เจ้าของคลินิกจิตเวชและจิตวิทยาคลินิกหลายรายยังสับสนว่าธุรกิจตัวเองได้รับยกเว้น VAT หรือไม่ และต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจิตแพทย์อิสระอย่างไร บทความนี้เรียบเรียงคำตอบจากประมวลรัษฎากรและหลักเกณฑ์กรมสรรพากรเพื่อให้เจ้าของธุรกิจวางแผนได้อย่างถูกต้อง

ทำไมภาษีคลินิกจิตเวชถึงซับซ้อนกว่าคลินิกทั่วไป

ธุรกิจสุขภาพจิตในไทยเติบโตเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งคลินิกจิตเวชที่มีจิตแพทย์ประจำ คลินิกจิตวิทยาคลินิกที่ให้บริการทดสอบและบำบัดทางจิต รวมถึงสถานให้คำปรึกษาจิตวิทยาที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นสถานพยาบาล ความแตกต่างของรูปแบบธุรกิจเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อสถานะทางภาษี โดยเฉพาะ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่มีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างบริการที่ได้รับยกเว้นกับบริการที่ต้องเสีย

เจ้าของธุรกิจที่เปิดบริการโดยไม่ตรวจสอบสถานะ VAT ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นอาจเจอความเสี่ยงสองด้าน คือเรียก VAT เก็บจากลูกค้าทั้งที่ตัวเองได้รับยกเว้น หรือไม่ได้จดทะเบียน VAT ทั้งที่มีรายรับเกินเกณฑ์และต้องจด ทั้งสองกรณีมีบทลงโทษทางภาษีตามมา

หลักเกณฑ์ยกเว้น VAT สำหรับสถานพยาบาล

มาตรา 81(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้ บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ได้รับยกเว้น VAT ทั้งของรัฐและเอกชน โดยคำว่า "สถานพยาบาล" หมายถึงสถานที่ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลตาม พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 จากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข

สำหรับคลินิกจิตเวช เงื่อนไขสำคัญคือต้องได้รับใบอนุญาตทั้งสองระดับดังนี้

  • ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม ของจิตแพทย์ที่รับผิดชอบทางการแพทย์ (ออกโดยแพทยสภา)
  • ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล และ ใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาล สำหรับตัวคลินิก (ออกโดย สบส.)

เมื่อได้รับใบอนุญาตครบถ้วน รายได้จากการให้บริการรักษาโรคจิตเวชจะได้รับยกเว้น VAT นับตั้งแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต และ ไม่สามารถจดทะเบียน VAT โดยสมัครใจได้ ตามมาตรา 81/3 ซึ่งหมายความว่าคลินิกจะออกใบกำกับภาษีไม่ได้และไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ (input VAT)

ข้อสังเกตสำคัญ: หากคลินิกขาย สินค้า ควบคู่กับบริการ เช่น ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รายได้จากการขายสินค้าเหล่านั้นไม่ได้รับยกเว้น VAT และหากรายรับจากสินค้าเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT สำหรับส่วนนั้น (ข้อมูล ณ ปี 2569)

จิตวิทยาคลินิก: ได้รับยกเว้น VAT เช่นกัน หากมีใบอนุญาตถูกต้อง

จิตวิทยาคลินิก (Clinical Psychology) เป็นหนึ่งในสาขาของ การประกอบโรคศิลปะ ที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย ควบคุมโดยคณะกรรมการวิชาชีพสาขาจิตวิทยาคลินิก กระทรวงสาธารณสุข นักจิตวิทยาคลินิกที่ได้รับ ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะสาขาจิตวิทยาคลินิก และประกอบกิจการในรูปสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตถูกต้อง จะได้รับยกเว้น VAT ในลักษณะเดียวกับคลินิกเวชกรรม

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจเส้นแบ่งที่สำคัญดังนี้

  • บริการที่ได้รับยกเว้น VAT: การประเมิน วินิจฉัย และบำบัดทางจิตวิทยาคลินิก (Psychological Assessment, Psychotherapy) ที่ให้บริการโดยนักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบอนุญาต ภายใต้สถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต
  • บริการที่ต้องเสีย VAT: การให้คำปรึกษาจิตวิทยาทั่วไป (General Counseling) หรือการโค้ชชิ่ง (Life Coaching) ที่ดำเนินการโดยบุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ หรือดำเนินการในฐานะธุรกิจทั่วไปที่ไม่ได้จดเป็นสถานพยาบาล ต้องจดทะเบียน VAT หากมีรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี

กล่าวโดยสรุป ใบอนุญาตคือกุญแจ ไม่ใช่ชื่อบริการหรือวิธีการให้บริการ แม้จะให้บริการ "บำบัดจิตใจ" แต่ถ้าไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้องและไม่ได้เป็นสถานพยาบาลตามกฎหมาย สิทธิยกเว้น VAT ก็ไม่เกิดขึ้น

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาอิสระ

ประเด็นภาษีหัก ณ ที่จ่ายเกิดขึ้นบ่อยเมื่อคลินิกหรือโรงพยาบาลจ่ายค่าวิชาชีพให้จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิกที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างประจำ กฎเกณฑ์แตกต่างกันตามลักษณะความสัมพันธ์ดังนี้

  • จิตแพทย์/นักจิตวิทยาที่เป็นลูกจ้างประจำ (มาตรา 40(1)): รายได้เป็นเงินได้ประเภทที่ 1 ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) คำนวณแบบเดียวกับเงินเดือนพนักงาน ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 รายเดือน
  • จิตแพทย์/นักจิตวิทยาอิสระที่รับงานเป็นครั้งคราว (มาตรา 40(6)): รายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระด้านการแพทย์เป็นเงินได้ประเภทที่ 6 ผู้จ่ายซึ่งเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่ประกอบกิจการต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ของค่าวิชาชีพที่จ่าย ยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์) (ข้อมูล ณ ปี 2569)

สำหรับคลินิกที่ใช้ระบบ e-Withholding Tax ของกรมสรรพากร อัตราหักสามารถลดเหลือ 1% สำหรับการจ่ายเงินได้บางประเภทตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ควรตรวจสอบกับนักบัญชีว่าการจ่ายค่าวิชาชีพรูปแบบใดเข้าเงื่อนไข e-WHT

ข้อควรระวัง: หากจ่ายค่า "ส่วนแบ่งรายได้" (Doctor Fee: DF) ในลักษณะที่จิตแพทย์เป็นผู้รับเงินโดยตรงจากผู้ป่วยแล้วแบ่งให้คลินิก รูปแบบนี้อาจมีการตีความที่แตกต่างออกไป ควรวางโครงสร้างและสัญญาให้ชัดเจนเพื่อป้องกันข้อโต้แย้งด้านภาษี การปรึกษาที่ปรึกษาภาษีตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ได้มาก

ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับคลินิกที่จดทะเบียนเป็นบริษัท

เจ้าของคลินิกจำนวนมากเลือกจดทะเบียนบริษัทเพื่อความน่าเชื่อถือและการบริหารภาษีที่ยืดหยุ่นกว่าการประกอบกิจการในนามบุคคลธรรมดา บริษัทคลินิกจิตเวชหรือจิตวิทยาคลินิกที่เป็นนิติบุคคลเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) บนกำไรสุทธิ โดยอัตราขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการ

สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และรายได้ไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันไดคือ (ข้อมูล ณ ปี 2569)

  • กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท: ยกเว้น (0%)
  • กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: 15%
  • กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: 20%

บริษัทที่ไม่เข้าเกณฑ์ SME หรือรอบบัญชีใดที่รายได้เกิน 30,000,000 บาท จะเสียภาษีในอัตรามาตรฐาน 20% บนกำไรสุทธิทั้งหมด

ค่าใช้จ่ายที่คลินิกนำมาหักได้ตามประมวลรัษฎากรได้แก่ เงินเดือนบุคลากร ค่าเช่าสถานที่ ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์และครุภัณฑ์ ค่าโฆษณา ค่าวิชาชีพที่จ่ายให้แพทย์อิสระ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นที่เป็นไปเพื่อหารายได้ โดยต้องมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน การทำบัญชีรายเดือนอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นจะช่วยให้รวบรวมค่าใช้จ่ายได้ครบและถูกต้องสำหรับการยื่นภาษีประจำปี

คลินิกที่จดทะเบียนเป็นบริษัทยังต้องยื่น ภ.ง.ด.51 (ประมาณการกำไรกลางปี) ภายใน 2 เดือนนับจากวันครบ 6 เดือนของรอบบัญชี และ ภ.ง.ด.50 (ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี) ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่ประกอบอาชีพอิสระ

จิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิกที่ประกอบอาชีพอิสระ (ไม่ใช่ลูกจ้าง) มีรายได้จัดเป็น เงินได้ตามมาตรา 40(6) ซึ่งเป็นรายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระด้านการประกอบโรคศิลปะ ข้อได้เปรียบของการจัดประเภทนี้คือ

  • หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ของรายได้ โดยไม่มีเพดานสูงสุด หรือเลือกหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงหากมีเอกสารรองรับและค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่า 60%
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป (หรือวันที่ 8 เมษายนหากยื่นผ่านระบบออนไลน์)

หากจิตแพทย์อิสระมีรายได้สูงและต้องการวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ เช่น พิจารณาจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ควรคำนวณเปรียบเทียบอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) กับภาระภาษีนิติบุคคล SME (สูงสุด 20%) รวมถึงผลกระทบจากเงินปันผลก่อนตัดสินใจ

สรุป: รายการตรวจสอบภาษีสำหรับเจ้าของคลินิกจิตเวชและจิตวิทยา

ก่อนเปิดดำเนินการหรือในกรณีที่กิจการกำลังเติบโต ควรตรวจสอบประเด็นภาษีต่อไปนี้ให้ครบถ้วน

  • คลินิกมีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลและใบอนุญาตดำเนินการจาก สบส. หรือไม่ — นี่คือเงื่อนไขหลักในการได้รับยกเว้น VAT
  • บริการใดของคลินิกอยู่ในขอบเขต "บริการรักษาพยาบาล" และบริการใดเป็น "สินค้าหรือบริการเสริม" ที่อาจต้องเสีย VAT แยกต่างหาก
  • จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่ทำงานในคลินิกเป็นลูกจ้าง (หัก ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า มาตรา 40(1)) หรืออิสระ (หัก 3% มาตรา 40(6))
  • หากรายรับรวมของคลินิกเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และมีบริการ/สินค้าที่ไม่ได้รับยกเว้น VAT ต้องจดทะเบียน VAT สำหรับส่วนนั้นภายในกำหนดเวลา
  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล: ยื่น ภ.ง.ด.51 กลางปีและ ภ.ง.ด.50 ปลายปีตามกำหนด

ความซับซ้อนของภาษีธุรกิจสุขภาพจิตอยู่ที่การตีความ "ขอบเขต" ของบริการที่ได้รับยกเว้น ซึ่งอาจแตกต่างกันในรายละเอียด การมีที่ปรึกษาบัญชีและภาษีที่เชี่ยวชาญธุรกิจสุขภาพช่วยให้วางโครงสร้างได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น และลดความเสี่ยงในการถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจคลินิกจิตเวชและจิตวิทยาคลินิก: สิทธิยกเว้น VAT สถานพยาบาล ค่าวิชาชีพจิตแพทย์ และหัก ณ ที่จ่าย ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คลินิกจิตเวชที่มีใบอนุญาตสถานพยาบาลต้องจดทะเบียน VAT ไหม

ไม่ต้องจดทะเบียน VAT สำหรับรายได้จากบริการรักษาพยาบาล เนื่องจากได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่มีเกณฑ์รายรับขั้นต่ำ แต่ต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) อย่างไรก็ตาม หากคลินิกขายสินค้า เช่น ยาหรืออุปกรณ์ รายได้ส่วนนั้นไม่ได้รับยกเว้น และต้องจดทะเบียน VAT หากรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี (ข้อมูล ณ ปี 2569)

บริการให้คำปรึกษาจิตวิทยาทั่วไปโดยโค้ชหรือนักจิตวิทยาที่ไม่มีใบอนุญาตต้องเสีย VAT ไหม

ต้องเสีย VAT หากรายรับต่อปีเกิน 1,800,000 บาท เพราะสิทธิยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(ญ) ใช้ได้เฉพาะบริการในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต โดยบุคลากรที่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะเท่านั้น บริการโค้ชชิ่งหรือให้คำปรึกษาทั่วไปที่ไม่อยู่ในขอบเขตการประกอบโรคศิลปะถือเป็นบริการเชิงพาณิชย์ทั่วไปที่ต้องอยู่ในระบบ VAT หากรายรับถึงเกณฑ์ อัตรา VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% และควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร

เมื่อคลินิกจ่ายค่าวิชาชีพให้จิตแพทย์ที่รับงานอิสระ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไหร่

หากจิตแพทย์ไม่ได้เป็นลูกจ้างประจำ ค่าวิชาชีพที่จ่ายถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(6) ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ของค่าวิชาชีพ และยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์) คลินิกที่ใช้ระบบ e-Withholding Tax อาจได้อัตราลดเหลือ 1% ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับนักบัญชีก่อนใช้อัตราลด (ข้อมูล ณ ปี 2569)