โรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ซับซ้อนและหลากหลาย ตั้งแต่การยกเว้นภาษีนิติบุคคลหลายปีตามสิทธิ BOI ไปจนถึงการยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร และ VAT ในเขตประกอบการเสรี
ภาพรวม: โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมได้สิทธิอะไรบ้าง
ธุรกิจโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทยอาจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก 2 ช่องทางหลัก ที่แตกต่างกัน ได้แก่
- สิทธิ BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) — ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ และสิทธิอื่น ๆ สำหรับกิจการที่ยื่นขอและได้รับการอนุมัติบัตรส่งเสริม
- สิทธิ IEAT (การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย / กนอ.) — ให้สิทธิเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในเขตประกอบการเสรี (Free Zone หรือ IEAT Free Zone) เช่น ยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าและวัตถุดิบ ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่นำเข้าในเขต
การเข้าใจว่าสิทธิใดมาจากแหล่งใด และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอะไรบ้าง เป็นพื้นฐานสำคัญที่เจ้าของกิจการและนักบัญชีต้องรู้ก่อนเปิดโรงงาน ข้อมูล ณ ปี 2569
สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม BOI: แต่ละกลุ่มได้กี่ปี
BOI จัดกลุ่มกิจการตามระดับความสำคัญทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี และให้สิทธิยกเว้น CIT แตกต่างกันตามกลุ่ม ดังนี้ (ข้อมูลตามหลักเกณฑ์ BOI ที่ประกาศใช้)
- กลุ่ม A1+ (กิจการเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม): ยกเว้น CIT สูงสุด 10–13 ปี โดยไม่จำกัดวงเงิน
- กลุ่ม A1: ยกเว้น CIT 8 ปี ไม่จำกัดวงเงิน
- กลุ่ม A2: ยกเว้น CIT 8 ปี จำกัดวงเงินไม่เกิน 100% ของเงินลงทุน (ไม่รวมที่ดินและทุนหมุนเวียน)
- กลุ่ม A3: ยกเว้น CIT 5 ปี จำกัดวงเงิน
- กลุ่ม A4: ยกเว้น CIT 3 ปี จำกัดวงเงิน
- กลุ่ม B: ไม่ได้รับยกเว้น CIT แต่ยังได้รับสิทธิยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร
นอกจากนี้ กิจการที่ตั้งใน 20 จังหวัดที่มีรายได้ต่ำ จะได้รับสิทธิยกเว้น CIT เพิ่มเติมอีก 3 ปีเหนือกว่าที่กำหนดในกลุ่มพื้นฐาน และหากกิจการในกลุ่ม A1 หรือ A2 ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรม จะได้รับสิทธิลดหย่อน CIT 50% เพิ่มอีก 5 ปีนับจากวันที่สิ้นสุดระยะเวลายกเว้น CIT ด้วย
สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ สิทธิยกเว้น CIT ของ BOI นับวันเริ่มจากวันที่มีรายได้จากการประกอบกิจการครั้งแรก ไม่ใช่วันที่ออกบัตรส่งเสริม หากไม่ใช้สิทธิในปีนั้นจะถือว่าสิทธิปีนั้นสูญเปล่า ดังนั้นการวางแผนภาษีและจัดทำบัญชีตั้งแต่วันเปิดกิจการจึงสำคัญมาก หากต้องการความช่วยเหลือด้านนี้ ที่ปรึกษาภาษีของเราพร้อมช่วยวางแผนสิทธิ BOI ให้ใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ
อากรนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ: สิทธิ BOI และ IEAT ต่างกันอย่างไร
โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมีทางเลือกในการขอยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรได้ 2 ช่องทาง ซึ่งมีเงื่อนไขแตกต่างกัน
ช่องทางที่ 1: สิทธิ BOI (ทุกกลุ่มกิจการ)
- กิจการทุกกลุ่ม (A1+ ถึง B) ที่ได้รับบัตรส่งเสริม BOI มีสิทธิขอยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตโดยตรง
- กลุ่ม A ยังได้รับยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ใช้ผลิตเพื่อส่งออก
- ต้องยื่นขอผ่านระบบ BOI Single Form และได้รับอนุมัติก่อนนำเข้า
ช่องทางที่ 2: เขตประกอบการเสรี IEAT (IEAT Free Zone)
- ผู้ประกอบการที่อยู่ในเขตประกอบการเสรีของ กนอ. ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตสำหรับเครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือ และวัตถุดิบที่นำเข้ามาในเขต
- สินค้าสำเร็จรูปที่ส่งออกจากเขตนี้ไปต่างประเทศก็ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาออกด้วย
- หากต้องการนำสินค้าจากเขตประกอบการเสรีเข้ามาจำหน่ายในไทย ต้องชำระภาษีอากรตามปกติ
ผู้ประกอบการบางรายอาจมีสิทธิทั้ง 2 ช่องทางพร้อมกัน แต่ต้องระมัดระวังไม่ใช้สิทธิซ้ำซ้อน และต้องจัดทำบัญชีแยกให้ชัดเจนว่าเครื่องจักรหรือวัตถุดิบชิ้นใดใช้สิทธิช่องทางไหน
VAT ในนิคมอุตสาหกรรม: ขายในเขต ขายนอกเขต ต่างกันอย่างไร
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนเพราะสถานะของธุรกรรมขึ้นอยู่กับว่าสินค้าหรือบริการนั้น "อยู่ในเขต" หรือ "ออกนอกเขต" ปัจจุบัน VAT อยู่ที่ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 ซึ่งมีผลถึง 30 กันยายน 2569 ทั้งนี้อัตรา 7% เป็นการลดจากอัตราตามกฎหมาย 10% และต้องมีการต่ออายุ ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรเสมอ
- การขายสินค้าส่งออกจากไทย: อัตรา VAT 0% (ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกนิคม)
- การขายสินค้าภายในเขตประกอบการเสรี IEAT ให้กันระหว่างผู้ประกอบการในเขต: ได้รับสิทธิยกเว้น VAT หรืออัตรา 0% ตามเงื่อนไขของ กนอ. (ควรยืนยันกับกรมสรรพากรและ กนอ. เป็นรายกรณี เนื่องจากเงื่อนไขเฉพาะ)
- การขายสินค้าออกจากเขตเข้าสู่ตลาดในประเทศ: ต้องเสีย VAT 7% ตามปกติ และต้องผ่านพิธีการศุลกากร
โรงงานที่จดทะเบียน VAT ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน และควรแยกรายการการขายในอัตราต่าง ๆ ให้ชัดเจนในสมุดบัญชี รายได้จากกิจการที่ได้รับส่งเสริม BOI และไม่ได้รับต้องแยกออกจากกัน ข้อมูล ณ ปี 2569
การแยกบัญชีกิจการ BOI และไม่ใช่ BOI: หัวใจของงบการเงินโรงงาน
นี่คือประเด็นที่นักบัญชีโรงงานพลาดบ่อยที่สุด BOI กำหนดให้ผู้ได้รับบัตรส่งเสริมจัดทำบัญชีแยกอย่างชัดเจนระหว่างกิจการที่ได้รับการส่งเสริม (BOI) และกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริม (non-BOI) เพราะสิทธิยกเว้นภาษีใช้ได้เฉพาะกับกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น
หลักการแยกบัญชีที่ถูกต้อง
- รายได้: แยกว่ารายได้แต่ละรายการมาจากกิจการ BOI หรือ non-BOI อย่างชัดเจน ตามบัตรส่งเสริมที่ได้รับ (กิจการประเภทใด ผลิตภัณฑ์ใด)
- ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายโดยตรง: หักกับกิจการที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ปนกัน
- ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง (Overhead): ต้องกำหนดหลักเกณฑ์การปันส่วนที่สมเหตุสมผลและสม่ำเสมอ เช่น ปันตามสัดส่วนรายได้ หรือสัดส่วนชั่วโมงการผลิต แล้วใช้วิธีเดิมทุกปี
- สินทรัพย์และค่าเสื่อมราคา: เครื่องจักรที่ใช้ร่วมกันระหว่าง BOI และ non-BOI ต้องปันส่วนค่าเสื่อมราคาตามสัดส่วนการใช้งาน
- เงินกู้และดอกเบี้ย: หากกู้เงินมาลงทุนในทั้ง 2 กิจการ ต้องปันส่วนดอกเบี้ยจ่ายตามสัดส่วนสินทรัพย์หรือเงินลงทุนของแต่ละกิจการ
ผลของการแยกบัญชีที่ผิดพลาด
หากจัดทำบัญชีไม่ถูกต้อง เช่น โยนรายได้ non-BOI เข้า BOI เพื่อขยายฐานยกเว้นภาษี หรือโยนค่าใช้จ่ายของ non-BOI เข้ากิจการ BOI เพื่อลดภาษี อาจถูก BOI เพิกถอนบัตรส่งเสริมและถูกกรมสรรพากรประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม การตรวจสอบโดย BOI มักเกิดขึ้นเมื่อกิจการยื่นรายงานการดำเนินงานประจำปี (Annual Report) หรือขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
สำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์งาน BOI จะช่วยออกแบบผังบัญชี (Chart of Accounts) และระบบการบันทึกรายการตั้งแต่ต้น เพื่อให้แยกบัญชีได้ถูกต้อง หากต้องการความช่วยเหลือ สำนักงานบัญชีของเรามีประสบการณ์ดูแลบัญชีโรงงาน BOI โดยเฉพาะ
งบการเงินโรงงาน BOI: สิ่งที่ต้องจัดทำนอกเหนือจากปกติ
โรงงานที่ได้รับบัตรส่งเสริม BOI มีภาระในการจัดทำและยื่นรายงานที่มากกว่าบริษัทปกติ ดังนี้
ต่อกรมสรรพากร
- ยื่น ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี) ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี โดยต้องแนบรายการกำไรขาดทุนแยก BOI/non-BOI ชัดเจน
- ยื่น ภ.ง.ด.51 (ภาษีครึ่งปี) ภายใน 2 เดือนนับจากวันครบ 6 เดือนของรอบบัญชี โดยต้องประมาณการกำไรทั้ง 2 ส่วนแยกกัน
- จัดทำ งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ก่อนยื่น ภ.ง.ด.50 และนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 1 เดือนหลังการประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบ (รวมไม่เกิน 5 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชีสำหรับบริษัทจำกัด)
ต่อ BOI
- ยื่น รายงานการดำเนินงานประจำปี (Annual Report / RP Form) ต่อ BOI ภายในกำหนดที่ BOI แจ้ง โดยรายงานนี้ต้องระบุปริมาณการผลิต การส่งออก การจ้างงาน และข้อมูลทางการเงินที่สอดคล้องกับงบการเงิน
- หากมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น เพิ่มกำลังการผลิต เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ หรือขยายโรงงาน ต้องแจ้ง BOI ก่อนดำเนินการ ไม่เช่นนั้นอาจกระทบสิทธิส่งเสริม
ต่อ กนอ. (IEAT)
- ผู้ประกอบการในเขตประกอบการเสรีต้องจัดทำรายงานสต็อกวัตถุดิบและสินค้าตามที่ กนอ. กำหนด เพื่อพิสูจน์ว่าสินค้าที่นำเข้าโดยยกเว้นอากรนั้นถูกใช้ผลิตเพื่อส่งออกจริง และไม่รั่วไหลเข้าสู่ตลาดภายในประเทศโดยไม่ผ่านพิธีการ
การจัดทำรายงานเหล่านี้ให้ถูกต้องและทันเวลาต้องการระบบบัญชีที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้น หากท่านยังไม่มีนักบัญชีที่เชี่ยวชาญงาน BOI โดยเฉพาะ บริการ รับทำบัญชีรายเดือนของเราครอบคลุมการจัดทำรายงาน BOI และการแยกบัญชีให้ครบถ้วน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และวิธีป้องกัน
จากประสบการณ์การให้บริการโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม มีข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำและมีผลกระทบรุนแรง ดังนี้
- เริ่มใช้เครื่องจักรก่อนได้รับอนุมัติ BOI: สิทธิยกเว้นอากรนำเข้าจะใช้ไม่ได้หากนำเข้าเครื่องจักรก่อนได้รับบัตรส่งเสริมหรือก่อนได้รับอนุมัติรายการเครื่องจักรจาก BOI ควรวางแผนลำดับขั้นตอนให้ดี
- ใช้สิทธิ CIT เกินระยะเวลา: บัตรส่งเสริมระบุวันเริ่มและวันสิ้นสุดสิทธิยกเว้น CIT ชัดเจน หากลืมนับปีหรือนับผิด อาจยื่นแบบภาษีผิดพลาด ทำให้ขาดส่งภาษีและถูกประเมินเพิ่ม
- แยกบัญชีไม่ครบ: บางโรงงานแยกรายได้ถูกต้อง แต่ลืมแยกค่าใช้จ่ายและสินทรัพย์ ทำให้การคำนวณกำไรสุทธิของแต่ละกิจการผิดเพี้ยน
- ไม่รายงาน BOI เมื่อขยายกิจการ: การเพิ่มสายการผลิตหรือเปลี่ยนผลิตภัณฑ์โดยไม่แจ้ง BOI ก่อน อาจทำให้สิทธิส่งเสริมสำหรับส่วนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้รับการคุ้มครอง
- ยื่น ภ.ง.ด.50 โดยไม่ขอใช้สิทธิ BOI อย่างถูกต้อง: ต้องกรอกรายละเอียดในแบบและแนบเอกสารยืนยันสิทธิ BOI ครบถ้วน ไม่เช่นนั้นอาจถูกประเมินเสมือนว่าไม่มีสิทธิยกเว้น
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม: สิทธิยกเว้นภาษีนิติบุคคล IEAT ภาษีนำเข้าเครื่องจักร และงบการเงิน BOI ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
โรงงานที่ได้ BOI แต่ยังไม่อยู่ใน IEAT Free Zone จะได้สิทธิอะไรบ้าง
โรงงานที่ได้รับบัตรส่งเสริม BOI แต่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมทั่วไป (ไม่ใช่เขตประกอบการเสรี IEAT) จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกลุ่มกิจการ (3–13 ปีขึ้นอยู่กับกลุ่ม A1+–A4) และยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรตามที่ BOI อนุมัติ แต่จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษด้าน VAT หรืออากรวัตถุดิบในลักษณะเดียวกับ IEAT Free Zone ทั้งนี้กิจการในกลุ่ม A1–A2 ที่ตั้งในนิคมอุตสาหกรรมยังอาจได้สิทธิลดหย่อน CIT 50% เพิ่มเติม 5 ปีอีกด้วย ควรตรวจสอบเงื่อนไขเฉพาะของบัตรส่งเสริมกับ BOI โดยตรง
การแยกบัญชี BOI กับ non-BOI หมายความว่าต้องจดทะเบียนเป็น 2 บริษัทหรือเปล่า
ไม่ต้อง บริษัทเดียวกันสามารถมีทั้งกิจการที่ได้รับส่งเสริม BOI และกิจการที่ไม่ได้รับส่งเสริมได้ในเวลาเดียวกัน แต่ต้องจัดทำบัญชีและรายงานการเงินแยกออกจากกันอย่างชัดเจน โดยผ่านระบบบัญชีที่กำหนดรหัสบัญชีแยกสำหรับแต่ละกิจการ สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจะใช้ได้เฉพาะกับกำไรสุทธิของส่วน BOI เท่านั้น ส่วนกำไรของ non-BOI ต้องเสียภาษีตามปกติในอัตรา SME หรืออัตรามาตรฐาน 20% แล้วแต่กรณี
ถ้าสิทธิยกเว้นภาษี BOI หมดแล้ว โรงงานต้องเสียภาษีเท่าไร
เมื่อสิ้นสุดระยะเวลายกเว้น CIT ตามบัตรส่งเสริม โรงงานต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ ซึ่งหากบริษัทมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้ใช้อัตรา SME คือ 0% สำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก 15% สำหรับกำไร 300,001–3,000,000 บาท และ 20% สำหรับส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท หากเกินเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งจะเสียในอัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิทั้งหมด ข้อมูล ณ ปี 2569