขายสินค้า" และอยู่ในระบบ VAT หากรับจ้างพิมพ์โดยลูกค้าจัดหาวัสดุมาให้และผู้ประกอบการเรียกเก็บเฉพาะค่าแรงและค่าบริการ รายได้ส่วนนั้นอาจถูกพิจารณาเป็น "การให้บริการ" ซึ่งก็ยังอยู่ในระบบ VAT เช่นกัน แต่ฐานภาษีคำนวณต่างกัน การออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องจึงต้องแยกรายการวัสดุและค่าบริการออกจากกันอย่างชัดเจน

ข้อควรระวัง: หากผู้ประกอบการรวมค่าพิมพ์และค่าวัสดุเข้าด้วยกันในราคาเดียว โดยไม่มีการแสดงรายการแยก อาจทำให้เกิดข้อพิพาทกับกรมสรรพากรในการตรวจสอบภายหลัง การจัดทำสัญญาและใบกำกับภาษีที่แยกรายการชัดเจนเป็นการบริหารความเสี่ยงทางภาษีที่ดีที่สุด หากท่านต้องการความช่วยเหลือในการจัดระบบบัญชี สามารถเริ่มต้นด้วยบริการรับทำบัญชีรายเดือนที่เข้าใจธุรกิจอุตสาหกรรมนี้โดยเฉพาะ

การบัญชีต้นทุนสต๊อกวัสดุม้วนฟิล์ม: ปัญหาที่ธุรกิจพลาดบ่อยที่สุด

วัสดุม้วนฟิล์ม (Roll Film) เช่น ฟิล์ม BOPP, PET, CPP, PE และฟอยล์อลูมิเนียม เป็นวัตถุดิบหลักของธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบอ่อน (Flexible Packaging) วัสดุเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้การบัญชีต้นทุนซับซ้อนกว่าสินค้าทั่วไป

ปัญหาที่ 1 — การวัดปริมาณสต๊อก: ม้วนฟิล์มซื้อมาเป็นน้ำหนัก (กิโลกรัม) แต่ใช้งานเป็นพื้นที่ (ตารางเมตร) หรือความยาว (เมตร) ทำให้การคำนวณต้นทุนต่อหน่วยผลิตต้องอาศัยสูตรแปลงที่ถูกต้องตามความหนาและความกว้างของม้วน ข้อผิดพลาดในขั้นนี้สะสมกลายเป็นความคลาดเคลื่อนของต้นทุนสินค้าที่ผลิตได้ (Cost of Goods Manufactured) ทั้งงวด

ปัญหาที่ 2 — การตัดออก (Waste/Scrap): การผลิตฟิล์มบรรจุภัณฑ์มักเกิดเศษขอบ (Trim Waste) และม้วนเสีย ซึ่งต้องกำหนดวิธีการบัญชีให้ชัดเจนว่าจะรับรู้เป็นต้นทุนการผลิตปกติ (Normal Waste) หรือผลขาดทุนผิดปกติ (Abnormal Loss) ที่ต้องรับรู้ทันที มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) กำหนดหลักการนี้ไว้ชัดเจน

ปัญหาที่ 3 — การตีราคาสต๊อก: วิธีที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์นิยมใช้คือ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Cost) เนื่องจากวัสดุม้วนฟิล์มที่ซื้อในช่วงเวลาต่างกันมีราคาวัตถุดิบ (เม็ดพลาสติก) ผันผวนตามตลาดโลก วิธี FIFO ก็ใช้ได้แต่ต้องมีระบบติดตามล็อตสินค้าที่ดีกว่า ทั้งสองวิธีเป็นที่ยอมรับภายใต้มาตรฐานบัญชีไทย แต่ต้องเลือกวิธีเดียวและใช้อย่างสม่ำเสมอ

ปัญหาที่ 4 — ราคาทุนม้วนฟิล์มกับ VAT Input Tax: เมื่อซื้อวัสดุม้วนฟิล์มจากผู้ขายที่จดทะเบียน VAT ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้วต้องบันทึกราคาทุนสต๊อกเฉพาะ ราคาก่อน VAT ส่วน VAT Input Tax ที่ถูกเรียกเก็บบันทึกแยกในบัญชีภาษีซื้อ (Input Tax) เพื่อนำไปหักกับภาษีขาย (Output Tax) ภายหลัง การนำ VAT รวมเข้าไปในราคาทุนสต๊อกเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและทำให้ต้นทุนสินค้าสูงเกินจริง

การจัดระบบสต๊อกที่ดีตั้งแต่แรก โดยเฉพาะการเชื่อมต่อระหว่างระบบสต๊อกกับระบบบัญชีต้นทุน จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมาก สำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์กับธุรกิจบรรจุภัณฑ์จะสามารถออกแบบผังบัญชีและวิธีการบันทึกที่เหมาะสมกับขั้นตอนการผลิตของแต่ละโรงงานได้

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ในธุรกิจบรรจุภัณฑ์: ใครต้องหักใคร

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์มีรายการจ่ายเงินหลายประเภทที่เกี่ยวข้องกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งผู้ประกอบการนิติบุคคลมีหน้าที่หักและนำส่งกรมสรรพากรตามแบบ ภ.ง.ด. ที่กำหนด

  • ค่าจ้างพิมพ์และค่ารับจ้างผลิต (เหมาแรง): หากจ่ายให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในนามค่าบริการ อัตราหักอยู่ที่ 3% ตาม ภ.ง.ด.53 โดยทั่วไป อย่างไรก็ตาม อัตราและเงื่อนไขที่แน่นอนขึ้นกับประเภทรายได้ตามมาตรา 40 ของประมวลรัษฎากร และประเภทผู้รับเงิน ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนนำส่ง
  • ค่าลิขสิทธิ์หรือค่าสิทธิ์การใช้งานลาย (Royalty / ค่าสิทธิ์): กรณีจ่ายค่าสิทธิ์ในการใช้ลวดลาย โลโก้ หรือสิ่งบ่งชี้ทางการค้าให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ที่เป็นนิติบุคคลในประเทศ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายมาตรฐานอยู่ที่ 3% ตามท.ป.4/2528 และลดเหลือ 1% สำหรับผู้จ่ายที่ใช้ระบบ e-Withholding Tax (ท.ป.354/2566) ซึ่งขยายระยะเวลาถึง 31 ธันวาคม 2570 ข้อมูล ณ ปี 2569
  • ค่าเช่าเครื่องจักรและอุปกรณ์: ค่าเช่าทรัพย์สินที่จ่ายให้แก่นิติบุคคลโดยทั่วไปมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรในแต่ละกรณี
  • ค่าขนส่งสินค้า: ค่าขนส่งที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งนิติบุคคลเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดมีภาระหักภาษี ณ ที่จ่ายเช่นกัน

ผู้ประกอบการที่ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายหรือหักแต่นำส่งล่าช้าต้องรับผิดชอบเงินภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจสูงกว่าตัวภาษีเองหลายเท่า การตั้งระบบตรวจสอบรายการจ่ายเงินทุกครั้งก่อนโอนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจที่มีรายการจ่ายจำนวนมาก

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ SME

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยหากเข้าเกณฑ์ SME คือมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และ มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันไดดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569)

  • กำไรสุทธิส่วนแรก 0 – 300,000 บาท: ได้รับยกเว้น (0%)
  • กำไรสุทธิส่วนที่ 300,001 – 3,000,000 บาท: 15%
  • กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: 20%

หากปีใดธุรกิจมีรายได้เกิน 30,000,000 บาท หรือมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนเกิน 5,000,000 บาท จะเสียภาษีในอัตราปกติ 20% ของกำไรสุทธิทั้งหมด โดยไม่ได้รับสิทธิ์ขั้นบันได

สำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ รายการที่มักเป็นประเด็นในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อภาษี ได้แก่ ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรผลิตบรรจุภัณฑ์ ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษา ค่าวัตถุดิบที่ตัดออกจากสต๊อก (เศษฟิล์ม) และสำรองหนี้สูญจากลูกค้า รายการเหล่านี้ต้องมีเอกสารประกอบครบถ้วนและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรกำหนด จึงจะถือเป็นรายจ่ายได้ทางภาษี การวางแผนภาษีล่วงหน้ากับที่ปรึกษาภาษีจะช่วยให้ธุรกิจไม่พลาดรายจ่ายที่สามารถนำมาหักได้อย่างถูกกฎหมาย

การปฏิบัติตามกฎสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อต้นทุน: มุมมองด้านบัญชีและภาษี

แม้ไทยจะยังไม่มีภาษีสรรพสามิตพลาสติก แต่กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลต่อต้นทุนและโครงสร้างธุรกิจบรรจุภัณฑ์อย่างมีนัยสำคัญ ในแง่บัญชีและภาษี มีประเด็นที่ต้องพิจารณาดังนี้

ต้นทุนวัตถุดิบทางเลือก: ธุรกิจที่ปรับไปใช้วัสดุย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable) หรือพลาสติกรีไซเคิล (Recycled Resin) มักมีต้นทุนวัตถุดิบสูงกว่าพลาสติกทั่วไป การบันทึกต้นทุนต่อหน่วยที่แตกต่างกันระหว่างวัสดุปกติและวัสดุทางเลือกต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ราคาขายสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

การลงทุนในเครื่องจักรใหม่: การเปลี่ยนสายการผลิตเพื่อรองรับวัสดุชีวภาพหรือบรรจุภัณฑ์รีไซเคิลถือเป็นรายจ่ายทุน (Capital Expenditure) ที่ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวรและตัดค่าเสื่อมราคาตามอัตราที่กรมสรรพากรกำหนดสำหรับแต่ละประเภทเครื่องจักร ไม่สามารถหักเป็นรายจ่ายทั้งหมดในปีที่ลงทุน

ค่าธรรมเนียมการกำจัดขยะบรรจุภัณฑ์: ภายใต้หลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) ที่ไทยกำลังพัฒนากรอบกฎหมาย ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาจมีภาระค่าธรรมเนียมในการจัดการซากบรรจุภัณฑ์ในอนาคต หากมีการบังคับใช้ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะถือเป็นต้นทุนการดำเนินงาน (Operating Cost) ปกติและหักเป็นรายจ่ายได้ทางภาษีตามหลักการทั่วไป แต่ต้องมีเอกสารประกอบที่ถูกต้อง

สิทธิประโยชน์ BOI: ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมบางประเภทอาจได้รับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เช่น การยกเว้นหรือลดอากรนำเข้าเครื่องจักร หรือการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในช่วงเวลาที่กำหนด สิทธิประโยชน์เหล่านี้ขึ้นกับประเภทกิจการและเงื่อนไขเฉพาะที่ BOI กำหนด ควรตรวจสอบกับ BOI โดยตรงหรือที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ

การเตรียมพร้อมรับมือกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ประหยัดต้นทุนในระยะยาวและหลีกเลี่ยงค่าปรับหรือต้นทุนที่เกิดจากการปรับตัวในนาทีสุดท้าย

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจบรรจุภัณฑ์และถุงพลาสติก: ภาษีสรรพสามิตพลาสติก ต้นทุนสต๊อกม้วนฟิล์ม และ VAT งานพิมพ์ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ธุรกิจถุงพลาสติกไทยต้องเสียภาษีสรรพสามิตหรือไม่ในปี 2569?

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ปี 2569) ประเทศไทยยังไม่มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากถุงพลาสติกหรือบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั่วไป พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และบัญชีพิกัดอัตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ได้รวมสินค้าเหล่านี้ไว้ อย่างไรก็ตาม มีแนวนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ห้ามแจกถุงพลาสติกฟรีในห้างและร้านสะดวกซื้อ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจแม้ไม่ใช่ภาษีสรรพสามิตโดยตรง ผู้ประกอบการควรติดตามประกาศจากกรมสรรพสามิต (excise.go.th) เนื่องจากกรอบกฎหมายอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

VAT งานพิมพ์ฉลากบรรจุภัณฑ์คิดอย่างไร ต้องแยกรายการหรือไม่?

งานพิมพ์ฉลากบรรจุภัณฑ์อยู่ในระบบ VAT ไม่ว่าจะรับรู้เป็นการขายสินค้าหรือการให้บริการ โดยหากผู้รับจ้างพิมพ์ใช้วัสดุของตนเองและส่งมอบสิ่งพิมพ์ ถือเป็นขายสินค้า หากลูกค้าจัดหาวัสดุมาให้และจ่ายเฉพาะค่าแรง ถือเป็นค่าบริการ ทั้งสองกรณียังคงต้องเรียกเก็บ VAT และออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง แต่ฐานภาษีคำนวณต่างกัน การแยกรายการค่าวัสดุและค่าบริการในสัญญาและใบกำกับภาษีจะช่วยลดความเสี่ยงการถูกประเมินเพิ่มเติมจากกรมสรรพากร

วิธีบัญชีต้นทุนสต๊อกม้วนฟิล์มพลาสติกที่ถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีไทยคืออะไร?

มาตรฐาน TFRS for NPAEs ยอมรับทั้งวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) และวิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) สำหรับการตีราคาสินค้าคงเหลือ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีถัวเฉลี่ยเนื่องจากราคาเม็ดพลาสติกผันผวนตามตลาดโลก สิ่งสำคัญคือต้องบันทึกราคาทุนเฉพาะส่วนก่อน VAT (Input Tax บันทึกแยกต่างหาก) เลือกวิธีเดียวและใช้อย่างสม่ำเสมอ และมีระบบติดตามเศษขาดทุนจากกระบวนการผลิต (Normal vs. Abnormal Waste) เพื่อให้ต้นทุนสินค้าที่ผลิตได้ถูกต้องตามความเป็นจริง