ธุรกิจ "จัดหาคน (Recruitment)" และ "เอาท์ซอร์สส่งพนักงาน (Staffing Outsourcing)" เป็นธุรกิจที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกำลังคนให้แก่ SME และบริษัทขนาดใหญ่ แต่ในฝั่งบัญชีและภาษี ธุรกิจนี้มีความซับซ้อนสูงมากเนื่องจากยอดเงินบิลเรียกเก็บในแต่ละรอบเดือนจะมีทั้งเงินเดือนพนักงาน ค่าสวัสดิการ เงินประกันสังคม และค่าบริการส่วนต่างของเอเจนซี่รวมอยู่ด้วยกัน ซึ่งหากจัดโครงสร้างเอกสารไม่ถูกต้อง อาจทำให้เสีย VAT 7% บานปลายได้

1. การแยกแยะรูปแบบการทำธุรกิจ: Recruitment vs Outsourcing

ในสายตาสรรพากร สองธุรกิจนี้มีจุดเสียภาษีและการบันทึกบัญชีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:

  • ธุรกิจจัดหางาน (Recruitment/Headhunter): เป็นการหาบุคคลเข้าบรรจุเป็นพนักงานในนามบริษัทลูกค้าโดยตรง รายได้ของบริษัทคือ **"ค่าบริการจับคู่หาคน (Placement Fee)"** ซึ่งจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของฐานเงินเดือน รายรับนี้ต้องเสีย VAT 7% และลูกค้าจะหัก ณ ที่จ่าย 3% (จ้างบริการ)
  • ธุรกิจเอาท์ซอร์สส่งพนักงาน (Outsourcing/Staffing): ตัวพนักงานมีสัญญาจ้างและขึ้นทะเบียนประกันสังคมในนาม **"บริษัทเอาท์ซอร์ส"** แล้วส่งไปปฏิบัติงานให้ลูกค้า รายได้รายเดือนที่เรียกเก็บจะเป็นยอดรวมขนาดใหญ่ (เงินเดือน + ประกันสังคม + สวัสดิการ + Markup Fee)

2. ฐานคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) และภาษีหัก ณ ที่จ่าย (3%)

นี่คือ Pain Point ที่สำคัญที่สุดของธุรกิจเอาท์ซอร์สพนักงาน: **เราสามารถแยกเก็บเงินเดือนพนักงานโดยไม่นำมาคิดภาษีมูลค่าเพิ่มได้หรือไม่?**

[!WARNING] ความเข้าใจผิดเรื่องการเปิดบิลแยกรายการ
ผู้ประกอบการหลายรายพยายามหลีกเลี่ยง VAT โดยการแยกเปิดใบแจ้งหนี้เป็น 2 ใบ คือ ใบแรกเป็นค่าจ้างเงินเดือนพนักงาน (ไม่คิด VAT) และใบที่สองเป็นค่าบริการส่วนต่าง (คิด VAT 7%) วิธีนี้มี **ความเสี่ยงสูงมาก** ที่จะโดนสรรพากรเบี้ยปรับย้อนหลัง หากพนักงานคนนั้นมีฐานสัญญาจ้างแรงงานกับบริษัทเอาท์ซอร์สโดยตรง เพราะสรรพากรจะถือว่าเงินเดือนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนบริการของบริษัทเอาท์ซอร์ส ดังนั้น **บริษัทต้องคิด VAT 7% และโดนลูกค้าหัก ณ ที่จ่าย 3% จากยอดเรียกเก็บทั้งหมด (Gross Amount)**

ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวที่สรรพากรยอมรับสำหรับการหัก ณ ที่จ่ายเฉพาะส่วนต่าง (Markup):

จะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นการทำสัญญาในลักษณะ **"บริการจัดการงานบุคคล (Payroll Outsourcing/Agent)"** โดยในตัวสัญญาระบุชัดว่าพนักงานเหล่านั้น **มีสัญญาจ้างแรงงานโดยตรงกับลูกค้า** (ลูกค้าเป็นนายจ้างตามกฎหมายแรงงาน) บริษัทเอาท์ซอร์สทำหน้าที่เพียงดูแลการจ่ายเงิน จัดทำสลิป และยื่นแบบภาษี/ประกันสังคมแทนในฐานะตัวแทนเท่านั้น แบบนี้บริษัทเอาท์ซอร์สจึงจะสามารถเปิดบิลเรียกเก็บเงินเดือนโดยไม่มี VAT และคิด VAT 7% เฉพาะค่าธรรมเนียมบริหาร (Service Fee) และโดนหัก ณ ที่จ่าย 3% เฉพาะยอดค่าบริการนี้ได้

3. หน้าที่ด้านประกันสังคมและกฎหมายแรงงานที่ต้องสอดคล้อง

เนื่องจากพนักงานเอาท์ซอร์สเป็นพนักงานของบริษัทเอาท์ซอร์ส (กรณีส่งคนทำงานแบบชั่วคราวหรือระยะยาว) บริษัทเอาท์ซอร์สมีหน้าที่:

  • ยื่นลงทะเบียนขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) และนำส่งเงินสมทบประกันสังคมมาตรา 33 ทุกเดือนไม่เกินวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
  • รายจ่ายส่วนนี้ต้องบันทึกบัญชีเป็น **"ค่าจ้างแรงงานและสวัสดิการพนักงาน"** ของบริษัท และยอดเงินชดเชยที่เรียกเก็บจากลูกค้าต้องลงบันทึกเป็นรายได้หลักของบริษัทด้วย

ตารางเปรียบเทียบการลงบัญชีและภาษีของบริการสรรหาคนแต่ละประเภท

ประเภทบริการ การคำนวณฐาน VAT 7% การคำนวณหัก ณ ที่จ่าย 3% นายจ้างทางกฎหมาย
บริการจัดหาคน (Recruitment Fee) คิดจากยอดค่าบริการ (Placement Fee) 7% ลูกค้าหัก 3% จากยอดค่าบริการ บริษัทลูกค้า
บริการเอาท์ซอร์สคน (Staffing Service) คิดจากยอดรวมทั้งหมด (เงินเดือน + สวัสดิการ + Markup) ลูกค้าหัก 3% จากยอดรวมทั้งหมด บริษัทเอาท์ซอร์ส
บริการทำเงินเดือน (Payroll Outsourcing) คิดเฉพาะค่าธรรมเนียมบริการประมวลผล ลูกค้าหัก 3% เฉพาะค่าธรรมเนียมบริการ บริษัทลูกค้า

สรุปคำแนะนำจาก A Plus Me

การทำธุรกิจเอาท์ซอร์สและจัดหาคนมีประเด็นตรวจสอบที่ละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะการปะปนของยอดเงินที่เป็นต้นทุนค่าแรงและค่าบริการจริง การวางแผนจัดทำร่างสัญญาร่วมค้า การบริหารสภาพคล่องเพื่อสำรองจ่ายเงินเดือนก่อนเรียกเก็บเงินจากลูกค้า และการจัดการภาษีซื้อ-ภาษีขายในแต่ละเดือนอย่างถูกต้อง เป็นปัจจัยหลักสู่ความสำเร็จ หากต้องการวางระบบบัญชีและโครงสร้างบิลเรียกเก็บเงินสำหรับธุรกิจเอาท์ซอร์ส ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก A Plus Me ได้ทุกเวลา

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง ภาษีธุรกิจจัดหางานและเอาท์ซอร์สพนักงาน: ฐานรายรับคำนวณ VAT และประกันสังคม ควรใช้เพื่อจับประเด็นเฉพาะธุรกิจ แล้วนำไปเทียบกับรูปแบบรายได้ สัญญา ช่องทางรับเงิน และเอกสารจริงของกิจการ เพราะธุรกิจชื่อคล้ายกันอาจมีภาระภาษีต่างกันมาก

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • แยกช่องทางรายได้หลัก รายได้เสริม เงินมัดจำ และรายรับล่วงหน้าให้ชัดเจน
  • ตรวจสัญญา ใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี และเงื่อนไขหัก ณ ที่จ่ายของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
  • จัดรายงานต้นทุน สต๊อก ค่าจ้าง outsource และค่าใช้จ่ายเฉพาะธุรกิจให้ตรวจย้อนกลับได้

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • รวมรายได้หลายประเภทไว้ก้อนเดียวจนแยก VAT หรือหัก ณ ที่จ่ายไม่ถูก
  • ไม่มีสัญญาหรือเอกสารงานย่อยรองรับการจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างภายนอก
  • ดูเฉพาะยอดขาย แต่ไม่คุมต้นทุนเฉพาะงาน ทำให้กำไรจริงและภาษีคลาดเคลื่อน

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ภาษีธุรกิจจัดหางานและเอาท์ซอร์สพนักงาน: ฐานรายรับคำนวณ VAT และประกันสังคม ต้องเริ่มวางระบบบัญชีจากอะไร?

ให้เริ่มจากแยกประเภทรายได้ของเรื่อง ภาษีธุรกิจจัดหางานและเอาท์ซอร์สพนักงาน: ฐานรายรับคำนวณ VAT และประกันสังคม ว่าเป็นขายสินค้า บริการ ค่าสมาชิก เงินมัดจำ หรือรายได้ล่วงหน้า จากนั้นออกแบบเอกสารขายและการบันทึกต้นทุนให้ตรงกับรูปแบบรายได้นั้น

ภาษีที่ต้องระวังใน ภาษีธุรกิจจัดหางานและเอาท์ซอร์สพนักงาน: ฐานรายรับคำนวณ VAT และประกันสังคม มีอะไรบ้าง?

โดยทั่วไปควรตรวจ VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และเอกสารค่าใช้จ่ายเฉพาะธุรกิจ โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับสัญญา ลูกค้าจ่ายเป็นงวด หรือการจ้างผู้รับเหมาช่วง

ถ้าธุรกิจทำ ภาษีธุรกิจจัดหางานและเอาท์ซอร์สพนักงาน: ฐานรายรับคำนวณ VAT และประกันสังคม มาหลายเดือนแล้วยังไม่มีระบบเอกสารควรทำอย่างไร?

ให้เริ่มจากดึงรายการขาย รายการรับเงิน รายจ่ายหลัก และสัญญาย้อนหลังอย่างน้อย 3-6 เดือน แล้วให้ผู้ทำบัญชีจัดหมวดเพื่อวางระบบเอกสารเดือนถัดไปและประเมินความเสี่ยงภาษีย้อนหลัง