ธุรกิจน้ำดื่มและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์มีภาระภาษีที่ซับซ้อนกว่าธุรกิจทั่วไป เพราะนอกจากภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษีสรรพสามิตซึ่งคำนวณตามปริมาณน้ำตาลในสินค้าด้วย

ภาพรวมภาษีที่ธุรกิจเครื่องดื่มต้องรู้

ผู้ประกอบการที่ผลิตหรือจำหน่ายน้ำดื่มและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในประเทศไทยต้องรับผิดชอบต่อภาษีอย่างน้อย 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นภาษีเฉพาะของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่คำนวณจากปริมาณน้ำตาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) หากดำเนินการในรูปแบบนิติบุคคล

ความซับซ้อนของธุรกิจนี้คือภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องชำระก่อนที่สินค้าจะออกจากโรงงาน และต้องจัดทำบัญชีสต๊อกวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และสินค้าสำเร็จรูปแยกต่างหากตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด การละเลยพันธะเหล่านี้อาจนำไปสู่การถูกตรวจสอบ เบี้ยปรับ และดอกเบี้ยย้อนหลัง

ภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่ม: อัตราตามปริมาณน้ำตาล

ภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มของไทยใช้ระบบ "ภาษีความหวาน" (Sugar Tax) ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2560 และแบ่งออกเป็น 4 ระยะ (เฟส) ที่มีอัตราเพิ่มขึ้นตามลำดับ ระยะที่ 4 และ ระยะสุดท้าย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2568 โดยอัตราภาษีจะพิจารณาจากปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มต่อลิตร ดังนี้

  • ไม่เกิน 6 กรัมต่อลิตร: ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต
  • 6–8 กรัมต่อลิตร: 1 บาทต่อลิตร (เดิมเฟส 3: 0.30 บาท)
  • 8–10 กรัมต่อลิตร: 3 บาทต่อลิตร (เดิมเฟส 3: 1 บาท)
  • 10–14 กรัมต่อลิตร: 5 บาทต่อลิตร (เดิมเฟส 3: 3 บาท)
  • 14–18 กรัมต่อลิตร: 5 บาทต่อลิตร (ไม่เปลี่ยนแปลงจากเฟส 3)
  • มากกว่า 18 กรัมต่อลิตร: 5 บาทต่อลิตร (ไม่เปลี่ยนแปลงจากเฟส 3)

หมายเหตุสำคัญ: อัตราภาษีสรรพสามิตข้างต้นเป็นอัตราที่ใช้บังคับ ณ ปี 2568 ตามเฟสที่ 4 ซึ่งเป็นเฟสสุดท้ายของโครงสร้างปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยกฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีกา ผู้ประกอบการควรตรวจสอบกับกรมสรรพสามิต (excise.go.th) เสมอ

นอกจากอัตราตามน้ำตาลแล้ว กฎหมายยังกำหนดว่าภาษีสรรพสามิตต้องเปรียบเทียบกับ อัตราตามมูลค่า (Ad Valorem) ด้วย และให้ใช้อัตราที่สูงกว่า ดังนั้นผู้ผลิตควรตรวจสอบพิกัดสินค้าของตนให้ครบถ้วนทั้งสองฐานภาษีก่อนยื่นแบบ

สินค้าใดบ้างที่อยู่ในข่ายภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่ม

ภายใต้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เครื่องดื่มที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตในหมวดนี้ครอบคลุม

  • น้ำอัดลมและเครื่องดื่มอัดแก๊สที่ไม่มีแอลกอฮอล์
  • น้ำผลไม้ น้ำผักที่มีการเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวาน
  • เครื่องดื่มชูกำลัง (Energy Drinks)
  • เครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา (Sports Drinks)
  • เครื่องดื่มชาหรือกาแฟพร้อมดื่มที่มีส่วนผสมน้ำตาล
  • เครื่องดื่มอื่นที่มีน้ำตาลหรือสารให้ความหวานเป็นส่วนประกอบ

สินค้าที่ได้รับยกเว้น ได้แก่ น้ำดื่มบริสุทธิ์ที่ไม่มีการเติมน้ำตาลหรือสารปรุงแต่งรสชาติ นม และผลิตภัณฑ์นมบางประเภทตามที่กำหนด รวมถึงน้ำผลไม้ 100% ที่ไม่มีการเติมน้ำตาลและมีปริมาณน้ำตาลจากผลไม้ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ผู้ประกอบการควรยืนยันสถานะสินค้าของตนกับกรมสรรพสามิตก่อนเริ่มผลิต

การจดทะเบียนสรรพสามิตและพันธะก่อนเริ่มผลิต

ผู้ที่ประสงค์จะผลิตเครื่องดื่มที่อยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตต้อง จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมกับกรมสรรพสามิตก่อนเริ่มผลิต โดยยื่นแบบ ภส.01-01 (แบบคำขอจดทะเบียนสรรพสามิต) พร้อมเอกสารประกอบ ได้แก่

  • หนังสือรับรองบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน (กรณีนิติบุคคล)
  • บัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการหรือผู้มีอำนาจ
  • แผนผังโรงงาน / สถานที่ผลิต
  • รายละเอียดกระบวนการผลิตและสูตรส่วนผสมเบื้องต้น
  • ใบอนุญาตโรงงานหรือเอกสารสถานที่ประกอบการ (ตามขนาดกิจการ)

นอกจากนี้ สำหรับสินค้าที่ต้องปิดแสตมป์สรรพสามิต ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบ ภส.06-01 เพื่อขอรับแสตมป์ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้จดทะเบียนแต่เริ่มผลิตแล้วมีความเสี่ยงสูงต่อโทษทางอาญาและทางปกครองตามกฎหมาย

หากท่านกำลังเริ่มต้นธุรกิจเครื่องดื่มและยังไม่แน่ใจเรื่องขั้นตอน ทีมงาน A Plus Me ให้บริการจดทะเบียนบริษัทและให้คำปรึกษาด้านการจดทะเบียนสรรพสามิตเพื่อให้ธุรกิจของท่านเริ่มต้นอย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรก

การยื่นแบบและชำระภาษีสรรพสามิตรายเดือน

เมื่อจดทะเบียนแล้ว ผู้ผลิตเครื่องดื่มมีหน้าที่ยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิตและชำระภาษีเป็นรายเดือน โดยปกติกรมสรรพสามิตกำหนดให้ยื่นแบบและชำระภาษีภายใน 15 วันของเดือนถัดไป นับจากเดือนที่สินค้าออกจากโรงงาน (ผู้ประกอบการควรยืนยันกำหนดยื่นล่าสุดกับสรรพสามิตพื้นที่) ปัจจุบันสามารถยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพสามิต (EDI) ได้สะดวกมากขึ้น

ฐานภาษีคำนวณจากปริมาณเครื่องดื่ม (หน่วยลิตร) ที่ออกจากโรงงานในเดือนนั้น คูณด้วยอัตราภาษีต่อลิตรตามระดับน้ำตาลของสินค้าแต่ละรายการ ดังนั้นหากธุรกิจของท่านผลิตสินค้าหลายสูตร (เช่น สูตรน้ำตาลน้อย 7 ก./ลิตร และสูตรปกติ 12 ก./ลิตร) ต้องคำนวณภาษีแยกกันตามสูตรแต่ละรายการ

ตัวอย่างคำนวณ: หากในเดือนหนึ่งผลิตเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล 10–14 กรัม/ลิตร จำนวน 50,000 ลิตร ภาษีสรรพสามิตที่ต้องชำระคือ 50,000 × 5 = 250,000 บาท (อัตราเฟส 4 ณ ปี 2568)

การชำระภาษีสรรพสามิตล่าช้าจะถูกคิด เบี้ยปรับ และ เงินเพิ่ม ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจทำให้ภาระภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การวางระบบบัญชีที่ติดตามปริมาณการผลิตรายวันจึงเป็นสิ่งจำเป็น ปรึกษาทีมงานของเราเรื่องรับทำบัญชีรายเดือนสำหรับธุรกิจเครื่องดื่มได้เลย

การควบคุมสต๊อกบรรจุภัณฑ์และวัตถุดิบตามกฎสรรพสามิต

หนึ่งในพันธะที่ผู้ผลิตเครื่องดื่มมักมองข้ามคือการจัดทำ บัญชีคุมสต๊อก ตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด ซึ่งครอบคลุมทั้งวัตถุดิบ (น้ำตาล สารให้ความหวาน หัวเชื้อ) บรรจุภัณฑ์ (ขวด กระป๋อง ฝา ฉลาก) และสินค้าสำเร็จรูป บัญชีเหล่านี้เป็นหลักฐานให้กรมสรรพสามิตสามารถตรวจสอบ "ดุลปริมาณ" ระหว่างวัตถุดิบที่รับเข้า ปริมาณที่ผลิตได้ และสินค้าที่ขายออกไปได้ตรงกัน

สิ่งที่ต้องบันทึกในบัญชีสต๊อกมีดังนี้

  • บัญชีรับ-จ่ายวัตถุดิบ: แสดงการรับเข้าและการใช้ไปของน้ำตาลและสารปรุงแต่งทุกชนิด พร้อมเลขที่ใบสั่งซื้อหรือใบกำกับสินค้าอ้างอิง
  • บัญชีรับ-จ่ายบรรจุภัณฑ์: นับตั้งแต่ขวดเปล่า กระป๋อง ฝา ไปจนถึงฉลากและลังกระดาษ โดยต้องแสดงยอดคงเหลือปลายเดือนที่ตรงกับการนับจริง
  • บัญชีสินค้าสำเร็จรูป: ระบุปริมาณการผลิตรายวัน ยอดส่งออกจากโรงงาน และยอดคงคลัง แยกตามสูตรสินค้าและระดับน้ำตาล
  • บันทึกการสูญเสียในกระบวนการผลิต: ของเสียหรือสินค้าที่ทำลายต้องบันทึกและแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตามขั้นตอน

กรมสรรพสามิตมีอำนาจตรวจสอบบัญชีสต๊อกย้อนหลังได้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ผู้ประกอบการที่บัญชีสต๊อกขาดหายหรือไม่ตรงกับปริมาณที่ยื่นแบบภาษีไว้อาจถูกประเมินภาษีเพิ่มเติมตามปริมาณที่คลาดเคลื่อนนั้น

ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้สำหรับธุรกิจเครื่องดื่ม

นอกเหนือจากภาษีสรรพสามิตแล้ว ธุรกิจเครื่องดื่มยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอื่นด้วย

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): หากรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และเก็บ VAT จากลูกค้าในอัตรา 7% (ข้อมูล ณ ปี 2569 ตาม พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 กันยายน 2569 — อัตรานี้ต้องต่ออายุโดยพระราชกฤษฎีกา ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร) ภาษีซื้อจากวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่ซื้อมาสามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้ตามปกติ

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT): กิจการที่ดำเนินการในรูปบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เข้าเกณฑ์ SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และรายได้ไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี) จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบอัตราก้าวหน้า ดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569)

  • กำไรสุทธิ 0–300,000 บาท: ยกเว้นภาษี (0%)
  • กำไรสุทธิ 300,001–3,000,000 บาท: 15%
  • กำไรสุทธิเกิน 3,000,000 บาท: 20%

กิจการที่ไม่เข้าเกณฑ์ SME หรือมีรายได้สูงเกินเกณฑ์จะเสียภาษีในอัตรามาตรฐาน 20% ของกำไรสุทธิทั้งหมด

ธุรกิจเครื่องดื่มที่มีต้นทุนสินค้าซับซ้อน (ต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และภาษีสรรพสามิตที่เป็นต้นทุน) การวางแผนภาษีและการจัดทำบัญชีต้นทุนที่ถูกต้องมีผลโดยตรงต่อภาระภาษีเงินได้ ผู้ประกอบการที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพทางภาษีสามารถขอรับบริการวางแผนภาษีและที่ปรึกษาภาษีจากทีมผู้เชี่ยวชาญของเราได้

กลยุทธ์การปรับสูตรสินค้าและการวางแผนภาษีสรรพสามิต

เนื่องจากภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มในเฟส 4 (ปี 2568) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะสินค้าที่มีน้ำตาล 8–14 กรัม/ลิตร ผู้ผลิตหลายรายจึงหันมา ปรับสูตรสินค้า (Product Reformulation) เพื่อลดปริมาณน้ำตาลให้อยู่ในช่วงที่ภาษีต่ำลง โดยไม่ทำให้รสชาติเปลี่ยนแปลงมากจนกระทบยอดขาย

แนวทางที่ผู้ประกอบการควรพิจารณา ได้แก่

  • ทดสอบการลดน้ำตาลข้ามช่วงอัตราภาษี: เช่น ลดจาก 11 ก./ลิตร เป็น 9.5 ก./ลิตร จะทำให้อัตราภาษีลดจาก 5 บาท เป็น 3 บาท/ลิตร (ประหยัดได้ 2 บาท/ลิตร หรือ 40%) ก่อนตัดสินใจควรทำการตลาดทดสอบผู้บริโภคด้วย
  • แยกไลน์สินค้า "สูตรน้ำตาลน้อย": เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพและได้อัตราภาษีที่ต่ำกว่า ช่วยขยายส่วนแบ่งตลาดไปพร้อมกับลดภาระสรรพสามิต
  • ตรวจสอบสูตรสินค้าก่อนขึ้นทะเบียน: ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ไปตรวจวิเคราะห์ปริมาณน้ำตาลจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง เพื่อให้มั่นใจว่าอัตราภาษีที่ยื่นถูกต้องและไม่มีการยื่นต่ำกว่าความจริง
  • วางระบบ ERP หรือซอฟต์แวร์การผลิตที่ติดตามปริมาณน้ำตาลในแต่ละ Batch: ช่วยให้การคำนวณภาษีสรรพสามิตรายเดือนแม่นยำและลดความเสี่ยงจากการยื่นผิดพลาด

สำหรับกิจการที่วางแผนขยายไลน์สินค้า เปิดโรงงานใหม่ หรือแยกบริษัท การวางโครงสร้างธุรกิจที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นมีความสำคัญมาก ทีมงาน A Plus Me พร้อมให้คำปรึกษาครบวงจรตั้งแต่การจดทะเบียนบริษัทไปจนถึงการวางระบบบัญชีและภาษีสรรพสามิตที่ถูกต้อง

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจน้ำดื่มและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์: ภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่ม อัตราน้ำตาล และสต๊อกขวด ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ธุรกิจน้ำดื่มบริสุทธิ์ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยไหม?

น้ำดื่มบริสุทธิ์ที่ไม่มีการเติมน้ำตาล สารให้ความหวาน หรือสารปรุงแต่งรสชาติ โดยทั่วไปไม่อยู่ในพิกัดภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่ม เนื่องจากไม่มีปริมาณน้ำตาลที่ต้องเสียภาษี อย่างไรก็ตาม หากมีการเติมแร่ธาตุ วิตามิน หรือสารปรุงแต่งที่อาจเปลี่ยนประเภทสินค้า ควรยืนยันสถานะสินค้ากับกรมสรรพสามิตก่อนเริ่มผลิตเพื่อความแน่ใจ การจดทะเบียนและตรวจสอบพิกัดล่วงหน้าช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาย้อนหลังได้

ต้องยื่นภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มทุกเดือนหรือไม่ แม้เดือนนั้นไม่ได้ผลิต?

ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นผู้ผลิตกับกรมสรรพสามิตมีหน้าที่ยื่นแบบรายเดือนตามที่กำหนด แม้ในเดือนที่ไม่มีการผลิตหรือยอดภาษีเป็นศูนย์ก็ตาม (ยื่นแบบที่มียอดเป็น 0) การไม่ยื่นแบบแม้ว่าจะไม่มีภาษีค้างชำระอาจถูกถือว่าฝ่าฝืนพันธะตามกฎหมาย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสรรพสามิตเพื่อยืนยันข้อกำหนดเฉพาะกับสรรพสามิตพื้นที่ที่รับผิดชอบกิจการของท่าน

ภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มที่จ่ายไปนำมาเป็นต้นทุนหักภาษีเงินได้ได้ไหม?

ภาษีสรรพสามิตที่ผู้ผลิตชำระจริงถือเป็นต้นทุนการผลิตและสามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ในทางบัญชี ภาษีสรรพสามิตมักถูกรวมอยู่ในต้นทุนสินค้าที่ผลิต (Cost of Goods Manufactured) ซึ่งหักออกจากรายได้ก่อนคำนวณกำไร การบันทึกบัญชีที่ถูกต้องจึงมีผลโดยตรงต่อภาระภาษีเงินได้และการวางแผนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ